ปิ่นโตเล็กในเมืองใหญ่

 


อรุณรุ่งที่ตลาดอุตสาหกรรมริมคลอง

เริ่มต้นด้วยความจอแจจำเจ 

เสียงเครื่องยนต์ของรถสองแถว

และจักรยานยนต์รับจ้างแผดร้องแข่งกับเสียงนกกาที่ออกหากิน 

เจ้าของร่างในชุดกรรมกรชายหญิง—

ผู้ข้ามมาจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน—

เริ่มทยอยก้าวออกจากห้องเช่าซอกตึกอันคับแคบทีละคน สองคน

ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนแถวอันเงียบเชียบ

มือหนึ่งกุมกระเป๋าผ้าเนื้อหยาบสีซีด 

อีกมือหนึ่งหิ้วปิ่นโตเถาเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่ประตูโรงงาน

ราวกับมีหมุดหมายอันปฏิเสธไม่ได้

ปิ่นโตเถาเล็กนั้น—หากพิเคราะห์ให้ดี—

มันหาใช่เพียงภาชนะบรรจุเสบียงกรัง

เพื่อประทังความหิวในมื้อกลางวันไม่ 

หากแต่เป็นประจักษ์พยานแห่งการต่อสู้ดิ้นรน

และการมัธยัสถ์อย่างที่สุด 

บางเถาบรรจุแกงถุงราคาถูกจากร้านชำริมทาง 

บางเถามีเพียงผัดผักแฉะ ๆ กับน้ำพริกถ้วยน้อย

เมื่อถึงเวลาพัก พวกเขาจะล้อมวง

แบ่งปันอาหารกันในมุมมืดของโรงงาน 

มีเสียงสรวลเสเฮฮาบ้าง 

มีความเงียบงันปะปนอยู่บ้าง 

ทว่าในดวงตาแต่ละคู่นั้น 

มักจะทอดประกายเหม่อลอยไปไกล

เกินกว่ากำแพงคอนกรีตหนาทึบ... 

ไกลไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่อยู่เบื้องหลังทิวเขา

ฉันเฝ้ามองภาพเหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

แล้วใจก็อดสะท้อนสะท้านขึ้นมาไม่ได้ 

มันคล้ายกระจกเงาที่บานเก่า

ซึ่งสะท้อนภาพความตรากตรำของเพื่อนมนุษย์ 

ผู้ต้องซมซานจากอ้อมอกของแผ่นดินแม่มา

เพื่อแลกหยาดเหงื่อกับเงินไม่กี่พันบาท 

เพียงเพื่อส่งกลับไปจุนเจือพ่อแม่ ลูกเมีย 

และบ้านหลังน้อยที่ยังเฝ้ารอคอยด้วยความหวัง

สำหรับสังคมเมืองหลวงอันแห้งแล้ง 

พวกเขาอาจเป็นเพียง ‘แรงงานต่างด้าว’ 

ไร้ตัวตนในสารบบ 

ทว่าในสายตาของฉัน 

ปิ่นโตสแตนเลสใบย่อมที่แกว่งไกวตามจังหวะก้าวเดินทุกเช้านั้น 

คือคำประกาศอันทรงพลังและเงียบเชียบที่สุดว่า 

พวกเขาก็คือมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี มีชีวิต มีความหวัง 

และมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากผู้ใด

และเมื่อแสงสุรีย์สาดส่องลงกระทบฝาปิ่นโตสแตนเลสในยามสาย 

มันพลันเกิดประกายแวววาวระยิบระยับ 

คล้ายจะบอกกับโลกใบนี้ว่า... 

เพลิงแห่งความพยายามของคนไกลบ้านนั้น 

ยังคงคุโชนอยู่ทุกเช้าค่ำ 

และจะไม่มีวันดับมอดลงตราบเท่าที่ใจยังถวิลหาบ้าน

ลุงเคน

ละครโรงใหญ่ ในห้องไกล่เกลี่ย


บ่ายวันนั้น 

อากาศในศาลแรงงานกลางดูจะอบอ้าวเป็นพิเศษ 

ไม่ใช่เพราะแอร์เสีย 

แต่เป็นเพราะไอแดดที่สะท้อนผ่านกระจกเข้ามา

ปะทะกับใบหน้าเคร่งเครียดของบรรดานักล่าค่าชดเชย

ที่นั่งรอโชคชะตาอยู่เต็มโถง

“ทนายเคน... ถ้าศาลไม่ช่วย 

ฉันคงต้องไปเกิดใหม่ชาติหน้าแล้วล่ะค่ะ”

