โลกสองใบของเณร

 


บรรยากาศที่วัดวันนี้มันช่างพิลึกกึกกือ...

ฟ้าฝนทำท่ากระบิดกระบวนมาทั้งวัน

เมฆครึ้มตั้งเค้าทำท่าเหมือนจะตกแต่ก็ไม่ตก

ปล่อยให้อากาศร้อนอบอ้าวเกาะกินไปถึงขั้วหัวใจ

จนกระทั่งตะวันลับเหลี่ยมเขาไปนั่นแหละ

เทวดาถึงได้ยอมเปิดก๊อก

ฝนกระหน่ำลงมาเสียยกใหญ่ประหนึ่งจะล้างโลก

เณรเคนนั่งทำวัตรเย็น

อยู่ท่ามกลางเสียงสาดซัดของสายฝน

ความเย็นของน้ำฝนชโลมกายให้คลายร้อน

แต่ความสงบในจิตกลับชโลมใจให้ดื่มด่ำยิ่งกว่า

เมื่อกายเย็น ใจก็เริ่มนิ่ง

เณรจึงสมาทานพระกรรมฐาน

พิจารณาธรรมตามที่ครูบาอาจารย์ท่านพร่ำสอน

"ทุกอย่างมันก็เท่านี้..." เณรนึกในใจ

โลกมันหมุนไปตามวัฏจักรของมัน

ไม่มีอะไรที่รั้งรอหรือคงทนอยู่ได้ตลอดกาล

ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามธรรมดา

ถ้าเรายอมรับความ "ธรรมดา" นี้ได้เมื่อไหร่

ใจมันก็เบาเหมือนปุยเมฆเมื่อนั้น

พอถอนจิตออกจากสมาธิ ลืมตาขึ้นมา

ก็พบหลวงตานั่งขัดสมาธิยิ้มกริ่มมองอยู่ก่อนแล้ว

"เป็นยังไงบ้างล่ะเณร?" หลวงตาเอ่ยถามน้ำเสียงระรื่น

"โลกข้างนอกที่ฝนกำลังตกกับโลกข้างในใจ

ที่เณรเพิ่งไปเที่ยวมาน่ะ มันต่างกันบ้างไหม?"

เณรเคนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ

"ต่างกันครับหลวงตา

โลกข้างนอกนี่เราต้องประคองกายอยู่กับมัน

เป็นโลกที่เราต้องพบปะผู้คน

แต่โลกในจิตมันเหมือนห้องส่วนตัว สงบ สงัด

รับรู้ได้เฉพาะตัวแต่บอกใครไม่ได้

ผมควรจะวางใจยังไงดีครับหลวงตา?"

หลวงตายิ้มละไม

เป็นยิ้มที่ดูเหมือนจะเข้าใจโลกไปเสียทุกอย่าง

"เณรเอ๋ย... โลกปัจจุบันเขามีไว้ให้เราเรียนรู้

ส่วนโลกในจิตเขามีไว้ให้เราพักใจ

หนีความทุกข์ระทมมาพึ่งความสงบชั่วคราว"

หลวงตาเว้นจังหวะ "แต่จำไว้เถอะ

พอไอ้สังขารนี้มันพังลงเมื่อไหร่

เราก็ต้องทิ้งมันไปทั้งสองโลกนั่นแหละ

เพื่อไปสู่ภพภูมิอื่นต่อไป...

แล้วนี่เณรคิดไว้หรือยังล่ะ ว่าอยากจะไปไหน?"

เณรเคนสบตาหลวงตาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ไปไหนก็ได้ครับหลวงตา...

ขอแค่เป็นที่ที่ไม่ต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดให้มันวุ่นวายแบบนี้อีกก็พอ"


ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น