เสบียงกรังของเณรเคน

 


แดดสายส่องทะลุร่มไม้ใบหนาลงมาเป็นลำ 

ตกลงบนลานวัดที่กวาดจนเตียนเกลี้ยง 

สามเณรเคนนั่งพับเพียบอยู่บนศาลา หน้าตาบอกบุญไม่รับ

ไม่ใช่เพราะอดฉันเพล 

แต่เพราะถ้อยคำจากวิทยุธานินทร์เครื่องเก่าเมื่อคืนมันยังคาใจ 

หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านว่า “บารมีคือเสบียงเดินทางสู่พระนิพพาน” 

แถมยังบอกว่าต้องหอบไปให้ครบทั้งสิบอย่าง 

จะเลือกชอปปิ้งเอาแต่ข้อที่ชอบเหมือนเลือกซื้อกับข้าวในตลาดไม่ได้

เณรเคนเกาหัวแกรก นึกในใจว่า 

ลำพังแค่ตื่นมาบิณฑบาตให้ทันไก่โห่ก็ต้องใช้ 

‘วิริยา’ กับ ‘ขันติ’ จนฝ่าเท้าแทบจะพองอยู่แล้ว 

นี่ยังต้องแบกเสบียงอีกตั้งแปดกระสอบใหญ่ข้ามภพข้ามชาติ 

ไม่หนักแย่หรือ? 

พอดีเหลือบไปเห็นหลวงตา

ท่านกำลังนั่งละเลียดน้ำชาอุ่น ๆ อยู่มุมศาลา 

เณรเคนจึงคลานเข่าเข้าไปหา 

หวังจะให้หลวงตาช่วยสงเคราะห์ ‘ปัญญา’ ให้โยนความงงทิ้งไปเสียที

หลวงตาวางถ้วยชาลง 

มองสามเณรด้วยสายตาเอ็นดูแกมระอาเล็กน้อย

ตามวิสัยผู้ผ่านโลกมามาก 

ท่านคลี่รอยยิ้มบางก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

"เคนเอ๊ย... ที่แกนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นี่ 

เพราะแกกำลังคิดว่าการบำเพ็ญบารมีสิบ

คือการหอบกระสอบข้าวสารสิบกระสอบขึ้นหลังใช่ไหมล่ะ? 

แกถึงได้กลัวหนัก กลัวเหนื่อย"

"ก็หลวงพ่อท่านว่าต้องทำควบคู่กันนี่ครับหลวงตา 

ผมจะไปทำพร้อมกันหมดในวันเดียวได้อย่างไร 

ศีลกับทานพอไหว แต่ปัญญากับอุเบกขานี่สิครับ 

นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะทำตอนกวาดลานวัด

หรือตอนล้างบาตรได้อย่างไร" เณรเคนสารภาพเสียงอ่อย

หลวงตาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะอธิบายให้ฟังเป็นฉาก ๆ

"แกฟังให้ดีนะ ที่หลวงพ่อท่านเปรียบว่าบารมี 10 คือเสบียงน่ะ ถูกของท่าน 

แต่เสบียงไปนิพพานเขาไม่ได้นับด้วยน้ำหนักกิโลกรัม 

แกไม่ได้กำลังแบกตุ่มสามโคกเดินทาง 

บารมีทั้งสิบข้อแท้จริงมันคือ 'เนื้อเดียวกัน' 

เหมือนน้ำมะนาว น้ำเชื่อม เกลือ และน้ำอุ่น 

ที่ผสมรวมกันอยู่ในถ้วยชาถ้วยเดียว แกแยกมันออกจากกันได้ไหม?"

"แกบอกว่า 'ทาน' กับ 'ศีล' ทำง่ายในชีวิตประจำวัน... 

เอาล่ะ สมมติตอนสายนี้แกไปช่วยชาวบ้านยกโต๊ะเก้าอี้ในงานบุญ 

นั่นคือแกกำลังให้ 'ทาน' เป็นแรงงาน 

ขณะที่แกเหนื่อยแดดเปรี้ยง ๆ 

แต่แกไม่แอบไปเด็ดมะม่วงวัดกิน 

ไม่ด่ากระทบกระเทียบใคร นั่นแกมี 'ศีล' แล้ว"

หลวงตาจิบชาอีกอึกหนึ่งแล้วพูดต่อ 

"ทีนี้ พอแดดมันร้อนจัด เหงื่อไหลไคลย้อย ยุงก็ชุม 

แกยังทนทำต่อจนเสร็จ ไม่ทิ้งงานหนีไปนอน... 

ตัวที่วิ่งเข้ามาค้ำแกไว้คือ 

'วิริยา' (ความเพียร) กับ 'ขันติ' (ความอดทน) 

เห็นไหมว่ามันมาเองโดยที่แกไม่ได้ไปร้องขอ"

"แล้ว 'ปัญญา' กับ 'อุเบกขา' ที่แกกลัวน่ะ 

มันอยู่ตรงไหนรู้ไหมเณร? 

มันอยู่ตรงที่พอยกโต๊ะเสร็จ 

แทนที่แกจะยืดอกรอให้ชาวบ้านมาชมว่า 

'เณรเคนเก่งจัง เณรเคนขยันเหลือเกิน' 

แกกลับมองเห็นว่า 'เออ... ความเหนื่อยมันก็เกิดขึ้นชั่วคราว 

ตอนนี้งานเสร็จ ความเหนื่อยก็หายไป คำชมหรือคำนินทาก็แค่นั้น'

การรู้เท่าทันตามจริงนี่แหละคือ 'ปัญญา' 

และการที่ใจแกนิ่งสนิท ไม่ฟูไปกับคำชม 

ไม่ฟุบไปกับความร้อน ไม่คิดน้อยใจว่าทำไมไม่มีใครเอาน้ำเย็นมาถวาย 

นั่นแหละคือ 'อุเบกขา' วางเฉยในโลกธรรม"

"บารมีสิบไม่ได้ทำทีละข้อเหมือนบันไดสิบขั้น 

แต่ทำข้อเดียวให้แจ่มแจ้ง 

ข้ออื่น ๆ มันจะวิ่งมารวมตัวกันเองเหมือนสหกรณ์ 

แกทำงานในชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือครอบครัว 

ดูแลสังคมด้วยจิตที่คิดจะสละออก และไม่ยึดมั่นถือมั่น... 

นั่นแกกำลังเก็บเสบียงใส่กระเป๋าใบเล็กใบเดียว 

แต่มันเป็นกระเป๋าโดเรมอนที่หยิบใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดต่างหากล่ะเณร"

เณรเคนก้มกราบแทบตักหลวงตา 

ความโปร่งโล่งวิ่งเข้ามาแทนที่ความงงงวย 

แดดสายวันนั้นดูจะไม่ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อครู่ใหญ่ ๆ อีกต่อไป

ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น