นางสาวรัตนา—อดีตสาวโรงงาน

ผู้มีใบหน้าอมทุกข์เป็นนิจ—

เอ่ยขึ้นพลางกอดแฟ้มเอกสารในอ้อมอก

แน่นเสียจนกระดาษแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างกาย 

หล่อนมองว่ามันคือไม้ซุงท่อนสุดท้ายกลางทะเลคลั่ง

เคน—ทนายความหนุ่มผู้มีรอยยิ้มราบเรียบ

ดุจผิวน้ำในคลองแสนแสบยามไร้เรือหางยาว—

เปรยตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำตามสไตล์

“ใจเย็นๆ เถอะคุณรัตนา 

ศาลแรงงานไม่ใช่ร้านขายของชำ

ที่ใครมีเงินมากกว่าจะซื้อความยุติธรรมไปได้ 

แต่มันคือโรงละครที่พระเอกมักจะปรากฏตัวตอนจบเสมอ”

ในห้องไกล่เกลี่ยขนาดกะทัดรัด 

ฝ่ายนายจ้างนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้

ด้วยท่าทีประหนึ่งเจ้าของที่ดินในสมัยศักดินา 

เขาสวมสูทตัดเย็บประณีต

ผิดกับเสื้อผ้าป่านยับย่นของรัตนาอย่างสิ้นเชิง

“บริษัทไปไม่รอด เศรษฐกิจมันเน่าครับท่าน 

เราเลิกจ้างตามความจำเป็น 

กฎหมายเขาว่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มสักบาทเดียว” 

นายจ้างสำรอกคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังเกินความจำเป็น 

ราวกับต้องการข่มขวัญเฟอร์นิเจอร์ในห้อง

เคนไม่ได้ตอบโต้ด้วยเสียงตะโกน 

เขาเพียงแต่ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ 

ก่อนจะหยิบเอกสารสามชุดออกมาวางเรียงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า 

ราวกับนักมายากลที่กำลังเตรียมปล่อยไพ่ตาย

“ท่านครับ นี่คือบันทึกโอทีที่บริษัทบอกว่าไม่มี... 

นี่คือสลิปเงินเดือนที่ตัวเลขสั้นกว่าไม้บรรทัด... 

และนี่คือจดหมายเลิกจ้างที่เขียนได้นิยายกว่านิยายเล่มละบาทเสียอีก”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบลงทันที 

แม้แต่เสียงแอร์ก็ดูเหมือนจะเบาลงเพื่อรอฟังคำตัดสิน 

ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างพยักหน้าหงึกๆ 

มองนายจ้างด้วยสายตาชนิดที่ใช้มองคนเผลอทำกระเป๋าตังค์หล่นต่อหน้าตำรวจ

เมื่อถึงคราวสืบพยาน 

ศาลแรงงานนั้นไซร้ท่านทรงอำนาจในการซักถามเองเสียส่วนใหญ่ 

เคนยืนอยู่ข้างลูกความอย่างสงบนิ่ง 

เขาไม่พูดพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อไหร่ที่อ้าปาก 

ทุกคำพูดจะแหลมคมเหมือนมีดโกนอาบน้ำผึ้ง

“การเลิกจ้างน่ะเรื่องเล็กครับท่าน 

แต่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคนทำงานด้วยการเบี้ยวเงินเนี่ย... 

มันเป็นเรื่องของหัวใจที่กฎหมายไทยไม่ยอมให้ใครทำฟรีๆ”

ผลลงเอยด้วยการที่นายจ้างต้องเซ็นเช็ค

จ่ายทั้งค่าชดเชยและค่าล่วงเวลาจนครบทุกบาททุกสตางค์ 

รัตนาร้องไห้โฮออกมา 

แต่เป็นน้ำตาชนิดที่คนมีเงินในบัญชีเขาใช้กัน 

ไม่ใช่น้ำตาของคนสิ้นไร้ไม้ตอก

เคนหันไปมองลูกความที่กำลังปาดน้ำตา ก่อนจะกระซิบเบาๆ

“เห็นไหมคุณรัตนา 

คดีแรงงานน่ะมันไม่ใช่แค่เรื่องหาเงินไปซื้อข้าวสาร 

แต่มันคือการยืนยันว่าถึงเราจะเป็นน็อตตัวเล็กๆ ในโรงงาน 

แต่เราก็น็อตที่มีหัวใจและมีราคาที่ต้องจ่าย... 

