ยาขยัน... ในวันคนบ้า

 


วิทยุเครื่องเก่ายังคงทำหน้าที่แผดเสียงบอกเล่าข่าวคาวของสังคม

เณรเคนนั่งขัดสมาธิฟังแล้วก็ได้แต่ปลงสลด

ข่าวคนเมายาบ้าอาละวาดทำร้ายพ่อแม่

ฆ่าคนเดินดินกินข้าวแกงมีมาไม่เว้นวัน

จนเณรนึกย้อนไปถึงสมัยยังนุ่งกางเกงขาสั้นวิ่งเล่นกลางทุ่ง

ตอนนั้นเขายังเรียกเจ้าเม็ดสีชมพูนี้ว่า “ยาม้า” หรือไม่ก็ “ยาขยัน”

ภาพจำสมัยน้ันคือความสมัครสมานสามัคคี

ตอนลงแขกเกี่ยวข้าว แบกหัวมันขึ้นรถ

หรือช่วยกันยกเสาเอกสร้างบ้าน

ชาวบ้านเขาผสมเจ้ายานี่ลงในตุ่มน้ำ

ดื่มกันกินกันด้วยหวังจะเอาเรี่ยวเอาแรงมาสู้กับงานหนัก

ขยันกันจนหยดเหงื่อเข้าตา

แต่กลับไม่ยักษ์กะเห็นใครลุกขึ้นมาถือมีดไล่ฟันกันเหมือนเดี๋ยวนี้

นโยบายรัฐบาลก็เหมือนไม้ไอติม... เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล

บางยุคก็ปราบกันชนิดขุดรากถอนโคนจนเลือดนองโผ่น

บางสมัยก็ใจดีราวกัลยาณมิตร

ให้โอกาสคนเสพประหนึ่งเป็นผู้ป่วย

ปล่อยคนขายประหนึ่งเป็นพ่อค้าในสมัยพ่อขุนรามฯ

ใครใคร่ค้าม้า...ก็ค้าไป

จนคุกตารางเนืองแน่นไปด้วยขี้ยาและพ่อค้าหน้าใหม่

ตำรวจเขาก็คงระอา จะจับมาขังก็กลัวเปลืองข้าวแดงงบประมาณแผ่นดิน

“ศีลห้า” หรือ... เณรเคนส่ายหัว

จะชวนให้คนทั้งเมืองถือศีลห้า

ปลอดอบายมุข มันก็ดูจะเป็นเรื่องในอุดมคติเกินไป

ขนาดหลวงตาที่วัดยังแอบหลบมุม

ไปกระซิบถามหาเลขเด็ดจากโยมขายหวยอยู่บ่อยๆ

พอเณรใจกล้าถามว่า

“หลวงตาไม่ปฏิบัติมุ่งสู่นิพพานหรือครับ จะเอาหวยไปทำไม?”

หลวงตาหันมาค้อนขวับแล้วตอบด้วยตรรกะที่เณรต้องอึ้ง

“หาเงินมาสร้างโบสถ์โว้ยเณร!”

นั่นแหละ... สังคมไทย

โลกมันเปลี่ยนไป หรือคนมันเพี้ยนไปเองก็ไม่รู้

เมื่อก่อนกินยาขยันเพื่อทำงานสร้างบ้าน

แต่เดี๋ยวนี้เสพยาบ้าเพื่อทำลายบ้าน

แถมเป้าหมายสูงสุดของศาสนสถานบางแห่ง

ยังต้องพึ่งพาดวงชะตาจากกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เรียกว่าหวย

นิพพานน่ะไว้ทีหลัง...

ตอนนี้ขอ "สามตัวตรง" ให้โบสถ์เสร็จก่อนก็แล้วกัน!

ลุงเคน

ร้อนใน-เย็นนอก



เมษายนปีนี้ อากาศที่วัดป่าดูจะใจร้ายเป็นพิเศษ

แดดแรงเสียจนสุนัขเจ้าถิ่นยังเลิกเห่าหอน

แล้วอพยพไปนอนแลบลิ้นห้อยอยู่ใต้ถุนศาลา

เณรเคนนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่

พยายามตั้งสมาธิกับบทสวดในใบลาน

แต่ดูเหมือนเหงื่อที่ไหลซึมตามซอกรักแร้จะทำหน้าที่

"วิปัสสนา" ได้ดีกว่าบทเรียน

มันไหลย้อยลงไปจนสบงเปียกชุ่ม

ร้อนผ่าวไปทั้งกายตามประสาคนผิวเข้มที่ดูดซับแสงแดดได้ดีเยี่ยม

วัดนี้หลวงพ่อเฉลิมท่านมีวิสัยทัศน์

ท่านปลูกต้นไม้ไว้จนครึ้ม ทั้งต้นสัก ต้นโศก และอโศก

โยมหลายคนมาเดินชมวัดแล้วก็มักจะถกเถียงกันว่า

ต้นไหน "โศก" ต้นไหน "อโศก"

