อดีตบนทางลูกรัง

 



ฝุ่นสีแดงหนาทึบรอบล้อรถคอกหมูที่วิ่งผ่าน

คือภาพจำจำเจของพวกเราในสมัยโน้น

หน้าร้อนแล้งกับหน้าร้อนเงิน

มักจะเวียนมาพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

บนถนนลูกรังสายนั้น

ถ้าคุณเห็นใครสักคนเดินหัวซุกหัวซุนอยู่ข้างทาง

อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเขาเป็นผู้ร้ายหลบหนีคดี

พวกผู้หญิงมักใช้ผ้าคลุมหัวซ้อนด้วยหมวกใบลานใบโต

ส่วนพวกผู้ชายก็เอาผ้าขาวม้าผืนเดียวผูกเงื่อนคลุมหน้า

เหลือไว้แค่รูตาพอให้มองเห็นทาง

รถยนต์ในหมู่บ้านมีนับคันได้

ถ้าระดับเศรษฐีถึงจะมีรถกระบะป้ายแดง

แต่ถ้าเป็นระดับชาวบ้านร้านตลาด

'จักรยาน' คือพาหนะอันทรงเกียรติที่สุดแล้ว

ถึงขนาดที่ว่ายามพลบค่ำ

บ้านไหนมีจักรยานเป็นต้องช่วยกันยกขึ้นไปเก็บ

ไว้บนเรือนนอน ด้วยเกรงว่าพวกตีนแมวจะแอบมาสอยไปขี่เล่น

ช่วงสายของวัน

ทำนองชีวิตของพวกเรา

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งประดิษฐ์จากสวิตเซอร์แลนด์

หากแต่อยู่ที่หนังหน้ากลองเพลจากวัดท้ายหมู่บ้าน

พอเสียง "ตึง... ตึง... ตึง..." แว่วผ่านทุ่งนามาตามลม

นั่นคือฎีกาจากพระคุณเจ้าส่งสัญญาณว่า

"พักได้แล้วพวกมึง!"

ชาวไร่ชาวนาจะวางคันไถ วางเคียว

หิ้วปิ่นโตเข้าโคนไม้ใหญ่

กินข้าวปลาเสร็จก็นอนผายปอด

ลมพัดตึงๆ งีบหลับสักตื่นพอแรงกลับคืน

แล้วค่อยลุกขึ้นมาสู้แดดบ่าย

ไม่มีใครต้องคอยเหลียวมองข้อมือ

ไม่มีใครต้องกังวลว่าเกินเวลาไปกี่นาที

มาวันนี้ ถนนลูกรังกลายเป็นยางมะตอย

ฝุ่นสีแดงหายไปพร้อมกับเสียงกลองเพล

พระท่านเลิกตีกลอง

เพราะกลัวรบกวนเวลาพักผ่อนของคนรุ่นใหม่

ชาวบ้านมีนาฬิกาเรือนงามแนบติดข้อมือ

คนทำงานโรงงานมีเสียงหวูด

ไซเรนคอยแผดเสียงสั่งการเป็นช่วงเวลา

คิดๆ ดูแล้วก็น่าขำดีเหมือนกัน

มนุษย์เราอุตส่าห์สร้างเทคโนโลยีขึ้นมา

เพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น

แต่สุดท้ายกลับยอมตกเป็นทาสของเข็มนาฬิกา

เดินตามจังหวะที่ติ๊กต๊อกๆ

กำหนดไว้ทั้งวันอย่างว่าง่าย

โดยหลงคิดไปเองว่า

นั่นคือชีวิตที่มีอิสรภาพ!

ลุงเคน

ทางสายสบายของเณรเคน



บรรยากาศที่วัดบ่ายนี้ช่างเข้าที

ฟ้าครึ้มตั้งเค้ามาทั้งวัน 

ลมพัดยอดไม้ ไหวระเนนหอบเอาไอฝนจาง ๆ 

โชยมาพอให้เย็นผิว 

เณรเคนก้าวเท้าเดินจงกรมกลับไปกลับมาอยู่บนทางดินข้างกุฏิ 

ในมือถือเครื่องเล่นเทปพกพาเครื่องเล็ก 

สายหูฟังระโยงระยาง 

ฟังเสียงแสดงธรรมด้วยความเมตตาของ 

หลวงพ่อสมปอง สุธรรมสันตจิตโต (ท่านจิตโต) 

ที่ดังก้องอยู่ในหู

ท่านจิตโตกำลังขยายความถึงวิถีของพระโยคาวจร

ผู้พากเพียรในธรรม ด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่ปักลึกในใจ

"การปฏิบัติมันไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกเธอ... 

