คลื่นซัดขยะ: เรื่องเล่าข้างแคร่ไม้ไผ่

 



บ่ายวันนั้น 

หลังจากพระเณรฉันจังหันเพลเรียบร้อยแล้ว 

ท้องฟ้าที่เคยโปร่งก็มืดครึ้ม 

ก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา 

เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีศาลาการเปรียญดังสนั่น 

จนญาติโยมที่ตั้งใจจะกราบลาหลบกลับบ้านต้องชะงัก 

พากันขยับเข้ามาล้อมวงคุยกันที่หน้าศาลา

เณรเคนผู้อยากรู้อยากเห็น

รีบสลับฝีเท้าก้าวเข้ามานั่งพับเพียบอยู่ท้ายแถว 

หูผึ่งรอฟังบทสนทนา

หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นข่าวเด่นประเด็นร้อน

ในหน้าหนังสือพิมพ์และโซเชียลมีเดีย 

โยมผู้ชายคนหนึ่งเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงเจือความผิดหวัง

"หลวงตาครับ สมัยนี้ดูยากเหลือเกิน 

บางแห่งสร้างวัดหรูหรา แปะป้ายหราว่าเป็น 'วัดป่า' 

ชวนให้คนศรัทธา แต่พอลับตาโยม 

วัตรปฏิบัติกลับไม่เหลือเค้าพระป่าเลย 

ล่าสุดที่เป็นข่าว เจ้าหน้าที่บุกค้นกุฎิเจ้าสำนัก 

เจอทั้งยาบ้า ขวดเหล้า แถมยังมีชุดชั้นในผู้หญิงซุกอยู่ใต้จีวรอีก... 

โลกมันเพี้ยนไปใหญ่แล้วครับหลวงตา!"

ญาติโยมคนอื่นๆ พากันพยักหน้าหงึกๆ 

บ้างก็ถอนหายใจยาวด้วยความอนาถใจ

หลวงตานั่งฟังนิ่งๆ 

มือหนาหยาบกร้านตามสไตล์พระวัดป่าขยับลูกประคำเชื่องช้า 

ใบหน้าท่านยังคงสงบนิ่ง ไม่มีรอยยิ้มและไม่มีแววโกรธเคือง 

ท่านรอจนเสียงฝนซาลงเล็กน้อย 

จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่ากังวาน

"โยมเอ๋ย... 

พระพุทธเจ้าท่านเคยอุปมาไว้ว่า 

พระศาสนานี้เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ 

มหาสมุทรน่ะ... 

มันไม่ยอมรับซากศพหรือสิ่งปฏิกูลไว้เนิ่นนานหรอก 

พอถึงเวลามันก็จะมีคลื่นลูกใหญ่

ซัดสาดเอาสิ่งสกปรกเหล่านั้นขึ้นมาเกยฝั่งเอง"

อ้างถึง "ปหาราทสูตร"
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต

หลวงตาเว้นจังหวะ มองออกไปนอกศาลาที่สายฝนเริ่มบางตาลง

"คนที่ไม่ใช่พระแท้ ต่อให้ห่มผ้าเหลืองโกนหัวยังไง 

วันหนึ่งความจริงก็ต้องถูกซัดออกมาให้โลกเห็น 

ส่วนพระสงฆ์ที่เป็นสมณศากยบุตรพุทธชิโนรสที่แท้จริง 

ท่านก็ยังคงมุ่งมั่นเดินจงกรม ทำสมาธิ รักษาศีลสิกขาอยู่

โดยที่โยมอาจจะไม่รู้ข่าวด้วยซ้ำ 

เพราะท่านไม่ได้อยู่เพื่อหาแสง"

โยมทั้งหลายเริ่มตารู้แจ้ง 

สายตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความโกรธแค้นต่อข่าวฉาว 

เริ่มกลับมาสว่างไสวด้วยปัญญา

ก่อนที่ญาติโยมจะกราบลาเพราะฝนเริ่มซา 

หลวงตากวาดสายตามองมาทางเณรเคนสลับกับญาติโยม 

แล้วทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันแกมประชดประชันว่า...

