เช้านี้ที่ร้านกาแฟเฮียเพ้งหน้าหมู่บ้าน
ลมเช้าเอื่อย ๆ พัดกลิ่นกาแฟดำลอยคลุ้งปนเสียงไก่ขันปลายซอย
สมาชิกสภากาแฟทยอยกันมาครบหน้าเร็วกว่าทุกวัน
เหตุเพราะเมื่อวานหวยออก
บางคนมาด้วยสีหน้าผู้ชนะ
บางคนมาด้วยสีหน้าผู้เสียสละเพื่อสังคม
แต่วันนี้เรื่องหวยเป็นเพียงกับแกล้ม
ของจริงที่เคี้ยวกันมันปาก คือข่าวการลาออกของอธิบดีกรมฝนหลวง
ลุงมีวางแก้วกาแฟดังปึ้ง
“ไอ้ห่า… อธิบดีฝนหลวงลาออกแล้ว ทีนี้ใครจะมาทำฝนให้ล่ะวะ”
ทิดจ้อนหัวเราะหึ
“ลุง… อธิบดีเขาไม่ได้ขึ้นเครื่องไปโปรยสารเองหรอก เขามีลูกน้อง”
ท่านมหานิ่ม ทายกวัด
ผู้มีนิสัยอ่านข่าวละเอียดกว่าฉลากกินแบ่ง
เอ่ยเสียงเรียบ
“เห็นว่า หลานรัฐมนตรีขอดูงบประมาณ ท่านไม่ให้ดู
เพราะมีส่วนได้เสียกับงานประมูล ทีนี้พอไม่ให้ดู
ก็ไปร้องเรียนท่านรัฐมนตรี… แล้วมาตรการกดดันก็เริ่มตามมา”
โต๊ะกาแฟทั้งโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง
ไม่ใช่เพราะเข้าใจเรื่องงบประมาณราชการ
แต่เพราะเริ่มเข้าใจเรื่อง ‘มนุษย์’
จากนั้นเสียงก็อื้ออึงขึ้นเหมือนเดิม
ต่างคนต่างวิเคราะห์การเมืองระดับโลก
ทั้งที่ยังค้างค่ากับข้าวร้านป้าแฉล้มอยู่สามวัน
บางคนว่าอธิบดีคนนี้ซื่อเกินไป
บางคนว่ารัฐมนตรีกดดันเกินไป
บางคนว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรลึกกว่านี้แน่
แต่ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภากาแฟจะลงมติอย่างไร
มันก็ไปไม่ถึงหูใครที่มีอำนาจอยู่ดี
เพราะสภากาแฟไม่มีงบประมาณ
ไม่มีอำนาจสั่งย้าย
และไม่มีใครกลัว
ที่นี่มีแค่กาแฟแก้วละยี่สิบ
กับความเห็นที่แจกฟรีไม่อั้น
ชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเขา
ไม่ได้อยากรู้ว่าใครโกงใคร
ใครกดดันใคร
ใครย้ายใคร
เขาอยากรู้แค่ว่า
ปีนี้ฝนจะมาตอนไหน
ข้าวจะได้ปลูกหรือไม่
กับข้าวจะแพงขึ้นอีกหรือเปล่า
ส่วนคนที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง
จะกิน จะโกง จะรับ จะให้ กันอย่างไรนั้น
ชาวบ้านก็ทำได้เพียงนั่งฟังข่าว
แล้วถอนหายใจใส่แก้วกาแฟ
ลุงมีจิบกาแฟคำสุดท้ายก่อนลุก
พูดทิ้งท้ายเหมือนบทสรุปของสภากาแฟประจำวัน
“ไม่เป็นไรหรอก… เดี๋ยวเลือกตั้งรอบหน้า
เขาก็คงมาแจกค่ารถเราใหม่”
ทิดจ้อนถามกลับ
“เท่าเดิมห้าร้อยไหมลุง”
ลุงมีส่ายหน้าเบา ๆ
“ของมันแพงขึ้นทุกอย่างแล้ว
หวังว่าเขาจะขึ้นราคาน้ำใจตามตลาดบ้างก็ยังดี”
ลุงเคน
