ฟ้องชู้

 


บ่ายวันนั้น ที่ศาลจังหวัดนครปฐม... 

แดดจัดจนใบมะฮอกกานีข้างตึกศาลดูแห้งเกรียม 

ทว่าในห้องพิจารณากลับเย็นเยียบด้วยไอเครื่องปรับอากาศ 

และอวลไปด้วยกลิ่นอายของสิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาด

ชอบเรียกกันติดปากด้วยความกระหยิ่มใจว่า “คดีฟ้องชู้”

คำนี้พูดเบา ๆ ก็ดังไปถึงหลังห้อง 

และมักทำให้ผู้คนรอบข้างหูผึ่ง

พร้อม ๆ กับทำเป็นเบือนหน้าหนีตามมารยาทอันดี

บนม้านั่งฝั่งโจทก์ นางสาวจิตรา 

นั่งตัวตรงราวกับหุ่นขี้ผึ้งที่เพิ่งถอดออกจากพิมพ์ 

มือกำปึกกระดาษเอกสารหลักฐานไว้แน่น

จนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีด 

อาการสั่นน้อย ๆ นั้นไม่ได้เกิดจากความกลัว 

หากแต่เป็นริ้วระลอกของความเจ็บช้ำที่กลั่นจนตกตะกอน กลายเป็นความนิ่ง

เธอกระซิบกับทนายความของเธอ เสียงเครือทว่าเด็ดขาด

“ทนายเคน... ฉันไม่ได้อยากได้เงินทองอะไรของเขาหรอก 

แต่อยากให้เขารู้เสียบ้างว่า 

ฉันไม่ใช่คนโง่ที่ใครจะมาต้มยำทำแกงอย่างไรก็ได้”

เคน ยิ้มรับในที 

ท่าทางของเขาเรียบเรื่อยสงบนิ่งตามวิสัยนักกฎหมาย

ผู้ผ่านโลกมาพอประมาณ 

เขารู้ดีว่าความยุติธรรมในห้องพิจารณานั้น 

บางทีก็ไม่ได้มาในรูปของตัวเงิน 

แต่มาในรูปของความสะใจอันชอบด้วยกฎหมาย

“คุณจิตราครับ 

คดีประเภทนี้เราเอาอารมณ์ไปเป็นเจ้าเรือนไม่ได้หรอกครับ” 

เคนตอบเรียบ ๆ “มันเป็นเรื่องของการใช้สิทธิ... 

สิทธิที่กฎหมายท่านตราไว้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนที่ถูกละเมิด 

ความซื่อสัตย์ในทะเบียนสมรสไม่ใช่สิ่งที่จะมาล้อเล่นกันได้”

ข้ามไปทางฝั่งจำเลย... 

หญิงสาวผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘มือที่สาม’ 

นั่งคอตก หล่อนพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ 

ราวกับอยากจะแทรกแผ่นดินศาลหนีไปเสียให้พ้น

สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความอับจน

และสุ้มเสียงที่เปล่งออกมาก็เบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน

“ฉัน... ฉันไม่ทราบจริง ๆ ค่ะว่าเขามีครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว”

นั่นคือไม้เด็ดประจำตระกูลของจำเลยในคดีประเภทนี้

ความไม่รู้  ซึ่งมักถูกยกขึ้นมาเป็นเกราะกำบังเสมอ

เคนขยับเสื้อครุยเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน 

ท่าทางของเขาไม่ได้ดุดันสาดโคลนอย่างในละครวิทยุ 

แต่เปี่ยมไปด้วยความสุขุมอันเป็นอาวุธร้ายกาจของนักดักคอ

“กราบเรียนศาลที่เคารพ...” 

เคนส่งเสียงนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานไปทั่วห้องพิจารณา 

มือหนึ่งยกเอกสารหน้าจอแชตและภาพถ่ายชุดใหญ่ขึ้นแสดง 

“ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

มาตรา 1523 วรรคสอง ท่านวางหลักไว้ชัดเจนว่า 

ภรรยาสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น

ที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่า

ตนมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีได้... 

และจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ 

ไม่ว่าจะเป็นการไปไหนมาไหนด้วยกัน

ดยไม่ยอมหลบสายตาผู้คน 

หรือข้อความตัดพ้อต่อว่าในสื่อสังคมออนไลน์ 

ย่อมเล็งเห็นได้ว่า จำเลยหาได้อยู่ในฐานะผู้ไม่รู้ตามที่กล่าวอ้างไม่”

ห้องพิจารณาทั้งห้องเงียบกริบลงทันตา... 

คำว่า “รู้” หรือ “แกล้งไม่รู้” 

กลายเป็นเส้นแบ่งความเป็นความตายของคดีนี้

เมื่อข้อเท็จจริงถูกตีแผ่ด้วยพยานหลักฐาน

อันปราศจากมลทิน ความจริงก็กระจ่างชัดเจน

ยิ่งกว่าแสงแดดบ่ายภายนอกอาคาร 

ในที่สุด ศาลท่านจึงมีคำพิพากษาให้จำเลย

ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสมควรแก่ฐานานุรูป

หลังสิ้นเสียงเคาะค้อน... 

จิตรายิ้มออกมาทั้งน้ำตา 

มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนชนะพนันที่ได้เงินก้อนโต 

แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยกภูเขาออกจากอก

“ไม่ใช่เพราะเงินหรอกค่ะทนาย...” เธอซับน้ำตาเบา ๆ 

แต่เพราะฉันอยากให้ความจริงมันถูกบันทึกไว้ในแผ่นดิน... 

อย่างน้อยในสมุดทะเบียนของศาลก็มีจารึกไว้ว่าฉันเป็นฝ่ายถูก”

เคนเก็บเอกสารลงกระเป๋าเอกสารหนังใบเก่งอย่างเป็นระเบียบ 

ยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเอ่ยตบท้าย

“คดีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ บนโรงบนศาลนี่... 

บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องแก้แค้นเอาคืน

ให้สาสมอะไรหรอกครับคุณจิตรา 

มันเป็นแค่การกู่ตะโกนบอกสังคมว่า ‘

ความซื่อสัตย์’ น่ะ มันยังมีราคาที่ต้องจ่าย 

และกฎหมายยังคุ้มครองมันอยู่”

เขาเดินนำลูกความออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยท่าทีเรียบง่าย... 

ทนายหนุ่มตระหนักดีว่า 

บทละครชีวิตฉากนี้ 

แม้จะจบลงด้วยตัวอักษรในสมุดคำพิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ตาม 

แต่ในใจของผู้คนภายนอกนั้น... 

มันยังคงต้องเล่นต่อไปอีกยาวนาน 

กว่าฉากสุดท้ายจะยอมปิดม่านลงจริง ๆ

ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น