ค่ำวันนั้น
ลมร้อนเหนียวเหนอะหนะพัดผ่านกรุงเทพมหานคร
เมืองหลวงผู้ไม่เคยหลับใหล
และไม่เคยแยแสต่อความทุกข์ระทมของใคร
มันเป็นค่ำคืนธรรมดา ๆ อีกคืนหนึ่ง
หากแต่เสียงไซเรนของรถตำรวจ
ที่กรีดแหวกความเงียบเข้ามาในซอยเปลี่ยว
อันหนาแน่นไปด้วยบ้านเช่าซอมซ่อ
ได้เปลี่ยนค่ำคืนอันราบเรียบนั้น
ให้กลายเป็นฉากชีวิตอันเข้มข้นขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
ถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบ
ในมือของเจ้าหน้าที่มียาบ้าเม็ดสีส้มแดง
บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสใบบาง
สัญลักษณ์แห่งความหายนะที่ราคาถูก
แต่จ่ายคืนด้วยอิสรภาพราคาแพงลิบลิ่ว
ในห้องทำงานคูหาเล็ก ๆ ของ ทนายเคน
กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์โชยเตะจมูก
บนโต๊ะไม้ตัวคร่ำคร่ามีแฟ้มคดีวางกองสูงท่วมหัว
ราวกับกำแพงเมืองที่กั้นระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกหลังลูกกรง
ลูกความหนุ่มนั่งก้มหน้า มือสั่นเทาราวกับนกต้องปืน
ดวงตาคู่นั้นไม่กล้าสบตาผู้ใด
มันเป็นดวงตาของคนที่รู้ดีว่าตัวเองกำลังก้าวพลาดลงไปในหล่มลึก
“ผมไม่ได้ขายครับทนาย... ผมแค่รับฝากไว้ให้เพื่อน”
น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ
ละล่ำละลักคล้ายคนกำลังสำลักน้ำ
และพยายามไขว่คว้าหาเศษไม้เพื่อพยุงตัว
ทนายเคนขยับแว่นสายตาให้เข้าที่
มองตรงไปยังบุรุษผู้เคราะห์ร้าย
หรืออาจจะเป็นผู้หยิ่งผยองในความผิด
ด้วยสายตาเรียบเฉย
ทนายความผู้ผ่านโลกมามากย่อมรู้ดีว่า
ในละครชีวิตบทนี้ คำแก้ตัวมักจะซ้ำซากจำเจเสมอ
“กฎหมายบ้านเมืองเขาไม่รู้จักคำว่า ‘ฝาก’ หรอกคุณ”
ทนายเคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยือกเย็น
“เมื่อวัตถุแห่งความผิดมันสถิตอยู่ในอุ้งมือของคุณ
ในทางตำราเขาก็ต้องตราบาปไว้ก่อนว่า ‘ครอบครอง’
มันเป็นความจริงที่เจ็บแสบ แต่มันคือความจริงในศาล”
ลูกความหนุ่มนิ่งอึ้งไปราวกับถูกค้อนทุบ
น้ำตาเอ่อคลอเบ้า รำพึงรำพันออกมาตามสูตรสำเร็จของละครชีวิตเมืองกรุง
“แต่ผมไม่อยากติดคุก... ผมยังมีแม่แก่ ๆ ที่ต้องดูแล”
ทนายเคนลอบถอนใจยาว
ลมหายใจของเขานั้นดูเหมือนจะแบกรับเอาความทุกข์
ของชาวบ้านร้านตลาดเอาไว้จนชินชา
“คดีประเภทนี้ ถ้าไม่มีพยานหลักฐานยัน
ให้เห็นเด่นชัดว่ามีไว้เพื่อเสพเอง
มันก็คือกฎหมายอาญาที่พร้อมจะบดขยี้คุณให้จมดิน...
แต่เอาเถอะ ในความมืดมิดมันมักจะมีช่องว่างของแสงสว่างอยู่บ้าง”
เขายื่นมือไปหยิบแฟ้มคดีเก่าฉบับหนึ่งขึ้นมาเปิดพลิก
หน้ากระดาษสีเหลืองนวลปรากฏรอยหมึกของคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต
“ถ้าเราสามารถพิสูจน์ให้ศาลท่านเมตตาเห็นว่า
คุณไม่ได้มีเจตนาจะเอาไปจำหน่ายจ่ายแจกเพื่อร่ำรวย
แต่เป็นเพียงผู้เสพที่หลงผิดเดินเข้าซอยตัน
ศาลท่านอาจจะปราณีลดโทษ
หรือส่งตัวไปบำบัดชุบตัวให้ออกมาเป็นผู้เป็นคนใหม่”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันควัน
ดวงตาที่เคยหม่นแสงกลับทอประกายวาบขึ้นมา
เหมือนคนเห็นแสงหิ่งห้อยในคืนเดือนดับ
“แล้ว... แล้วทนายจะช่วยผมได้ไหมครับ”
ทนายเคนคลี่รอยยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มของผู้อนุเคราะห์ที่ไม่ผูกมัด
“หน้าที่ของผมในฐานะทนายความ
คือการกางคัมภีร์สู้คดีให้คุณอย่างถึงที่สุด
ตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้
แต่หน้าที่ที่แท้จริงของคุณ...
คือต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้ยานรกนั่นให้เด็ดขาด
ไม่อย่างนั้น ต่อให้ผมช่วยคุณหลุดจากห้องขังคราวนี้
วันข้างหน้าคุณก็ต้องวนกลับมานั่งมือสั่นที่เก้าอี้ตัวนี้อีกอยู่ดี”
เสียงนาฬิกาโบราณบนผนังยังคงส่งเสียง ติ๊ก... ต่อก...
เดินหน้าต่อไปอย่างไม่ยินดียินร้าย
ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนั้น
จึงอบอวลไปด้วยความจริงอันแข็งกระด้างของตัวบทกฎหมาย
ประสมประสานเข้ากับความหวังอันเปราะบางของมนุษย์เดินดิน
คดียาบ้าในซอยเปลี่ยว...
จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบันทึกประจำวันของสถานีตำรวจ
หรือมาตราในประมวลกฎหมายอาญา
หากแต่มันคือหนึ่งในบทละครชีวิตบทเตี้ย ๆ
ของคนเมืองหลวง ที่ยังคงเปิดวิกแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โดยไม่มีทีท่าว่าจะปิดฉากลงง่าย ๆ สรุปสั้น ๆ ก็แค่นั้นเอง!
ลุงเคน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น