"แต่จะว่าไปนะโยม... 

สมัยนี้นักบวชเราถ้าไม่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติ 

มัวแต่นั่งหลังค่อม จิ้มหน้าจอ 

ถูไถมือถือดูติ๊กต็อกกันทั้งวันล่ะก็... 

อย่าว่าแต่จะสำเร็จมรรคผลเลยโยม 

แค่จะขับไล่กิเลสในใจตัวเองให้ออกจากกุฎิ... 

มันยังสู้แรงกิเลสในหน้าจอไม่ได้เลย!"

โยมหัวเราะร่า เณรเคนได้แต่สะดุ้งโหยง 

รีบเอามือจับกระเป๋าอังสะที่ซ่อนโทรศัพท์มือถือไว้แทบไม่ทัน!

ลุงเคน




ฝันบอกเหตุ หรือกิเลสบอกทาง ?




 กลางดึกคืนนั้น บรรยากาศรอบกุฏิสงัดเงียบ 

มีเพียงเสียงจิ้กจกจักจั่นร้องระงมเป็นระยะ 

พอให้รู้ว่าโลกภายนอกยังดำเนินไปตามวิถีของมัน 

แต่บนแคร่ไม้กระดาน... 

เณรเคน กลับตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อกาฬที่โทรมกาย 

หัวใจเต้นระทึกผิดจังหวะด้วยความฝันอันพิสดารพันลึกยิ่งนัก

วิสัยของสมณะ... 

ฝันย่อมเป็นเรื่องของจิตนิวรณ์ 

แต่ฝันกึ่งตื่นกึ่งนึกของเณรเคนในค่ำคืนนี้ มันช่างเสมือนจริงจนน่าใจหาย

ในนิมิตนั้น 

เณรเคนพาสังขารไปถึงสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง 

ทว่า... สถานที่นั้น

กลับมิได้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ขี้เหล็กหรือต้นลานตามธรรมชาติ 

หากแต่มีระเบียบบังคับเข้มงวดราวกับกองร้อยทหาร 

หรือไม่ก็ห้องสอบไล่ของกระทรวงศึกษาธิการในพระนคร 

มีการตั้งโต๊ะลงทะเบียน มีการแจกป้ายชื่อติดหน้าอกเสื้อ 

บ่งบอกว่าผู้มาเยือนมิใช่ ‘ผู้แสวงบุญ’ 

หากแต่เป็น ‘หมายเลข’ หนึ่งในระบบระเบียบ

วันแรกของการเดินทาง เณรเคนไปสาย

วิสัยดั้งเดิมที่มักจะผัดวันประกันพรุ่งแก้ไม่หาย

แต่ก็นั่นแหละ บุญญาธิการยังพอมี 

สัญญาณระฆังยังไม่สิ้นเสียง 

เณรจึงแทรกตัวเข้าสู่ระบบได้ทันเวลาอย่างเฉียดฉิว

วันเวลาผ่านไปหลายราตรี 

การปฏิบัติธรรมดำเนินไปตามครรลอง 

เณรเคนนั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง 

จิตสงบลงเป็นลำดับจนคล้ายจะเห็นมรรคผลรำไร 

ทว่า... อนิจจา สังขารมนุษย์

ย่อมพ่ายแพ้ต่อกรรมเก่าและภาระทางโลก 

ก่อนจะถึงวันสุดท้ายอันเป็นวันสำเร็จการศึกษา 

เณรเคนกลับมี ‘กิจธุระจำเป็น’ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ 

จึงต้องกราบลาพระอาจารย์ผู้ควบคุมสำนักออกไปชั่วคราว

ตรงนี้เองที่เป็นจุดหักเหของโชคชะตา...

เมื่อเสร็จกิจทางโลก 

เณรเคนรีบหอบหิ้วสังขารกลับคืนสู่สำนักปฏิบัติธรรมด้วยใจระทึก 

แต่ภาพที่เห็นกลับเปลี่ยนไป 

แผนผังที่นั่งอันเคยเป็นระเบียบถูกจัดสรรใหม่ 

เก้าอี้หรืออาสนะที่เคยครองกลับมีผู้อื่นมาจับจองแทนเสียแล้ว 

เณรเคนเกิดความอาวรณ์ในที่นั่งเดิม 

จึงเข้าไปไต่ถามอุบาสกผู้ดูแลสำนักด้วยกิริยาอันนอบน้อม

“ท่านผู้เจริญ ที่นั่งเดิมของอาตมาหายไปไหนเสียแล้วเล่า?”

