โปรดสัตว์

 


ฝนเทลงมากลางดึกชะล้างความอบอ้าวเสียเกลี้ยง 

เช้ามืดวันนั้นอากาศที่วัดจึงเย็นสบายจนน่านอนต่อ 

แต่สัญญาณนาฬิกาชีวิตของเณรเคน ทำงานตรงเวลา 

ตีสามเป๊ะ... 

เณรเคนลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาให้ตื่นเต็มตา 

จุดธูปเทียนบูชาพระ 

หน้าโต๊ะหมู่บูชามีเพียงแสงไฟสลัวจากเปลวเทียนที่วับแวม

เณรเคนนั่งคุกเข่ากราบพระสมาทานพระกรรมฐานด้วยใจตั้งมั่น 

จากนั้นจึงหลับตาลง 

น้อมจิตแผ่เมตตาออกไปกว้างใหญ่ไพศาล 

ไร้ขอบเขต ไร้ประมาณ...

"ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

 ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด..."

เณรเคนส่งบุญในจิตออกไปให้เป็นประโยชน์แก่ทุกรูปทุกนาม 

แล้วจึงหันกลับมาสำรวจบ้านตัวเอง 

พิจารณาศีลกรรมบถ 10 ประการ 

ตรวจทานกาย วาจา ใจ ว่ายังผุดผ่องดีไหม 

จากนั้นจึงไล่เรียงตัดใจจากสังโยชน์ 3 ข้อแรก 

ไม่ยึดมั่นในกาย 

ไม่ลังเลในความดี 

ไม่คลำหาศีลพรตแบบผิดๆ 

พอจิตเริ่มสบายเบาโล่ง ก็จับลมหายใจเข้าออก 

ควบคำภาวนาไปเรื่อยๆ ตามจริต 

จนกระทั่งเสียงระฆังตีห้าดังแป๋งๆ... 

ได้เวลาทำวัตรเช้าที่ศาลาพร้อมหลวงพ่อหลวงพี่

พอสวดมนต์เสร็จ สลัดผ้าจีวรคาดอก 

เณรเคนก็อุ้มบาตรก้าวฉับๆ 

ออกเดินตามหลังหลวงตาไปตามทางสายหมอกเพื่อ 

"ออกโปรดสัตว์"

แต่ใจเจ้ากรรมมันดันไม่นิ่งเหมือนตอนนั่งสมาธิ 

เณรเคนมองซ้ายมองขวา 

เห็นโยมยายหิ้วตะกร้ากับข้าวออกมารอ 

เห็นสุนัขข้างทางวิ่งหางตูบ 

เห็นนกกระจอกบินว่อน 

ในหัวเณรมันคิดวนไปวนมาว่า:

"คำว่า โปรดสัตว์ นี่มันยังไงกันแน่หนอ? 

เราเดินไปรับข้าวปลาอาหารจากเขา 

เขาเป็นคนให้เราแท้ๆ แต่ทำไมโบราณเขาเรียกเราว่าไปโปรดสัตว์ ? 

เราไปช่วยอะไรเขาตรงไหน?"

ความสงสัยนี้มันตื้ออยู่ในอกจนกลับถึงวัด 

หลังจากจัดแจงล้างบาตรเสร็จสรรพ 

เณรเคนเลยรีบคลานเข้าไปหาหลวงตาที่แคร่ใต้ต้นไม้

"หลวงตาครับ ผมมีเรื่องคาใจ อยากกราบเรียนถามครับ" 

เณรเคนเปิดฉาก หลวงตาปรือตาขึ้นมอง 

ละสายตาจากจานข้าว "ว่าไงเณร มีอะไรติดคอหรือ?"

"ไม่ใช่ข้าวติดคอครับหลวงตา 

แต่คำว่า 'โปรดสัตว์' มันติดใจครับ... 

เราเดินไปขอข้าวโยมกินชัดๆ 

แต่ทำไมเราถึงบอกว่าเราออกไปโปรดเขาละครับ? 

เราไปให้อะไรเขาตอนไหน?"

หลวงตาหัวเราะหึๆ ในลำคอ 

วางช้อนลง แล้วขยับตัวนั่งหลังตรง ตาเป็นประกายเมตตา

"เณรเอ๋ย... 

แกคิดว่าการโปรดสัตว์คือต้องไปเทศน์โปรด 

หรือต้องไปแจกของงั้นหรือ?

 มิน่าล่ะถึงคิดไม่ออก" หลวงตาเว้นจังหวะ 

"แกจำตอนตีสามที่แกสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งสำรวมจิต 

สวดมนต์ทำวัตรตอนตีห้าได้ไหม?"

"จำได้ครับ"

"นั่นแหละ... 

พระภิกษุสามเณรเราเนี่ย 

ถ้าเช้ามืดลุกขึ้นมาขัดเกลาใจ 

ประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล 

มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิหนุนอยู่ข้างใน 

จิตมันจะเหมือนกระแสไฟที่มีกำลังสูง"

หลวงตาชี้มือไปทางหมู่บ้านข้างนอกแล้วพูดต่อ:

"ทีนี้ พอเราอุ้มบาตรออกไป

โยมเขาตั้งใจสละทรัพย์ สละความตระหนี่

เอาข้าวปลาอาหารมาใส่บาตรด้วยความศรัทธา...

จิตของโยมเขาเป็นกุศลอยู่แล้วส่วนหนึ่ง

พอมาเจอกับ 'จิตที่เป็นเนื้อนาบุญบริสุทธิ์'

ของพระเณรที่ฝึกมาดีเมื่อรุ่งเช้า

กุศลในจิตของสมณะมันจะสะท้อนกลับ

และถึงแก่ตัวทายกผู้ให้ได้อย่างรวดเร็ว

และเต็มเม็ดเต็มหน่วย"

"อ๋อ... เหมือนเราเป็นเสารับสัญญาณที่ชัดเจนใช่ไหมครับหลวงตา?" 

เณรเคนเริ่มตาสว่าง

"เออ! พูดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ 

เราเอา 'ความดีและจิตที่เป็นกุศลบริสุทธิ์' 

ของเรา ไปเป็นช่องทางให้โยมเขาได้

ฝากฝังบุญกุศลชิ้นใหญ่ 

ถ้าไม่มีพระเณรเดินไปให้เขาใส่บาตร 

โยมเขาก็ไม่มีเนื้อนาบุญให้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีลงไป"

หลวงตาตบตักฉาดใหญ่ ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม:

"เพราะฉะนั้น การเดินบิณฑบาตด้วยความสำรวม 

จึงเป็นการโปรดสัตว์ ช่วยให้ชาวบ้านเขาได้เข้าถึงมหากุศลได้ง่ายที่สุด... 

รู้แบบนี้แล้ว พรุ่งนี้เช้าตอนเดินอุ้มบาตร 

ก็ประคองจิตให้ดีๆ อย่ามัวแต่เดินมองนกมองไม้ล่ะเณรเคน!"

เณรเคนกราบราบลงกับพื้นแคร่ไม้ไผ่ 

ความข้องใจสลายไปพร้อมกับแดดสายที่เริ่มส่องสว่างทั่วลานวัด

ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น