ในศาลาวัดเก่าท้ายหมู่บ้าน
แดดสายส่องทะลุรอยแตกของหลังคาสังกะสีลงมาเป็นลำ
แสงนั้นตกลงตรงหน้าหลวงตาผู้กำลังนั่งหลับตา
เคาะไม้ขัดสมาธิเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ส่วนเณรเคนผู้มีหน่วยก้านดี
แต่หัวคิดมักจะแล่นแซงทางโค้งอยู่เสมอ
กำลังนั่งขัดส้วมวัดอยู่ไม่ไกล
ขัดไปก็ถอนหายใจไปพลาง
จนหลวงตาต้องลืมตาขึ้นมอง
“เณรเคน มีเรื่องอันใดในใจหรือ?”
หลวงตาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
ตามแบบฉบับพระผู้ผ่านโลกมามาก
เณรเคนวางแปรงขัดส้วม
ขยับคลานเข้ามาใกล้
นั่งพับเพียบเรียบร้อยแต่แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“หลวงตาครับ ผมนั่งคิดมาตั้งแต่เมื่อคืน
เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนาที่ว่า
ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส น่ะครับ”
“เออ... แล้วมันยังไงล่ะ?”
“คือผมสับสนครับ”
เณรเคนเกาหัวแกรก
“ละชั่ว กับ ทำดี น่ะพอไหว
ศีลห้า ศีลสิบผมก็ระวัง
ส้วมวัดผมก็ขัด
แต่วันก่อนโยมป้าแกเอาแกงส้มมาถวาย
แกงน่ะอร่อยดีหรอกครับ
แต่แกบ่นเรื่องผัวแกยาวสามวาแปดศอก
ใจผมมันก็แวบไปโกรธแทนแก
พอรู้ตัวอีกทีใจก็ขุ่นมัวไปหมด
แล้วอย่างนี้ผมจะ ‘ทำจิตให้ผ่องใส’
ได้ยังไงกันครับหลวงตา
ในเมื่อโลกข้างนอกมันมีแต่เรื่องชวนให้ใจขุ่นมัวขนาดนี้?”
หลวงตายิ้มละไม ไม่ตอบในทันที
แกหยิบขันน้ำมนต์เก่าๆ ใบหนึ่งที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา
ในนั้นมีน้ำอยู่ครึ่งขัน
แต่น้ำนั้นขุ่นคลักไปด้วยเศษผง
และตะกอนดินจากการที่เด็กวัดเพิ่งเอาไปล้างมือ
“เณรเคน แกเห็นน้ำในขันนี้ไหม?”
“เห็นครับหลวงตา ขุ่นจนมองไม่เห็นก้นขันเลยครับ”
“ถ้าแกอยากให้น้ำในขันนี้ใสสะอาด
เหมือนน้ำรินจากเหยือก แกจะทำยังไง?” หลวงตาถาม
เณรเคนยืดอก ตอบอย่างผู้มีปัญญาเฉียบแหลม
“ง่ายมากครับหลวงตา!
ผมก็จะเอานิ้วลงไปกวนๆๆ ให้เศษผงมันรวมกัน
แล้วก็พยายามเอามือช้อนเอาเศษผงพวกนั้นออกให้หมดครับ!”
หลวงตาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“นั่นแหละเณร...
วิธีของคนฉลาดแต่ขาดความเข้าใจ
ยิ่งแกเอานิ้วลงไปกวน น้ำมันก็ยิ่งขุ่น
เศษผงที่ควรจะตกตะกอนก็ยิ่งกระจายไปทั่ว
เหมือนใจแกนั่นแหละ
พอเห็นโยมป้าแกบ่น แกก็เอาใจลงไปกวน
ไปคิดแทน ไปโกรธแทน
หวังจะให้ใจมันหายขุ่นด้วยการคิดหาเหตุผล...
มันจะใสได้อย่างไร?”
“อ้าว... แล้วต้องทำยังไงครับหลวงตา?”
เณรเคนทำตาปริบๆ
หลวงตาวางขันน้ำมนต์ขุ่นๆ
นั้นลงบนพื้นกระดานไม้กระดานอย่างแผ่วเบา
“ไม่ต้องทำอะไรเลยเณร...
แค่วางมันไว้เฉยๆ”
หลวงตาชี้ให้ดู
“ละชั่ว คือการที่แกไม่เอาเศษดินใหม่ๆ ใส่ลงไปเพิ่ม
ทำดี คือการที่แกคอยดูแลรักษาขันน้ำนี้ไว้ไม่ให้ใครมาคว่ำ
ส่วนการทำจิตให้ผ่องใส...
ไม่ใช่การวิ่งวุ่นไปไล่จับเศษผงออกจากใจ
แต่คือการ ‘รู้เท่าทัน’
แล้วปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น
นิ่งคอยดูมันด้วยสติ ไม่นานนัก
ตะกอนดินมันก็จะค่อยๆ ตกไปเองตามธรรมชาติของมัน
แล้วน้ำก็จะใสขึ้นมาเองโดยที่แกไม่ต้องออกแรงกวนเลยสักนิด”
เณรเคนจ้องมองขันน้ำมนต์ที่เริ่มนิ่ง
ตะกอนดินค่อยๆ ทิ้งตัวลงสู่ก้นขันทีละน้อย
แสงแดดที่ส่องลงมาเริ่มสะท้อนประกายใสที่ผิวน้ำ
“อ๋อ... ผ่องใสไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีอะไรเลย
แต่แปลว่ามันนิ่งจนความขุ่นทำอะไรเราไม่ได้ ใช่ไหมครับหลวงตา?”
“เออ... คิดได้ฉลาดสมเป็นเณรเคน”
หลวงตาหลับตาลงตามเดิม
พร้อมกับเคาะไม้ขัดสมาธิต่อเป็นจังหวะ
“เข้าใจแล้วก็ไปขัดส้วมต่อให้เสร็จเถอะเณร
แต่อย่าเอาใจลงไปกวนในโถส้วมล่ะ
ปล่อยให้สติมันอยู่กับแปรงก็พอ”
เณรเคนกราบหลวงตาด้วยความโล่งใจ
ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้องน้ำวัด
คราวนี้เสียงแปรงขัดส้วมกระทบกระเบื้อง
ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ...
ละเอียด ลุ่มลึก
และผ่องใสผิดจากตอนแรกเป็นกอง
ลุงเคน