บรรยากาศช่วงบ่ายวันนี้มันช่างอึมครึมพิกล
เมฆเทาทะมึนลอยต่ำจนแทบจะเรี่ยยอดกุฏิ
กลิ่นดินชื้นฝนโชยมาเข้าจมูก
เณรเคนขยับจีวรให้กระชับ
พลางถือจอบคู่ใจไปช่วยหลวงตาที่โคนต้นพิกุล
หญ้าแพรกหญ้าคาพวกนี้มันก็แปลก
พอได้น้ำฝนเข้าหน่อยก็ดี๊ด๊าแตกยอดเขียวขจีท้าทายคมจอบเสียเหลือเกิน
หลังจากออกแรงจนเหงื่อซึมหลัง
หลวงตาก็วางจอบลง พลางทรุดกายลงนั่งบนม้าหินขัดตัวเก่า
ท่านทอดสายตามองข้ามกำแพงวัด
ไปทางทิศที่มีตึกระฟ้าเบียดเสียดกันอยู่ไกลๆ
แล้วจู่ๆ ท่านก็เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ
“เณร... เคยเห็นเปรตกลางกรุงไหม?”
เณรเคนชะงักมือที่กำลังเช็ดหน้า
“ในกรุงเทพฯ นี่นะหลวงตา?
ไฟสว่างโร่รถติดหนึบขนาดนั้น
เปรตที่ไหนจะกล้าออกมายืนสบตาคนล่ะครับ”
หลวงตายิ้มกริบ
เป็นรอยยิ้มแบบคนที่เห็นโลกมาจนทะลุปรุโปร่งก่อนจะเล่าว่า
“สมัยหนึ่ง กลางเมืองหลวงที่แสงไฟนีออนสว่างไสว
ชนิดที่ไม่ยอมให้ความมืดได้หายใจ
หลวงตาเคยเห็น... เห็นเงาร่างหนึ่งผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก
ยืนพิงเสาไฟฟ้าต้นเบ้อเริ่ม
ร่างนั้นไม่ใช่คนหรอกเณร
แต่เป็นวิญญาณที่ตายไปด้วยความหิวโหย”
ท่านหยุดจังหวะนิดหนึ่ง ตามสไตล์เรื่องเล่าชุด ‘ขนหัวลุก’
“เขายื่นมือเหี่ยวๆ ออกไปคว้าถุงอาหารที่วางทิ้งไว้บ้าง
คว้าเศษขนมตามถังขยะบ้าง
แต่เณรเอ๋ย... พอปลายนิ้วสัมผัสปุ๊บ
ของพวกนั้นก็กลายเป็นควันจางๆ
ลอยหายไปต่อหน้าต่อตา
เสียงกระซิบของมันดังรอดไรฟันออกมาว่า ‘
เราหิวจนกระดูกสั่น แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีข้าวกินนะท่าน...
เราหิวเพราะตอนมีชีวิต เรากักตุนเอาไว้
ไม่ยอมแบ่งใคร เราปล่อยให้คนอื่นอดเพื่อให้ตัวเองอิ่ม’”
เณรเคนกลืนน้ำลายเอื๊อก พลางนึกภาพตาม
“คนเดินผ่านไปมาเขาก็หัวเราะคิกคักเณรเอ๋ย
บางคนบ่นว่า ‘แหม เปรตสมัยนี้ทำรูปร่างน่ากลัวดีแฮะ’
แล้วเขาก็รีบจ้ำอ้าวไปขึ้นรถไฟฟ้า
ไปหาของกินหรูๆ ในห้างสรรพสินค้า
ไม่ต่างอะไรกับตอนที่พวกเขายังมีชีวิต
แล้วเดินเมินคนขอทานริมถนนนั่นแหละ”
หลวงตาถอนใจยาว
“เสียงวิญญาณนั่นยังดังแว่วมาตามลมว่า
‘การลงโทษที่แท้จริงไม่ใช่ไฟนรกที่ไหนหรอก
แต่มันคือความจริงที่ตามหลอกหลอน
ว่าความโลภมันทำให้เราตายทั้งเป็น
แม้หลังความตาย... ท้องก็ยังไม่อิ่ม’”
เมืองหลวงในตอนนั้นก็ยังคงสว่างไสว
ป้ายโฆษณาอาหารราคาจานละหลายพัน
ยังคงกะพริบวิบวับเรียกแขก
แต่ใต้เสาไฟต้นเดิม เงาร่างที่โหยหิวนั่นก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
เป็นภาพประชดประชันที่แสนจะเจ็บแสบ
“จำไว้นะเณร...”
หลวงตาทิ้งท้ายพลางมองยอดหญ้าที่เพิ่งโดนถาง
“ความหิวของวิญญาณน่ะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรอก
แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อน
ความหิวโหยในใจของคนเป็นๆ อย่างเรานี่แหละ
ใครที่หิวไม่รู้จักพอ... ต่อให้กินเข้าไปทั้งโลก
วันหนึ่งมันก็ต้องไปยืนสั่นอยู่ข้างเสาไฟเหมือนกัน”
เณรเคนฟังจบก็นิ่งอั้น
ลมเย็นพัดวูบมาจนขนลุกเกรียว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศครึ้มฝน
หรือเพราะเรื่องเปรตกลางกรุงของหลวงตากันแน่!
ลุงเคน