ถ้าใครคิดจะถอดทิ้งส่งเดช”

เขากระชับกระเป๋าเอกสาร 

เดินลงจากบันไดศาลด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคง 

ท่ามกลางผู้คนอีกมากที่ยังรอพิสูจน์ความจริงในบทละครตอนต่อไปของชีวิต...




วิชาแก้กรรม

 


ลมร้อนพัดโชยมาพอให้ยอดมะพร้าวไหวไหว 

แสงจันทร์วันเพ็ญนวลอาบไปทั่วลานวัด

ป่านิ่งสงบเสียจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงม 

หลังจบภารกิจทำวัตรเย็น 

หลวงตา ขยับนั่งพิงพนักไม้แกะสลักอย่างสบายอารมณ์ 

ส่วน เณรเคน ก็นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างๆ 

ท่าทางพร้อมจะรับฟัง "ธรรมะนอกตำรา" 

ที่หลวงตามักจะมีมาสมนาคุณอยู่เสมอ

"เณร... เคยได้ยินเรื่อง 'วิชาแก้กรรม' 

ที่เขากำลังฮิตกันไหม?" หลวงตาเปรยขึ้น 

ทำเอาเณรเคนหูผึ่ง

"แก้ได้จริงเหรอครับหลวงตา? 

ผมเห็นในข่าวเขาวิ่งรอกเข้าหาพิธีพวกนี้อย่างกับหาเลขเด็ด" 

เณรถามด้วยความสงสัย

หลวงตาหัวเราะหึๆ ในลำคอ 

ก่อนจะเริ่มร่ายยาวด้วยสำนวนชวนนึกภาพตาม...

"เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ วัดแห่งหนึ่ง

ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากความเจริญนัก 

ถนนสายเล็กๆ หน้าวัดที่เคยเงียบเหงา 

กลับแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์หลากยี่ห้อ 

ตั้งแต่รถยุโรปป้ายแดงยันรถกระบะเก่าคร่ำคร่า 

ฝุ่นตลบอบอวลราวกับมีงานวัดประจำปี 

แต่เป้าหมายของทุกคนไม่ได้อยู่ที่ชิงช้าสวรรค์หรือโรตีสายไหม 

หากแต่มุ่งหน้าสู่ศาลาการเปรียญ

ที่มีป้ายไวนิลขนาดมหึมาประกาศหรา... 

'พิธีแก้กรรม – รับรองผลทันตาเห็น'

ในศาลานั้น อากาศร้อนระอุพอๆ กับความเร่าร้อนในใจคน 

มีโยมสีกาสาวคนหนึ่ง แต่งตัวภูมิฐาน 

ชุดสูทแบรนด์เนมดูแพงระยับพอๆ กับใบหน้าที่อมทุกข์ 

หล่อนเพิ่งถูกเลิกจ้าง มาจากบริษัทข้ามชาติ

แทนที่จะไปกรมแรงงาน หล่อนกลับเลือกมาพึ่ง 

'วิศวกรรมทางวิญญาณ' 

เพราะปักใจเชื่อว่าโดนเจ้ากรรมนายเวรเขย่าขาเก้าอี้

อีกมุมหนึ่ง 

มีตาแก่ท่าทางซื่อๆ 

แบกถุงข้าวสารหนักอึ้งจนหลังแอ่น 

แกหวังจะเอามาแก้กรรมให้ลูกชาย

ที่ไปกินข้าวแดงอยู่ในเรือนจำ 

แกเชื่อว่าถ้าถวายข้าวสารนี้ให้นักบวชไปสวดล้างอาถรรพ์ 

โซ่ตรวนที่ขาลูกชายจะหลุดออกได้เองโดยไม่ต้องพึ่งทนาย

ทันใดนั้น 

นักบวชรูปหนึ่งก็ก้าวออกมา 

สุ้มเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลังผ่านไมค์ไร้สายยี่ห้อดี 

เสียงแกกังวานราวกับโฆษกสินค้าหน้าห้างฯ 

'วันนี้... ใครหนี้ท่วมหัว ยกมือขึ้น! 