ผู้ดูแลเหลียวมามองด้วยสายตาเรียบเฉย 

ก่อนจะโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก 

“ท่านมาทีหลัง คนอื่นเขาก็นั่งแทนไปแล้ว... 

เอาเถอะ เห็นแก่ความพยายาม 

ท่านก็ไปนั่งแทนที่คนอื่นตรงโน้นก็แล้วกัน ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ”

เณรเคนจำใจไปนั่ง ‘เสียบ’ แทนที่ผู้อื่น 

จิตใจที่เคยสงบระงับกลับเริ่มสั่นคลอนด้วยความรู้สึก 

‘แปลกแยก’ และ ‘ผิดที่ผิดทาง’

และแล้ว... ฉากสุดท้ายของความฝันก็มาถึง

เมื่อเสียงประกาศผลสอบไล่ดังขึ้น 

ชื่อของเณรเคนถูกประกาศออกมาพร้อมคำวินิจฉัยสั้นๆ 

ทว่าบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ... “สอบตก!”

เณรเคนสะดุ้งตื่น คลำดูหน้าอก... 

ไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีเลขหมาย 

มีเพียงจีวรผืนเดิมที่คุ้นเคย ทว่าในใจกลับว้าวุ่นเป็นที่สุด 

จิตที่เคยคิดว่าฝึกมาดีแล้วกลับแกว่งไกวราวกับยอดไม้ต้องลมพายุ

“สอบตกงั้นหรือ?... มันหมายความว่าอย่างไรกัน?” 

เณรเคนครุ่นคิดพลางทอดสายตาออกไปในความมืด

หากวิเคราะห์ตามหลักนักเลงหนังสือเก่า... 

การที่ฝันว่า ‘ไปสาย’ ย่อมแสดงว่ากิเลสยังมีมากกว่าธรรมะ 

ความเพียรยังหย่อนยาน 

การ ‘ลาไปกลางคัน’ ย่อมสะท้อนว่าจิตยังพะวงอยู่กับโลกีย์สุข 

ไม่อาจตัดขาดจากลาภยศสรรเสริญได้จริง 

และการที่ ‘นั่งแทนที่ผู้อื่น’ ย่อมเป็นอุทาหรณ์ว่า 

ในโลกแห่งความเป็นจริง... 

ไม่มีใครแทนนิมิตธรรมของใครได้ บุญใครบุญมัน 

ความดีงามไม่อาจชุบมือเปิบหรือสวมรอยเอาจากคนอื่น

ที่สำคัญที่สุด... คำว่า ‘สอบตก’ ในสำนักปฏิบัติธรรม 

อาจมิได้หมายความว่าข้อสอบยากเกินไป 

หากแต่หมายความว่า 

เณรเคนกำลัง ‘สอบตก’ ในวิชาใจของตนเอง

วิชาที่ว่าด้วยการปล่อยวาง 

และการไม่ยึดมั่นถือมั่นใน ‘ตัวตน’ และ ‘ที่นั่ง’ ของตนเองนั่นเอง

คืนนั้น... เณรเคนไม่ได้หลับต่อ 

ได้แต่นั่งนับลูกประคำด้วยจิตที่ยังไม่เป็นสมาธิ

พลางคิดในใจว่า วันพรุ่งนี้... คงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกที... 

หลวงตาเคยกล่าวว่า มนุษย์เราก็เท่านี้ สอบตกวันนี้ 

วันหน้าก็คงสอบใหม่ได้... ถ้าไม่ถอดใจไปสึกเสียก่อน!



