บ่ายแก่ ๆ ริมสระน้ำ


ยามบ่ายวันนั้น 

แดดกล้าแผดเผาจนทุกสรรพสิ่งดูจะโรยราลงด้วยความร้อนระอุ 

ทว่าใต้ร่มเงาของต้นหูกวางใหญ่ริมสระน้ำ

กลับให้ความร่มเย็นและสงบเงียบอย่างน่าอัศจรรย์ 

สระน้ำแห่งนี้เป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ของสรรพสัตว์ 

หลวงพ่อมหาเฉลิมเมตตานำปลาสวาย ตะพาบ 

และเต่ามาปล่อยไว้ 

อาศัยข้าวก้นบาตรของพระเณรที่เหลือในแต่ละวันเป็นทาน 

เพื่อไม่ให้ต้องทิ้งขว้างโดยเปล่าประโยชน์

เณรเคนเดินเท้าเปล่าอย่างแผ่วเบามานั่งลงบนสะพานไม้เล็ก ๆ 

ที่ทอดยาวจากริมตลิ่งยื่นออกไปในผืนน้ำราวสองเมตร 

สายตาทอดมองผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ 

ใจพลันนึกถึงวิชากสิณน้ำที่หลวงพ่อเคยพร่ำสอน

ทอดอารมณ์ไปกับการมองน้ำ นิ่ง... เย็น... สบายตา 

จากนั้นค่อย ๆ หลับตาลง 

น้อมจิตคิดคำนึงถึงคุณลักษณะของน้ำให้ปรากฏขึ้นในมโนภาพ

นานเข้า... 

จนกระทั่งจิตรวมตัวเข้าถึงอุคคหนิมิตแห่งกสิณน้ำ 

ภาพของน้ำที่ใสเย็น

ไหลเวียนเข้ามาแทนที่ความร้อนรุ่มภายนอก 

อากาศที่เคยแผดเผา 

กลับกลายเป็นความเย็นฉ่ำซาบซ่านไปทั่วทั้งกายและใจ 

รู้สึกราวกับว่าร่างกายเนื้อหนังนี้ได้หลอมรวม

และกลายเป็นส่วนหนึ่งของธาตุน้ำอย่างแท้จริง

"หรือนี่... จะเป็นผลของกสิณน้ำ" เณรเคนรำพึงขึ้นในใจเบา ๆ

เมื่อจิตสงบนิ่งอยู่ในระดับหนึ่ง 

สามารถระงับและบรรเทาทุกขเวทนาทางกายได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

ทว่าในความเป็นจริง 

หากร่างกายเหนื่อยล้าหรือธาตุขันธ์ไม่พร้อม 

การประคองจิตให้เข้าถึงสมาธิขั้นสูงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 

เปรียบเสมือนการพายเรือทวนกระแสน้ำเชี่ยว

ที่ต้องอาศัยทั้งกำลังกายและกำลังใจอย่างพร้อมเพรียง

เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร 

เณรเคนจึงค่อย ๆ ถอนจิตออกจากสมาธิ 

ลืมตาขึ้นมองระลอกคลื่นที่สั่นไหวเบา ๆ 

น้อมนำสติมาพิจารณาถึงความไม่เที่ยง 

และความเป็นธรรมดาของสังขารร่างกาย

ตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำสอน 

จนกระทั่งจิตใจเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ 

ปลอดโปร่งและเบาสบาย 

สุดท้ายเณรเคนก็ยิ้มบาง ๆ

น้ำในสระไม่ได้ทำให้หายร้อน

แต่จิตที่นิ่ง…ทำให้รู้จักความร้อนตามความเป็นจริง

แล้วก็ลุกกลับกุฏิ

ด้วยความเข้าใจร่างกายนี้มากกว่าเดิมนิดหนึ่ง

ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น