ละชั่ว ทำดี หมั่นสร้างกุศล ทำจิตให้ผ่องใส 

ค่อย ๆ ทำไปด้วยจิตสบาย ๆ 

ไม่ต้องไปเคร่งเครียดเร่งรัดอะไรกับมันนัก"

เสียงในเทปอธิบายต่อถึงความต่างระหว่าง

การทำบุญกับการสร้างกุศลว่า 

บุญกิริยาวัตถุ 10 นั้นดีงาม 

ควรตั้งใจมั่นไปว่าจะไม่ทำชั่วทั้งปวง 

แต่อย่าหยุดแค่นั้น ต้องสร้าง "กุศล" 

ซึ่งก็คือความดีที่บวกด้วยปัญญา 

ความฉลาดรู้เท่าทันเหตุผล 

มุ่งตัดรากเหง้าของโลภ โกรธ หลง 

เพื่อพัฒนาจิตให้หลุดพ้นจากนิวรณ์เครื่องเศร้าหมอง

พอได้ยินคำว่า “ทำไปด้วยจิตสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรัด” 

ใจของเณรเคนระเบิดออกเป็นความปีติจนขนลุกซู่ 

น้ำตาแทบจะไหลออกมาด้วยความโล่งอก 

เพราะที่ผ่านมาเวลาหันมองศีลพรต

และการปฏิบัติของตัวเอง 

มันเหมือนคนว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทร 

มองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นฝั่ง 

มองกลับหลังก็ไม่เจอชายหาด 

ไม่รู้เลยว่าความสำเร็จ

หรือความสิ้นสุดของทุกข์มันอยู่ตรงไหน 

พอได้ฟังหลักคิดที่ให้วางใจสบาย ๆ 

ปล่อยวางความอยากสำเร็จลง 

จิตใจที่เคยแห้งผากก็ชุ่มชื่นขึ้นมาทันตา

เณรเคนหยุดเดินจงกรม 

พิงหลังเข้ากับโคนต้นไม้ใหญ่ 

ทอดสายตามองฟ้ารอฝน

พลางนึกเปรียบเทียบกับกระแสโลกภายนอกในปัจจุบัน

เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็กลายเป็นระบบอุตสาหกรรมไปหมด 

แม้กระทั่งทางธรรม บางสำนักถึงขั้นเปิด 

"โรงเรียนพระโสดาบัน" 

มีการตั้งโต๊ะสอบอารมณ์จิต 

ตรวจจบแล้วเจ้าสำนักก็เซ็นอนุมัติ

ให้เป็นพระอริยบุคคลชั้นโน้นชั้นนี้ 

แจกใบปริญญาทางวิญญาณกัน

ราวกับจบหลักสูตรวิชาชีพ 

โดยอ้างชื่อครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่

มาการันตีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

เณรเคนแอบยิ้มกริ่มในใจว่า...

“โถ... โลกเราหนอ 

ขนาดเข้าโรงเรียนทางโลกยังต้องสอบมิดเทอม 

ไฟนอล กว่าจะได้ปริญญาบัตรมาตกงาน 

แต่นี่โผล่มาเรียนหลักสูตรเร่งรัด 

สอบจิตผ่านปุ๊บ 

ได้เลื่อนขั้นเป็นพระโสดาบันปั๊บ 

มีใบเสร็จรับเงิน เอ๊ย... 

ใบอนุมัติความดีงามให้เสร็จสรรพ 

ช่างเป็นพระอริยะยุคดิจิทัลที่สะดวกซื้อดีแท้”

แต่พอหันกลับมาดูหยาดฝนแรก

ที่เริ่มตกลงกระทบใบไม้ 

เณรเคนก็ตระหนักได้ว่า 

ของจริงมันอยู่ในใจเรานี่เอง 

ไม่ต้องมีใครมาเซ็นรับรองให้เสียเวลา 

ดั่งที่ท่านจิตโตบอกไว้ 

แค่ฉลาดในการดำเนินชีวิต 

ตัดละสิ่งเศร้าหมองด้วยปัญญา 

และประคองจิตให้ผ่องใสอย่างเป็นสุข... 