ลุงเคน

คดีปลอมสินค้าแบรนด์เนม



บ่ายวันนั้น อากาศในกรุงเทพฯ ร้อนตับแลบ 

ร้อนเสียจนยางมะตอยบนถนนแทบจะละลายกลายเป็นตังเม 

แต่ในห้องทำงานติดแอร์เย็นฉ่ำของ ทนายเคน 

บรรยากาศกลับหนาวเยือกจับขั้วหัวใจ

ของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

แกชื่อ นายสมชาย (นามสมมุติเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่เบื้องหลัง) 

เนื้อตัวยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอับของโกดังสินค้า

และกลิ่นหนังพีวีซีเกรดต่ำ มือแกสั่นพั่บ ๆ ราวกับคนจับไข้หัวลม

"ผมไม่ได้ตั้งใจโกงจริง ๆ ครับทนาย" 

สมชายคราง เสียงอ่อยเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

"ผมก็แค่... รับฝากสินค้าจากมิตรสหายท่านหนึ่ง

แกบอกว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก ปารีส มิลาน 

อะไรนี่แหละ ไอตรีมอะไรนั่นน่ะ... แอร์เมส... หลุยส์... วิตตอง"

ทนายเคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวกับคดีละเมิดลิขสิทธิ์มานักต่อนัก

พลิกดูรายงานบันทึกการจับกุม

ของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสายตาเรียบเฉย 

แฟ้มรายงานระบุชัดเจนว่า 

ในโกดังของสมชายมีกระเป๋า รองเท้า 

และนาฬิกาหรูวางเรียงรายเป็นภูเขาเลากา 

โลโก้น่ะใช่... แต่ฝีเข็มเย็บเบี้ยวเหมือนคนเย็บตาบอดสี 

แถมตัวอักษรบางใบยังพิมพ์ตกจาก 

'CHANEL' กลายเป็น 'CHAMEL' เสียอีก!

"มิตรสหายท่านนั้นของยู คงจะลืมส่งเอกสารรับรองมาด้วยสินะ" 

ทนายเคนเปรยขึ้นพลางเคาะนิ้วกับโต๊ะ 

"และเดาว่าคงลืมจ่ายภาษีนำเข้าด้วย"

"โธ่ ทนายครับ ของพวกนี้ในตลาดมืดกับบนออนไลน์

เขาขายกันเทน้ำเทท่า ใคร ๆ เขาก็รู้ว่ามัน 

'ของแท้เกรดเอเอบวกบวก' ทั้งนั้น" สมชายแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ

ทนายเคนถอนหายใจยาว 

พลิกหน้าประมวลกฎหมายที่ท่องจนขึ้นใจขึ้นมาดู 

แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก

"สมชายเอ๋ย... 

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าน่ะ 

การผลิต จำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้า

ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่น 

โทษมันไม่ใช่แค่ปรับห้าสิบบาทร้อยบาทนะยู 

จำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่แสนบาท 

หรือทั้งจำทั้งปรับ 

แถมเจ้าของแบรนด์ตัวจริงที่ปารีส

เขายังส่งทนายมาฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

จนยูแทบจะต้องขายกางเกงในชดใช้เลยทีเดียว"

ได้ยินคำว่า 'คุกสี่ปี' หน้าของสมชายที่เดิมทีก็ซีดอยู่แล้ว 

บัดนี้กลายเป็นสีเดียวกับกระดาษเอสี่ในมือทนายเคน 

แกแทบจะทรุดลงไปกราบเท้า

"แล้ว... แล้วไม่มีทางเลี่ยงบาลีเลยหรือครับทนาย? 

ทางการเขาจะเห็นใจคนทำมาหากินสุจริต (แบบแอบ ๆ) บ้างไม่ได้หรือ?"

ทนายเคนขยับแว่นตา 

มองหน้าลูกความด้วยความสมเพช

ระคนเอ็นดูตามสไตล์ทนายผู้เจนโลก

"ทางออกน่ะพอมี... 