ใครผัวทิ้งเมียหนี ยกมือขึ้น! 

ใครเจ็บไข้ได้ป่วยลุกไม่ไหว ยกมือขึ้น!'

สิ้นคำประกาศ เสียง 'สาธุ' 

ก็ดังกระหึ่มศาลา ราวกับการขานรับในคอนเสิร์ตวงร็อกชื่อดัง

พิธีเริ่มขึ้นด้วยความอลังการ 

ควันธูปคลุ้งจนตาแฉะ แต่ไฮไลท์จริงๆ 

อยู่ที่ 'เมนูบุญ' ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระบบ 

แก้กรรมหนี้สินเริ่มต้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท...

แก้กรรมรักร้าวต้องสองพัน... 

แต่ถ้าอยากสุขภาพดีถ้วนหน้า

จัดไปที่สองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท... 

ราคานี้รวมค่าสวดและเครื่องมงคลเรียบร้อย ไม่มีชาร์จเพิ่ม!

แม่สาวชุดสูทยื่นบัตรเครดิตทองระยิบให้เจ้าหน้าที่อย่างไม่ลังเล 

หล่อนคงนึกว่าการ 'รูด' ครั้งนี้คือการ 'ล้าง' บัญชีหนี้กรรม 

ส่วนตาแก่ก็ยกถุงข้าวสารขึ้นเหนือหัว 

น้ำตาไหลพรากด้วยความศรัทธา 

โดยหารู้ไม่ว่าพอตกเย็น 

ข้าวอาถรรพ์ถุงนั้นอาจจะถูกขนขึ้นรถกระบะ

ไปส่งขายต่อที่ตลาดท้ายซอยในราคาประหยัด

เมื่อพิธีจบลง 

นักบวชท่านกล่าวสรุปทิ้งท้ายด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้ง...

'โยมเอ๋ย... กรรมใดๆ ในโลกนี้แก้ได้ไม่ยาก 

ขอเพียงมีศรัทธาที่แรงกล้า... 

และมีกำลังทรัพย์ที่ถึงพอ!'

เสียงปรบมือชื่นชมดังลั่นราวกับได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในชีวิต..."

หลวงตาหยุดเล่าพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ

เณรเคนนั่งนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า 

"แล้วสรุปมันจบแค่นั้นเหรอครับหลวงตา?"

หลวงตาขยิบตาข้างหนึ่งแล้วตอบว่า...

"ขณะที่ผู้คนเดินยิ้มกริ่มออกจากศาลา 

เด็กวัดตัวกะเปี๊ยกคนหนึ่งที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ข้างรั้ว 

ก็กระซิบกับเพื่อนขำๆ ว่า... 

'ถ้าแก้กรรมด้วยแบงก์พันได้จริงๆ 

ป่านนี้เมืองเราคงไม่มีคนจน คนเจ็บ 

หรือคนติดคุกเหลืออยู่แล้วล่ะพี่... 

สงสัยพวกนั้นคงลืมพกกระเป๋าสตางค์มาวัดมั้ง!'"

ลมร้อนพัดมาอีกวูบหนึ่ง 

คราวนี้เณรเคนเริ่มรู้สึกว่า 

อากาศคืนนี้... มันเย็นขึ้นมาแปลกๆ



เปตรกลางกรุง

 



บรรยากาศช่วงบ่ายวันนี้มันช่างอึมครึมพิกล

เมฆเทาทะมึนลอยต่ำจนแทบจะเรี่ยยอดกุฏิ

กลิ่นดินชื้นฝนโชยมาเข้าจมูก

เณรเคนขยับจีวรให้กระชับ

พลางถือจอบคู่ใจไปช่วยหลวงตาที่โคนต้นพิกุล

หญ้าแพรกหญ้าคาพวกนี้มันก็แปลก

พอได้น้ำฝนเข้าหน่อยก็ดี๊ด๊าแตกยอดเขียวขจีท้าทายคมจอบเสียเหลือเกิน

หลังจากออกแรงจนเหงื่อซึมหลัง

หลวงตาก็วางจอบลง พลางทรุดกายลงนั่งบนม้าหินขัดตัวเก่า

ท่านทอดสายตามองข้ามกำแพงวัด

ไปทางทิศที่มีตึกระฟ้าเบียดเสียดกันอยู่ไกลๆ

แล้วจู่ๆ ท่านก็เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ

“เณร... เคยเห็นเปรตกลางกรุงไหม?”