บ้างก็ว่าถ้าใบย้อยลงนั่นน่ะโศก ถ้าใบตั้งขึ้นนั่นน่ะอโศก

เณรเคนมองดูแล้วก็คิดในใจว่า

จะโศกหรืออโศกก็ไม่เห็นต่างกัน

ตราบใดที่มันยังให้ร่มเงาบังแดดเผาหัวให้เณรได้ในเวลานี้

ลมร้อนวูบหนึ่งพัดมากระทบกาย

เหงื่อที่เปียกชุ่มกลับกลายเป็นความเย็นวาบขึ้นมาทันที

“เออหนอ...” เณรคิด “ในความร้อนยังมีเย็น ในความเปียกยังมีสบาย”

เณรเริ่มเหม่อมองออกไปนอกรั้ววัด

คิดถึงทางเดินของโลกที่แบ่งแยกผู้คนไว้หลากหลาย

บางคนรวยจนล้นเหลือ บางคนอดจนกิ่วลูกตา

บางคนเป็นเจ้าคนนายคน

ส่วนเณรเอง... เป็นลูกชาวนาที่มาบวชเรียนเพื่อหาทางไปต่อในโลกกว้าง

คนเขาบอกว่าบวชเพื่อนิพพาน

แต่สำหรับเณรเคน นิพพานดูจะอยู่ไกลกว่าปากซอยหน้าวัดเสียอีก

เณรบวชมาเพื่อเรียนปริยัติ เพื่อสะสม "ความรู้"

เอาไว้ไปสู้กับโลก ความดับทุกข์สิ้นเชิงอะไรนั่นดูจะเป็นเรื่องของพระเถระรุ่นปู่

ขณะที่เณรกำลังรำพึงถึงสัจธรรมอันเหลื่อมล้ำของโลกอยู่นั้น

เสียงแหบพร่าของหลวงพ่อเฉลิมก็ดังมาจากข้างหลัง

"เณรเคน..."

เณรสะดุ้งสุดตัว รีบหันไปประนมมือ "ครับหลวงพ่อ"

"เห็นนั่งนิ่งๆ นึกว่าเข้าถึงธรรม

ที่ไหนได้... นั่งพิจารณาเรื่องปากท้องอยู่ล่ะสิ?"

หลวงพ่อถามพลางยิ้มที่มุมปาก

"กระผมแค่คิดว่า... นิพพานมันไกลตัวจังครับหลวงพ่อ

ผมแค่บวชเรียนเผื่อวันข้างหน้าจะได้มีวิชาไปทำมาหากิน"

เณรสารภาพตรงๆ ตามสไตล์คนซื่อ

หลวงพ่อเฉลิมมองดูต้นโศกที่ใบย้อยลง

แล้วหันมามองต้นอโศกที่ใบตั้งขึ้น ก่อนจะพูดนิ่งๆ ว่า

"เออ... จะโศก หรือ อโศก มันก็ต้นไม้เหมือนกันนั่นแหละเณร

เหมือนกับคนเรา จะบวชเอานิพพาน

หรือบวชเอาความรู้ มันก็ต้องอาศัยร่มกาสาวพัสตร์เหมือนกัน"

ท่านหยุดนิดหนึ่งก่อนจะทิ้งท้าย

"แต่อย่ามัวแต่นั่งคิดจนเหงื่อท่วมเลย

รีบไปล้างบาตรซะ ความร้อนน่ะมันอยู่ที่แดด

แต่ความโศกน่ะมันอยู่ที่เณรไม่ยอมลุกไปทำงาน!"

เณรเคนสะดุ้งรอบสอง รีบม้วนสบงที่เปียกเหงื่อแล้ววิ่งจีวรบินออกไปทันที

แดดเมษายนยังร้อนเท่าเดิม

แต่ดูเหมือนต้น "อโศก" ต้นนั้น จะทำให้เณรรู้สึก "ไม่โศก" ขึ้นมาเสียดื้อๆ

ลุงเคน


พันธะสีดำแห่งถ้ำเขานกแสก




พันธะสีดำแห่งถ้ำเขานกแสก


เมษายน พ.ศ. 2564...

ท่ามกลางไอร้อนของเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนขวักไขว่

เคน กลับเลือกเดินทางมุ่งหน้าสู่ความสงัด

ของสำนักสงฆ์ถ้ำเขานกแสก อ.บางสะพานน้อย

ที่นั่นไม่มีเสียงเฉลิมฉลอง

มีเพียงเสียงลมพัดผ่านแมกไม้และหลวงปู่น้อย

พระภิกษุชราเพียงรูปเดียวที่พำนักอยู่ใต้เงาเขา

"ไปพักบนศาลาหลังเล็กนั่นเถอะ" หลวงปู่เอ่ยอนุญาต

มันเป็นศาลาปูนก่ออิฐบล็อกสูงเพียงเมตรเดียว

ส่วนครึ่งบนเปิดโล่งให้ลมป่าผ่านเข้าออกได้เต็มที่

พื้นศาลาเอียงกระเท่ไปข้างหนึ่ง เพราะไม่ได้ระดับน้ำ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการพักพิงเพื่อแสวงหาความสงบ 7 วัน

คืนแรก ความเงียบประหลาดมาเยือน...