แต่ยูต้องสลัดคราบ 

'พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ในหมู่โจร' ออกไปเสียก่อน 

ถ้าเปลี่ยนใจมาให้การเป็นประโยชน์ 

เปิดเผยว่าไอ้ 'มิตรสหาย' ที่ส่งของมาให้ยูคือใคร 

เครือข่ายอยู่ที่ไหน โรงงานนรกอยู่ที่ใด 

ศาลท่านอาจจะเห็นใจ ลดโทษจากหนักให้เป็นเบา 

หรืออาจจะรอลงอาญาได้ แต่ถ้ายังปากแข็ง... 

ไอแนะนำให้ยูเตรียมหัดกินข้าวแดงรอไว้ได้เลย"

สมชายน้ำตาคลอเบ้า 

นึกถึงอนาคตที่ต้องไปนอนเบียดกับ

ผู้ต้องหาคนอื่นในห้องขังอันอบอ้าว 

"ผม... ผมคิดผิดจริงๆ ครับทนาย 

ความโลภมันบังตา เห็นเขาบอกว่ากำไรดี เงินมาเร็ว"

ทนายเคนปิดแฟ้มคดีดัง 'ฉับ' 

เสบียงความรู้กฎหมายถูกพ่นออกมาเป็นบทสรุปส่งท้าย

"ก็นั่นแหละนะ ความโลภและการไม่อยากลงทุนแรงงานตัวเอง 

แต่นิยมชุบมือเปิบจากมันสมองคนอื่น 

สุดท้ายมันก็ทำลายระบบเศรษฐกิจ 

ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค... 

ยูรู้ไหม กระเป๋าปลอมของยูใบหนึ่ง 

อาจจะทำให้ช่างฝีมือที่ฝรั่งเศสต้องตกงานไปครึ่งคนเลยนะ" 

ทนายเคนพูดทีเล่นทีจริงตามนิสัยชอบเหน็บแนม

สมชายเดินคอตกออกจากห้องทำงานของทนายไป 

พร้อมกับสัจธรรมบทใหม่ที่ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

เสียงพัดลมระบายอากาศในสำนักงานกฎหมายยังคงหมุนวนไปเรื่อย ๆ 

เหมือนจะตอกย้ำความจริงที่ว่า 

ในโลกของการค้า... 'ความจริง' และ 'คุณภาพ' 

อาจจะสร้างความร่ำรวยได้ช้า แต่ที่แน่ ๆ 

มันไม่เคยพาใครไปนอนกินข้าวแดงในคุก!


ลุงเคน

เสบียงกรังของเณรเคน

 


แดดสายส่องทะลุร่มไม้ใบหนาลงมาเป็นลำ 

ตกลงบนลานวัดที่กวาดจนเตียนเกลี้ยง 

สามเณรเคนนั่งพับเพียบอยู่บนศาลา หน้าตาบอกบุญไม่รับ

ไม่ใช่เพราะอดฉันเพล 

แต่เพราะถ้อยคำจากวิทยุธานินทร์เครื่องเก่าเมื่อคืนมันยังคาใจ 

หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านว่า “บารมีคือเสบียงเดินทางสู่พระนิพพาน” 

แถมยังบอกว่าต้องหอบไปให้ครบทั้งสิบอย่าง 

จะเลือกชอปปิ้งเอาแต่ข้อที่ชอบเหมือนเลือกซื้อกับข้าวในตลาดไม่ได้

เณรเคนเกาหัวแกรก นึกในใจว่า 

ลำพังแค่ตื่นมาบิณฑบาตให้ทันไก่โห่ก็ต้องใช้ 

‘วิริยา’ กับ ‘ขันติ’ จนฝ่าเท้าแทบจะพองอยู่แล้ว 

นี่ยังต้องแบกเสบียงอีกตั้งแปดกระสอบใหญ่ข้ามภพข้ามชาติ 

ไม่หนักแย่หรือ? 

พอดีเหลือบไปเห็นหลวงตา

ท่านกำลังนั่งละเลียดน้ำชาอุ่น ๆ อยู่มุมศาลา 

เณรเคนจึงคลานเข่าเข้าไปหา 

หวังจะให้หลวงตาช่วยสงเคราะห์ ‘ปัญญา’ ให้โยนความงงทิ้งไปเสียที

หลวงตาวางถ้วยชาลง 

มองสามเณรด้วยสายตาเอ็นดูแกมระอาเล็กน้อย

ตามวิสัยผู้ผ่านโลกมามาก 

ท่านคลี่รอยยิ้มบางก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

"เคนเอ๊ย... ที่แกนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นี่ 

เพราะแกกำลังคิดว่าการบำเพ็ญบารมีสิบ

คือการหอบกระสอบข้าวสารสิบกระสอบขึ้นหลังใช่ไหมล่ะ? 

