ปิ่นโตเล็กในเมืองใหญ่

 


อรุณรุ่งที่ตลาดอุตสาหกรรมริมคลอง

เริ่มต้นด้วยความจอแจจำเจ 

เสียงเครื่องยนต์ของรถสองแถว

และจักรยานยนต์รับจ้างแผดร้องแข่งกับเสียงนกกาที่ออกหากิน 

เจ้าของร่างในชุดกรรมกรชายหญิง—

ผู้ข้ามมาจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน—

เริ่มทยอยก้าวออกจากห้องเช่าซอกตึกอันคับแคบทีละคน สองคน

ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนแถวอันเงียบเชียบ

มือหนึ่งกุมกระเป๋าผ้าเนื้อหยาบสีซีด 

อีกมือหนึ่งหิ้วปิ่นโตเถาเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่ประตูโรงงาน

ราวกับมีหมุดหมายอันปฏิเสธไม่ได้

ปิ่นโตเถาเล็กนั้น—หากพิเคราะห์ให้ดี—

มันหาใช่เพียงภาชนะบรรจุเสบียงกรัง

เพื่อประทังความหิวในมื้อกลางวันไม่ 

หากแต่เป็นประจักษ์พยานแห่งการต่อสู้ดิ้นรน

และการมัธยัสถ์อย่างที่สุด 

บางเถาบรรจุแกงถุงราคาถูกจากร้านชำริมทาง 

บางเถามีเพียงผัดผักแฉะ ๆ กับน้ำพริกถ้วยน้อย

เมื่อถึงเวลาพัก พวกเขาจะล้อมวง

แบ่งปันอาหารกันในมุมมืดของโรงงาน 

มีเสียงสรวลเสเฮฮาบ้าง 

มีความเงียบงันปะปนอยู่บ้าง 

ทว่าในดวงตาแต่ละคู่นั้น 

มักจะทอดประกายเหม่อลอยไปไกล

เกินกว่ากำแพงคอนกรีตหนาทึบ... 

ไกลไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่อยู่เบื้องหลังทิวเขา

ฉันเฝ้ามองภาพเหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

แล้วใจก็อดสะท้อนสะท้านขึ้นมาไม่ได้ 

มันคล้ายกระจกเงาที่บานเก่า

ซึ่งสะท้อนภาพความตรากตรำของเพื่อนมนุษย์ 

ผู้ต้องซมซานจากอ้อมอกของแผ่นดินแม่มา

เพื่อแลกหยาดเหงื่อกับเงินไม่กี่พันบาท 

เพียงเพื่อส่งกลับไปจุนเจือพ่อแม่ ลูกเมีย 

และบ้านหลังน้อยที่ยังเฝ้ารอคอยด้วยความหวัง

สำหรับสังคมเมืองหลวงอันแห้งแล้ง 

พวกเขาอาจเป็นเพียง ‘แรงงานต่างด้าว’ 

ไร้ตัวตนในสารบบ 

ทว่าในสายตาของฉัน 

ปิ่นโตสแตนเลสใบย่อมที่แกว่งไกวตามจังหวะก้าวเดินทุกเช้านั้น 

คือคำประกาศอันทรงพลังและเงียบเชียบที่สุดว่า 

พวกเขาก็คือมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี มีชีวิต มีความหวัง 

และมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากผู้ใด

และเมื่อแสงสุรีย์สาดส่องลงกระทบฝาปิ่นโตสแตนเลสในยามสาย 

มันพลันเกิดประกายแวววาวระยิบระยับ 

คล้ายจะบอกกับโลกใบนี้ว่า... 

เพลิงแห่งความพยายามของคนไกลบ้านนั้น 

ยังคงคุโชนอยู่ทุกเช้าค่ำ 

และจะไม่มีวันดับมอดลงตราบเท่าที่ใจยังถวิลหาบ้าน

ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น