เท่านี้ฝั่งที่มองไม่เห็น 

ก็อาจจะอยู่ตรงใต้ฝ่าเท้าที่กำลังเดินจงกรมอยู่นี่เอง


ลุงเคน

ตะกอนในขันน้ำมนต์

 


ในศาลาวัดเก่าท้ายหมู่บ้าน 

แดดสายส่องทะลุรอยแตกของหลังคาสังกะสีลงมาเป็นลำ 

แสงนั้นตกลงตรงหน้าหลวงตาผู้กำลังนั่งหลับตา

เคาะไม้ขัดสมาธิเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 

ส่วนเณรเคนผู้มีหน่วยก้านดี 

แต่หัวคิดมักจะแล่นแซงทางโค้งอยู่เสมอ

กำลังนั่งขัดส้วมวัดอยู่ไม่ไกล 

ขัดไปก็ถอนหายใจไปพลาง 

จนหลวงตาต้องลืมตาขึ้นมอง

“เณรเคน มีเรื่องอันใดในใจหรือ?” 

หลวงตาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

ตามแบบฉบับพระผู้ผ่านโลกมามาก

เณรเคนวางแปรงขัดส้วม 

ขยับคลานเข้ามาใกล้ 

นั่งพับเพียบเรียบร้อยแต่แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย 

“หลวงตาครับ ผมนั่งคิดมาตั้งแต่เมื่อคืน 

เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนาที่ว่า 

ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส น่ะครับ”

“เออ... แล้วมันยังไงล่ะ?”

“คือผมสับสนครับ” 

เณรเคนเกาหัวแกรก 

“ละชั่ว กับ ทำดี น่ะพอไหว 

ศีลห้า ศีลสิบผมก็ระวัง 

ส้วมวัดผมก็ขัด 

แต่วันก่อนโยมป้าแกเอาแกงส้มมาถวาย 

แกงน่ะอร่อยดีหรอกครับ 

แต่แกบ่นเรื่องผัวแกยาวสามวาแปดศอก 

ใจผมมันก็แวบไปโกรธแทนแก 

พอรู้ตัวอีกทีใจก็ขุ่นมัวไปหมด 

แล้วอย่างนี้ผมจะ ‘ทำจิตให้ผ่องใส’ 

ได้ยังไงกันครับหลวงตา 

ในเมื่อโลกข้างนอกมันมีแต่เรื่องชวนให้ใจขุ่นมัวขนาดนี้?”

หลวงตายิ้มละไม ไม่ตอบในทันที 

แกหยิบขันน้ำมนต์เก่าๆ ใบหนึ่งที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา 

ในนั้นมีน้ำอยู่ครึ่งขัน 

แต่น้ำนั้นขุ่นคลักไปด้วยเศษผง

และตะกอนดินจากการที่เด็กวัดเพิ่งเอาไปล้างมือ

“เณรเคน แกเห็นน้ำในขันนี้ไหม?”

“เห็นครับหลวงตา ขุ่นจนมองไม่เห็นก้นขันเลยครับ”

“ถ้าแกอยากให้น้ำในขันนี้ใสสะอาด

เหมือนน้ำรินจากเหยือก แกจะทำยังไง?” หลวงตาถาม

เณรเคนยืดอก ตอบอย่างผู้มีปัญญาเฉียบแหลม 

“ง่ายมากครับหลวงตา! 

ผมก็จะเอานิ้วลงไปกวนๆๆ ให้เศษผงมันรวมกัน 

แล้วก็พยายามเอามือช้อนเอาเศษผงพวกนั้นออกให้หมดครับ!”

หลวงตาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ 

“นั่นแหละเณร... 

วิธีของคนฉลาดแต่ขาดความเข้าใจ 

ยิ่งแกเอานิ้วลงไปกวน น้ำมันก็ยิ่งขุ่น 

เศษผงที่ควรจะตกตะกอนก็ยิ่งกระจายไปทั่ว 

เหมือนใจแกนั่นแหละ 

พอเห็นโยมป้าแกบ่น แกก็เอาใจลงไปกวน 

ไปคิดแทน ไปโกรธแทน 

หวังจะให้ใจมันหายขุ่นด้วยการคิดหาเหตุผล... 