แกถึงได้กลัวหนัก กลัวเหนื่อย"

"ก็หลวงพ่อท่านว่าต้องทำควบคู่กันนี่ครับหลวงตา 

ผมจะไปทำพร้อมกันหมดในวันเดียวได้อย่างไร 

ศีลกับทานพอไหว แต่ปัญญากับอุเบกขานี่สิครับ 

นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะทำตอนกวาดลานวัด

หรือตอนล้างบาตรได้อย่างไร" เณรเคนสารภาพเสียงอ่อย

หลวงตาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะอธิบายให้ฟังเป็นฉาก ๆ

"แกฟังให้ดีนะ ที่หลวงพ่อท่านเปรียบว่าบารมี 10 คือเสบียงน่ะ ถูกของท่าน 

แต่เสบียงไปนิพพานเขาไม่ได้นับด้วยน้ำหนักกิโลกรัม 

แกไม่ได้กำลังแบกตุ่มสามโคกเดินทาง 

บารมีทั้งสิบข้อแท้จริงมันคือ 'เนื้อเดียวกัน' 

เหมือนน้ำมะนาว น้ำเชื่อม เกลือ และน้ำอุ่น 

ที่ผสมรวมกันอยู่ในถ้วยชาถ้วยเดียว แกแยกมันออกจากกันได้ไหม?"

"แกบอกว่า 'ทาน' กับ 'ศีล' ทำง่ายในชีวิตประจำวัน... 

เอาล่ะ สมมติตอนสายนี้แกไปช่วยชาวบ้านยกโต๊ะเก้าอี้ในงานบุญ 

นั่นคือแกกำลังให้ 'ทาน' เป็นแรงงาน 

ขณะที่แกเหนื่อยแดดเปรี้ยง ๆ 

แต่แกไม่แอบไปเด็ดมะม่วงวัดกิน 

ไม่ด่ากระทบกระเทียบใคร นั่นแกมี 'ศีล' แล้ว"

หลวงตาจิบชาอีกอึกหนึ่งแล้วพูดต่อ 

"ทีนี้ พอแดดมันร้อนจัด เหงื่อไหลไคลย้อย ยุงก็ชุม 

แกยังทนทำต่อจนเสร็จ ไม่ทิ้งงานหนีไปนอน... 

ตัวที่วิ่งเข้ามาค้ำแกไว้คือ 

'วิริยา' (ความเพียร) กับ 'ขันติ' (ความอดทน) 

เห็นไหมว่ามันมาเองโดยที่แกไม่ได้ไปร้องขอ"

"แล้ว 'ปัญญา' กับ 'อุเบกขา' ที่แกกลัวน่ะ 

มันอยู่ตรงไหนรู้ไหมเณร? 

มันอยู่ตรงที่พอยกโต๊ะเสร็จ 

แทนที่แกจะยืดอกรอให้ชาวบ้านมาชมว่า 

'เณรเคนเก่งจัง เณรเคนขยันเหลือเกิน' 

แกกลับมองเห็นว่า 'เออ... ความเหนื่อยมันก็เกิดขึ้นชั่วคราว 

ตอนนี้งานเสร็จ ความเหนื่อยก็หายไป คำชมหรือคำนินทาก็แค่นั้น'

การรู้เท่าทันตามจริงนี่แหละคือ 'ปัญญา' 

และการที่ใจแกนิ่งสนิท ไม่ฟูไปกับคำชม 

ไม่ฟุบไปกับความร้อน ไม่คิดน้อยใจว่าทำไมไม่มีใครเอาน้ำเย็นมาถวาย 

นั่นแหละคือ 'อุเบกขา' วางเฉยในโลกธรรม"

"บารมีสิบไม่ได้ทำทีละข้อเหมือนบันไดสิบขั้น 

แต่ทำข้อเดียวให้แจ่มแจ้ง 

ข้ออื่น ๆ มันจะวิ่งมารวมตัวกันเองเหมือนสหกรณ์ 

แกทำงานในชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือครอบครัว 

ดูแลสังคมด้วยจิตที่คิดจะสละออก และไม่ยึดมั่นถือมั่น... 