เณรเคนชะงักมือที่กำลังเช็ดหน้า

“ในกรุงเทพฯ นี่นะหลวงตา?

ไฟสว่างโร่รถติดหนึบขนาดนั้น

เปรตที่ไหนจะกล้าออกมายืนสบตาคนล่ะครับ”

หลวงตายิ้มกริบ

เป็นรอยยิ้มแบบคนที่เห็นโลกมาจนทะลุปรุโปร่งก่อนจะเล่าว่า

“สมัยหนึ่ง กลางเมืองหลวงที่แสงไฟนีออนสว่างไสว

ชนิดที่ไม่ยอมให้ความมืดได้หายใจ

หลวงตาเคยเห็น... เห็นเงาร่างหนึ่งผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก

ยืนพิงเสาไฟฟ้าต้นเบ้อเริ่ม

ร่างนั้นไม่ใช่คนหรอกเณร

แต่เป็นวิญญาณที่ตายไปด้วยความหิวโหย”

ท่านหยุดจังหวะนิดหนึ่ง ตามสไตล์เรื่องเล่าชุด ‘ขนหัวลุก’

“เขายื่นมือเหี่ยวๆ ออกไปคว้าถุงอาหารที่วางทิ้งไว้บ้าง

คว้าเศษขนมตามถังขยะบ้าง

แต่เณรเอ๋ย... พอปลายนิ้วสัมผัสปุ๊บ

ของพวกนั้นก็กลายเป็นควันจางๆ

ลอยหายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงกระซิบของมันดังรอดไรฟันออกมาว่า

เราหิวจนกระดูกสั่น แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีข้าวกินนะท่าน...

เราหิวเพราะตอนมีชีวิต เรากักตุนเอาไว้

ไม่ยอมแบ่งใคร เราปล่อยให้คนอื่นอดเพื่อให้ตัวเองอิ่ม’

เณรเคนกลืนน้ำลายเอื๊อก พลางนึกภาพตาม

“คนเดินผ่านไปมาเขาก็หัวเราะคิกคักเณรเอ๋ย

บางคนบ่นว่า ‘แหม เปรตสมัยนี้ทำรูปร่างน่ากลัวดีแฮะ’ 

แล้วเขาก็รีบจ้ำอ้าวไปขึ้นรถไฟฟ้า

ไปหาของกินหรูๆ ในห้างสรรพสินค้า

ไม่ต่างอะไรกับตอนที่พวกเขายังมีชีวิต

แล้วเดินเมินคนขอทานริมถนนนั่นแหละ”

หลวงตาถอนใจยาว

“เสียงวิญญาณนั่นยังดังแว่วมาตามลมว่า

‘การลงโทษที่แท้จริงไม่ใช่ไฟนรกที่ไหนหรอก

แต่มันคือความจริงที่ตามหลอกหลอน

ว่าความโลภมันทำให้เราตายทั้งเป็น

แม้หลังความตาย... ท้องก็ยังไม่อิ่ม’

เมืองหลวงในตอนนั้นก็ยังคงสว่างไสว

ป้ายโฆษณาอาหารราคาจานละหลายพัน

ยังคงกะพริบวิบวับเรียกแขก

แต่ใต้เสาไฟต้นเดิม เงาร่างที่โหยหิวนั่นก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น

เป็นภาพประชดประชันที่แสนจะเจ็บแสบ

“จำไว้นะเณร...”

หลวงตาทิ้งท้ายพลางมองยอดหญ้าที่เพิ่งโดนถาง

“ความหิวของวิญญาณน่ะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรอก

แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อน

ความหิวโหยในใจของคนเป็นๆ อย่างเรานี่แหละ 

ใครที่หิวไม่รู้จักพอ... ต่อให้กินเข้าไปทั้งโลก 

วันหนึ่งมันก็ต้องไปยืนสั่นอยู่ข้างเสาไฟเหมือนกัน”

เณรเคนฟังจบก็นิ่งอั้น 

ลมเย็นพัดวูบมาจนขนลุกเกรียว 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศครึ้มฝน 

หรือเพราะเรื่องเปรตกลางกรุงของหลวงตากันแน่!