มันจะใสได้อย่างไร?”

“อ้าว... แล้วต้องทำยังไงครับหลวงตา?” 

เณรเคนทำตาปริบๆ

หลวงตาวางขันน้ำมนต์ขุ่นๆ 

นั้นลงบนพื้นกระดานไม้กระดานอย่างแผ่วเบา

“ไม่ต้องทำอะไรเลยเณร... 

แค่วางมันไว้เฉยๆ” 

หลวงตาชี้ให้ดู 

“ละชั่ว คือการที่แกไม่เอาเศษดินใหม่ๆ ใส่ลงไปเพิ่ม 

ทำดี คือการที่แกคอยดูแลรักษาขันน้ำนี้ไว้ไม่ให้ใครมาคว่ำ 

ส่วนการทำจิตให้ผ่องใส... 

ไม่ใช่การวิ่งวุ่นไปไล่จับเศษผงออกจากใจ 

แต่คือการ ‘รู้เท่าทัน’ 

แล้วปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น 

นิ่งคอยดูมันด้วยสติ ไม่นานนัก 

ตะกอนดินมันก็จะค่อยๆ ตกไปเองตามธรรมชาติของมัน 

แล้วน้ำก็จะใสขึ้นมาเองโดยที่แกไม่ต้องออกแรงกวนเลยสักนิด”

เณรเคนจ้องมองขันน้ำมนต์ที่เริ่มนิ่ง 

ตะกอนดินค่อยๆ ทิ้งตัวลงสู่ก้นขันทีละน้อย 

แสงแดดที่ส่องลงมาเริ่มสะท้อนประกายใสที่ผิวน้ำ

“อ๋อ... ผ่องใสไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีอะไรเลย 

แต่แปลว่ามันนิ่งจนความขุ่นทำอะไรเราไม่ได้ ใช่ไหมครับหลวงตา?”

“เออ... คิดได้ฉลาดสมเป็นเณรเคน” 

หลวงตาหลับตาลงตามเดิม 

พร้อมกับเคาะไม้ขัดสมาธิต่อเป็นจังหวะ 

“เข้าใจแล้วก็ไปขัดส้วมต่อให้เสร็จเถอะเณร 

แต่อย่าเอาใจลงไปกวนในโถส้วมล่ะ 

ปล่อยให้สติมันอยู่กับแปรงก็พอ”

เณรเคนกราบหลวงตาด้วยความโล่งใจ 

ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้องน้ำวัด 

คราวนี้เสียงแปรงขัดส้วมกระทบกระเบื้อง

ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ... 

ละเอียด ลุ่มลึก 

และผ่องใสผิดจากตอนแรกเป็นกอง

ลุงเคน

สั่งสอบปมทุจริตข้าราชการท้องถิ่น


กลิ่นกาแฟโบราณหอมกรุ่นโชยมาจากร้าน "เฮียเพ้ง" 

ยามเช้าตรู่วันนี้

บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ 

ไม่ใช่เพราะปาท่องโก๋ทอดเสร็จใหม่ๆ 

แต่เป็นเพราะหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

ที่วางแผ่หราอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว 

ข่าวใหญ่หน้าหนึ่งสะดุดตาคนทั้งตลาด: 

"สั่งสอบปมทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น"

"ข้าว่าแล้วไง! มันจะไปเหลืออะไรล่ะยุคนี้" 

ลุงแก้ว ข้าราชการบำนาญขาประจำ 

เคาะนิ้วลงบนพาดหัวข่าวพลางถอนหายใจยาว 

"เด็กมันอ่านหนังสือแทบล้มประดาตาย 

สุดท้ายแพ้คนมีเส้น มีเงินจ่ายใต้โต๊ะ"

น้าสมชาย พ่อค้าหมูปิ้งที่กำลังนั่งคีบบุหรี่ 

รีบยื่นหน้าเข้ามาแจมทันที 

"จริงพี่แก้ว! ลูกสาวข้างบ้านผมเนี่ย 

จบเกียรตินิยมมานะ ไปสอบรอบนี้ 

มั่นใจมากว่าทำได้ 

แต่พอผลออกมา... 