นั่นแกกำลังเก็บเสบียงใส่กระเป๋าใบเล็กใบเดียว 

แต่มันเป็นกระเป๋าโดเรมอนที่หยิบใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดต่างหากล่ะเณร"

เณรเคนก้มกราบแทบตักหลวงตา 

ความโปร่งโล่งวิ่งเข้ามาแทนที่ความงงงวย 

แดดสายวันนั้นดูจะไม่ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อครู่ใหญ่ ๆ อีกต่อไป

ลุงเคน

โปรดสัตว์

 


ฝนเทลงมากลางดึกชะล้างความอบอ้าวเสียเกลี้ยง 

เช้ามืดวันนั้นอากาศที่วัดจึงเย็นสบายจนน่านอนต่อ 

แต่สัญญาณนาฬิกาชีวิตของเณรเคน ทำงานตรงเวลา 

ตีสามเป๊ะ... 

เณรเคนลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาให้ตื่นเต็มตา 

จุดธูปเทียนบูชาพระ 

หน้าโต๊ะหมู่บูชามีเพียงแสงไฟสลัวจากเปลวเทียนที่วับแวม

เณรเคนนั่งคุกเข่ากราบพระสมาทานพระกรรมฐานด้วยใจตั้งมั่น 

จากนั้นจึงหลับตาลง 

น้อมจิตแผ่เมตตาออกไปกว้างใหญ่ไพศาล 

ไร้ขอบเขต ไร้ประมาณ...

"ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

 ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด..."

เณรเคนส่งบุญในจิตออกไปให้เป็นประโยชน์แก่ทุกรูปทุกนาม 

แล้วจึงหันกลับมาสำรวจบ้านตัวเอง 

พิจารณาศีลกรรมบถ 10 ประการ 

ตรวจทานกาย วาจา ใจ ว่ายังผุดผ่องดีไหม 

จากนั้นจึงไล่เรียงตัดใจจากสังโยชน์ 3 ข้อแรก 

ไม่ยึดมั่นในกาย 

ไม่ลังเลในความดี 

ไม่คลำหาศีลพรตแบบผิดๆ 

พอจิตเริ่มสบายเบาโล่ง ก็จับลมหายใจเข้าออก 

ควบคำภาวนาไปเรื่อยๆ ตามจริต 

จนกระทั่งเสียงระฆังตีห้าดังแป๋งๆ... 

ได้เวลาทำวัตรเช้าที่ศาลาพร้อมหลวงพ่อหลวงพี่

พอสวดมนต์เสร็จ สลัดผ้าจีวรคาดอก 

เณรเคนก็อุ้มบาตรก้าวฉับๆ 

ออกเดินตามหลังหลวงตาไปตามทางสายหมอกเพื่อ 

"ออกโปรดสัตว์"

แต่ใจเจ้ากรรมมันดันไม่นิ่งเหมือนตอนนั่งสมาธิ 

เณรเคนมองซ้ายมองขวา 

เห็นโยมยายหิ้วตะกร้ากับข้าวออกมารอ 

เห็นสุนัขข้างทางวิ่งหางตูบ 

เห็นนกกระจอกบินว่อน 

ในหัวเณรมันคิดวนไปวนมาว่า:

"คำว่า โปรดสัตว์ นี่มันยังไงกันแน่หนอ? 

เราเดินไปรับข้าวปลาอาหารจากเขา 

เขาเป็นคนให้เราแท้ๆ แต่ทำไมโบราณเขาเรียกเราว่าไปโปรดสัตว์ ? 

เราไปช่วยอะไรเขาตรงไหน?"