ลุงเคน


ตู้น้อย...ร้อยใจ


เมื่อหลายปีก่อน ที่บ้านมีเหตุให้ต้องขยับขยายหน้าที่การงาน

จากที่เคยอาศัยบารมีพี่แท็กซี่ขนข้าวของไปขาย

ก็เริ่มเกิดความไม่สะดวกตามอัตภาพ

พี่แท็กซี่บางท่านก็มีเมตตาจิตสูงส่ง

ขนของประหนึ่งจะย้ายบ้านท่านก็ไม่ว่า

แต่บางท่านก็สำแดงอาการ "รถเต็ม"

หรือขอเพิ่มค่าธรรมเนียมตามระยะทางจนใจหาย

สุดท้ายผมจึงตัดสินใจตกลงปลงใจกับ "ตู้น้อย" คันหนึ่ง

มันคือ Daihatsu Hijet S200V จากอู่เจ๊แถวบ้าน

ในสนนราคาที่ฟังแล้วสบายใจ ๑๙๐,๐๐๐ บาทถ้วน

บวกค่าติดตั้งแก๊สเข้าไปอีกนิดหน่อยพอเป็นกระสาย

ผมกล้าเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่คือ

"รถยนต์คันแรก" ของครอบครัว

เพราะที่ผ่านมากาลก่อนนั้น

เราคุ้นชินแต่กับจักรยานและจักรยานยนต์มาโดยตลอด

แต่ก็นั่นแหละครับ ปากคนยาวกว่าปากกา

เมื่อซื้อมาแล้วก็มีกัลยาณมิตรหลายท่าน

แสดงความห่วงใยกันถ้วนหน้า

จนผมอดขำในใจไม่ได้กับคำปุจฉา-วิสัชนาที่เกิดขึ้น

"ทำไมไม่ซื้อกระบะมือสอง?"


ท่านว่าเงินก้อนนี้ถอยกระบะได้สบายๆ

ผมก็ได้แต่ตอบในใจว่า

กระบะนั้นใหญ่โตเกินความจำเป็นสำหรับผมไปมากนัก


"รถอายุเกินสิบปีนะนั่น!"


บางท่านทักทายเรื่องอายุรถ

ผมก็ได้แต่ยิ้มแล้วตอบว่า

"ถึงจะเก่าจากญี่ปุ่น แต่ผมคือมือหนึ่งในไทยนะครับ"


"รถไม่สดนะพี่"


ฟังแล้วก็นึกว่าท่านกำลังเลือกซื้อผักคะน้าในตลาด

รถยนต์นะครับไม่ใช่ผักบุ้งไฟแดง

จะได้วัดความสดกันที่ความกรอบ


"ทำไมไม่ผ่อนรถใหม่ล่ะ?"


ข้อนี้ผมฉงนนัก

ด้วยรายได้ประจำบวกรายได้พิเศษที่พอมีพอใช้

การควักเงินเก็บซื้อสดให้จบไปในงวดเดียว

ไม่ต้องเป็นหนี้ผูกพันไปอีกเจ็ดปีแปดชาติ

มันไม่ดีกว่าการผ่อนส่งตรงไหนกัน?

บ้างก็ว่ารถคันเล็กแค่นี้จะวิ่งไกลไหวหรือ?

ผมก็นึกขำ ขนาดมอเตอร์ไซค์เครื่อง ๑๒๕ ซีซี

เขายังแว้นไปถึงยอดดอยอินทนนท์กันได้

แล้วเจ้าตู้น้อยเครื่อง ๖๖๐ ซีซี คันนี้ จะใจเสาะกว่าเชียวหรือ?

ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นคำที่ว่า "ขับแล้วไม่สมฐานะ"

ผมก็นึกทบทวนดูว่า "ฐานะ" ของผมคืออะไร?

หากฐานะคือการมีกินมีใช้ มีบ้านซุกหัวนอน

ไร้โรคภัยเบียดเบียน และมีใจที่เป็นสุข

"ตู้น้อย" คันนี้แหละครับที่ตอบโจทย์ฐานะของผม

ได้ดียิ่งกว่ารถหรูราคาแพง

ผมนึกถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงท่าน

แล้วก็บอกกับตัวเองว่า เท่านี้ก็ "พอ" แล้วสำหรับชีวิต

"ตู้น้อยพอเพียง" คันนี้แหละ

คือคำตอบที่สงบเงียบท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่วุ่นวาย