รายชื่อคนผ่านดันมีแต่ลูกท่านหลานเธอในท้องถิ่นทั้งนั้น 

เขาว่ากันว่าค่า 'ตั๋ว' รอบนี้เหยียบหลักแสนหลักล้านเลยนะพี่!"

จู่ๆ ผู้ใหญ่คง ผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งเดินเข้ามาสั่งชาดำเย็น 

ก็ร่วมวงสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด

"พวกแกก็พูดไปเรื่อย ฟังความข้างเดียวหรือเปล่า?" 

ผู้ใหญ่คงนั่งลง 

"ข่าวเขาก็กำลังสอบสวนอยู่ 

อย่าเพิ่งไปเหมาเข่งว่าทุกคนที่สอบติดเขาโกงมาหมด 

คนที่เขาตั้งใจอ่านหนังสือจนสอบได้ด้วยฝีมือตัวเองจริงๆ มันก็มี 

ไม่งั้นเด็กต่างถิ่นที่ไม่มีเส้นสายจะสอบติดได้ยังไง"

"โถ่ ผู้ใหญ่..." น้าสมชายแย้ง 

"ถ้าไม่มีมูล หมามันจะขี้เหรอ? 

ข่าวออกโครมๆ ว่าระบบตรวจข้อสอบมีพิรุธ 

บางศูนย์สอบมีคนคะแนนเต็มพุ่งพรวดพราดผิดปกติ 

มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอครับ?"

ลุงแก้วพยักหน้าเห็นด้วย 

"ใช่คง... ยุคข้ามันก็มี 

แต่อย่างน้อยมันยังแอบๆ ทำ 

เดี๋ยวนี้กล้าทำกันโจ่งแจ้งจนน่าเกลียด 

สงสารก็แต่พวกเด็กต่างจังหวัดที่ตั้งใจจริง 

เงินค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าติว ก็แทบไม่มีอยู่แล้ว 

ต้องมาเจอระบบ 'ล็อกมง' แบบนี้ มันตัดอนาคตชัดๆ"

เสียงในสภากาแฟเริ่มแตกเป็นสองฝ่าย 

ฝ่ายหนึ่งมองว่า "ระบบมันพังทลายไปแล้ว" 

ขณะที่อีกฝ่ายยังพยายามมองว่า "เป็นแค่ปลาเน่าไม่กี่ตัว"

เฮียเพ้ง เจ้าของร้านที่ยืนชงโอเลี้ยงอยู่เงียบๆ 

ส่งยิ้มแห้งๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า:

"อั๊วว่านะ... 

จะโกงจริงหรือไม่จริง สุดท้ายคนที่ซวยที่สุดก็คือ 

'ประชาชน' นั่นแหละ 

ถ้าได้คนโกงเข้าไปทำงาน 

ท้องถิ่นเราจะเจริญได้ยังไง? เงินภาษีพวกเราทั้งนั้น"

คำพูดของเฮียเพ้งทำเอาทั้งโต๊ะเงียบกริบ... 

ไม่มีใครเถียงต่อ 

ได้แต่นั่งจิบกาแฟสลับกับมองดูพาดหัวข่าวในมือ

ด้วยความรู้สึกหน่วงในอก

เพราะทุกคนในที่นั้นต่างรู้ดีว่า 

ตราบใดที่ "ใบเบิกทาง" สู่ระบบราชการ

ยังถูกเคลือบแคลงด้วยความไม่โปร่งใส 

คำว่า "รับใช้ประชาชน" 

ก็คงเป็นได้แค่คำสวยหรูที่เขียนไว้บนป้ายศูนย์ราชการเท่านั้น

ลุงเคน

คลื่นซัดขยะ: เรื่องเล่าข้างแคร่ไม้ไผ่

 



บ่ายวันนั้น 

หลังจากพระเณรฉันจังหันเพลเรียบร้อยแล้ว 

ท้องฟ้าที่เคยโปร่งก็มืดครึ้ม 

ก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา 

เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีศาลาการเปรียญดังสนั่น 

จนญาติโยมที่ตั้งใจจะกราบลาหลบกลับบ้านต้องชะงัก 

พากันขยับเข้ามาล้อมวงคุยกันที่หน้าศาลา

เณรเคนผู้อยากรู้อยากเห็น

รีบสลับฝีเท้าก้าวเข้ามานั่งพับเพียบอยู่ท้ายแถว 

หูผึ่งรอฟังบทสนทนา

หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นข่าวเด่นประเด็นร้อน

ในหน้าหนังสือพิมพ์และโซเชียลมีเดีย 

โยมผู้ชายคนหนึ่งเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงเจือความผิดหวัง

"หลวงตาครับ สมัยนี้ดูยากเหลือเกิน 

บางแห่งสร้างวัดหรูหรา แปะป้ายหราว่าเป็น 'วัดป่า' 

ชวนให้คนศรัทธา แต่พอลับตาโยม 

วัตรปฏิบัติกลับไม่เหลือเค้าพระป่าเลย 

ล่าสุดที่เป็นข่าว เจ้าหน้าที่บุกค้นกุฎิเจ้าสำนัก 

เจอทั้งยาบ้า ขวดเหล้า แถมยังมีชุดชั้นในผู้หญิงซุกอยู่ใต้จีวรอีก... 

โลกมันเพี้ยนไปใหญ่แล้วครับหลวงตา!"

ญาติโยมคนอื่นๆ พากันพยักหน้าหงึกๆ 

บ้างก็ถอนหายใจยาวด้วยความอนาถใจ

หลวงตานั่งฟังนิ่งๆ 

มือหนาหยาบกร้านตามสไตล์พระวัดป่าขยับลูกประคำเชื่องช้า 

ใบหน้าท่านยังคงสงบนิ่ง ไม่มีรอยยิ้มและไม่มีแววโกรธเคือง 

ท่านรอจนเสียงฝนซาลงเล็กน้อย 

จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่ากังวาน

"โยมเอ๋ย... 

พระพุทธเจ้าท่านเคยอุปมาไว้ว่า 

พระศาสนานี้เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ 

มหาสมุทรน่ะ... 

มันไม่ยอมรับซากศพหรือสิ่งปฏิกูลไว้เนิ่นนานหรอก 

พอถึงเวลามันก็จะมีคลื่นลูกใหญ่

ซัดสาดเอาสิ่งสกปรกเหล่านั้นขึ้นมาเกยฝั่งเอง"

อ้างถึง "ปหาราทสูตร"
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต

หลวงตาเว้นจังหวะ มองออกไปนอกศาลาที่สายฝนเริ่มบางตาลง

"คนที่ไม่ใช่พระแท้ ต่อให้ห่มผ้าเหลืองโกนหัวยังไง 

วันหนึ่งความจริงก็ต้องถูกซัดออกมาให้โลกเห็น 

ส่วนพระสงฆ์ที่เป็นสมณศากยบุตรพุทธชิโนรสที่แท้จริง 

ท่านก็ยังคงมุ่งมั่นเดินจงกรม ทำสมาธิ รักษาศีลสิกขาอยู่

โดยที่โยมอาจจะไม่รู้ข่าวด้วยซ้ำ 

เพราะท่านไม่ได้อยู่เพื่อหาแสง"

โยมทั้งหลายเริ่มตารู้แจ้ง 

สายตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความโกรธแค้นต่อข่าวฉาว 

เริ่มกลับมาสว่างไสวด้วยปัญญา

ก่อนที่ญาติโยมจะกราบลาเพราะฝนเริ่มซา 

หลวงตากวาดสายตามองมาทางเณรเคนสลับกับญาติโยม 

แล้วทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันแกมประชดประชันว่า...

"แต่จะว่าไปนะโยม... 

สมัยนี้นักบวชเราถ้าไม่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติ 

มัวแต่นั่งหลังค่อม จิ้มหน้าจอ 

ถูไถมือถือดูติ๊กต็อกกันทั้งวันล่ะก็... 

อย่าว่าแต่จะสำเร็จมรรคผลเลยโยม 

แค่จะขับไล่กิเลสในใจตัวเองให้ออกจากกุฎิ... 

มันยังสู้แรงกิเลสในหน้าจอไม่ได้เลย!"

โยมหัวเราะร่า เณรเคนได้แต่สะดุ้งโหยง 

รีบเอามือจับกระเป๋าอังสะที่ซ่อนโทรศัพท์มือถือไว้แทบไม่ทัน!

ลุงเคน