ความสงสัยนี้มันตื้ออยู่ในอกจนกลับถึงวัด 

หลังจากจัดแจงล้างบาตรเสร็จสรรพ 

เณรเคนเลยรีบคลานเข้าไปหาหลวงตาที่แคร่ใต้ต้นไม้

"หลวงตาครับ ผมมีเรื่องคาใจ อยากกราบเรียนถามครับ" 

เณรเคนเปิดฉาก หลวงตาปรือตาขึ้นมอง 

ละสายตาจากจานข้าว "ว่าไงเณร มีอะไรติดคอหรือ?"

"ไม่ใช่ข้าวติดคอครับหลวงตา 

แต่คำว่า 'โปรดสัตว์' มันติดใจครับ... 

เราเดินไปขอข้าวโยมกินชัดๆ 

แต่ทำไมเราถึงบอกว่าเราออกไปโปรดเขาละครับ? 

เราไปให้อะไรเขาตอนไหน?"

หลวงตาหัวเราะหึๆ ในลำคอ 

วางช้อนลง แล้วขยับตัวนั่งหลังตรง ตาเป็นประกายเมตตา

"เณรเอ๋ย... 

แกคิดว่าการโปรดสัตว์คือต้องไปเทศน์โปรด 

หรือต้องไปแจกของงั้นหรือ?

 มิน่าล่ะถึงคิดไม่ออก" หลวงตาเว้นจังหวะ 

"แกจำตอนตีสามที่แกสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งสำรวมจิต 

สวดมนต์ทำวัตรตอนตีห้าได้ไหม?"

"จำได้ครับ"

"นั่นแหละ... 

พระภิกษุสามเณรเราเนี่ย 

ถ้าเช้ามืดลุกขึ้นมาขัดเกลาใจ 

ประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล 

มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิหนุนอยู่ข้างใน 

จิตมันจะเหมือนกระแสไฟที่มีกำลังสูง"

หลวงตาชี้มือไปทางหมู่บ้านข้างนอกแล้วพูดต่อ:

"ทีนี้ พอเราอุ้มบาตรออกไป

โยมเขาตั้งใจสละทรัพย์ สละความตระหนี่

เอาข้าวปลาอาหารมาใส่บาตรด้วยความศรัทธา...

จิตของโยมเขาเป็นกุศลอยู่แล้วส่วนหนึ่ง

พอมาเจอกับ 'จิตที่เป็นเนื้อนาบุญบริสุทธิ์'

ของพระเณรที่ฝึกมาดีเมื่อรุ่งเช้า

กุศลในจิตของสมณะมันจะสะท้อนกลับ

และถึงแก่ตัวทายกผู้ให้ได้อย่างรวดเร็ว

และเต็มเม็ดเต็มหน่วย"

"อ๋อ... เหมือนเราเป็นเสารับสัญญาณที่ชัดเจนใช่ไหมครับหลวงตา?" 

เณรเคนเริ่มตาสว่าง

"เออ! พูดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ 

เราเอา 'ความดีและจิตที่เป็นกุศลบริสุทธิ์' 

ของเรา ไปเป็นช่องทางให้โยมเขาได้

ฝากฝังบุญกุศลชิ้นใหญ่ 

ถ้าไม่มีพระเณรเดินไปให้เขาใส่บาตร 

โยมเขาก็ไม่มีเนื้อนาบุญให้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีลงไป"

หลวงตาตบตักฉาดใหญ่ ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม:

"เพราะฉะนั้น การเดินบิณฑบาตด้วยความสำรวม 

จึงเป็นการโปรดสัตว์ ช่วยให้ชาวบ้านเขาได้เข้าถึงมหากุศลได้ง่ายที่สุด... 

รู้แบบนี้แล้ว พรุ่งนี้เช้าตอนเดินอุ้มบาตร 

ก็ประคองจิตให้ดีๆ อย่ามัวแต่เดินมองนกมองไม้ล่ะเณรเคน!"

เณรเคนกราบราบลงกับพื้นแคร่ไม้ไผ่ 

ความข้องใจสลายไปพร้อมกับแดดสายที่เริ่มส่องสว่างทั่วลานวัด

ลุงเคน