ในขณะที่เขานั่งอยู่ในกลดกลางดึก ป่าทั้งป่ากลับเงียบกริบ

ไร้เสียงนกกลางคืนหรือเสียงแมลงอย่างที่ควรจะเป็น

ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าคล้ายไฟหน้ารถยนต์ดวงใหญ่และดวงเล็กพุ่งวาบมาจากชายป่าทึบ

มันสว่างจนเห็นยอดไม้ก่อนจะดับวูบลง

วันรุ่งขึ้นเคนพบเพียงกำแพงต้นไม้หนาทึบที่รถยนต์ไม่มีวันเข้าถึง

แสงนั้นจึงกลายเป็นปริศนาแรกที่เขาก็บ่งบอกไม่ได้ว่าคืออะไร

คืนที่สอง ในความฝันที่กึ่งจริงกึ่งลวง

ชายชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินโอบล้อมเข้ามาหาเขา

ชายคนหนึ่งเอ่ยขอน้ำดื่มด้วยท่าทีอิดโรย

เคนตอบกลับไปอย่างมีสติว่า

"ไปขอหลวงปู่เถิด น้ำขวดที่คนถวายมีมาก ส่วนของฉันมีจำกัดต้องใช้ให้ครบเจ็ดวัน"

ชายผู้นั้นพยักหน้ายอมรับก่อนจะเลือนหายไปในความมืด

เช้าวันที่สาม ระหว่างที่พบหลวงปู่ ท่านเอ่ยขึ้นลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

"คนที่มาพักที่นี่ ปกติจะอยู่ได้ไม่เกินสามวันหรอก...

หลายคนโดนหลอกจนต้องหอบกลดหนีกันไปหมด"

เคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจพลันคิดถึงแสงปริศนาและชายในความฝัน

'หรือเราจะโดนหลอกเข้าแล้ว?'

เขาตั้งคำถามกับตัวเอง

แต่เขาก็ไม่ได้บอกเล่าสิ่งที่เจอให้หลวงปู่ฟัง

เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ... เลือกที่จะไม่หนี

คืนวันที่สาม บรรยากาศเริ่มเข้มข้นขึ้น

กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง

ท่ามกลางความเงียบที่เย็นยะเยือก

เคนเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ริมผนังศาลา...

หลวงปู่ดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยสัก ที่มรณภาพไปนานแล้ว

ท่านปรากฏกายให้เห็นเพียงครู่ก่อนจะเลือนหาย

เปลี่ยนเป็นร่างของหญิงสาวรูปร่างผอมสูง

ในชุดผ้าฝ้ายทอหยาบสีดำทั้งชุด

เธอสวมเสื้อทรงกระบอกแขนสั้น

นั่งพับเพียบก้มหน้าเศร้าสร้อย

ราวกับรอคอยบางอย่างมานับศตวรรษ

ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น

ทำให้เขาขนลุกชันไปทั้งกาย

เคนทำได้เพียงรวบรวมสมาธิสวดมนต์

จนกระทั่งเธอกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า

บ่ายวันที่สี่ ระหว่างที่เคนเดินจงกรมอยู่ใต้เงาไม้

จิตของเขาดิ่งลึกเป็นสมาธิ

เขาจึงลองยกจิตขึ้นสู่พระจุฬามณีเจดียสถาน

ในนิมิตนั้นเขาพบว่าตนเองยอยู่ท่ามกลางพระอริยเจ้า

และครูบาอาจารย์มากมายที่นั่งเรียงรายต่อหน้าพระพุทธเจ้า

ในสถานที่อันวิจิตรคล้ายโบสถ์

ทันใดนั้น เขากลับเห็นภิกษุชรารูปหนึ่ง

เดินแหวกทางท่ามกลางหมู่สงฆ์เข้ามานั่งลงอย่างสงบ...

ภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่น้อย

ที่เขากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยนั่นเอง

เย็นวันนั้น

เคนตัดสินใจเล่าสิ่งที่เห็นในสมาธิให้หลวงปู่ฟัง

ท่านรับฟังด้วยรอยยิ้มสงบ

ก่อนจะใช้โอกาสนี้แนะนำการใช้วิชา "มโนมยิทธิ"

หรือการมีฤทธิ์ทางใจอย่างเป็นระบบ

"สิ่งที่เธอเห็นนั่นแหละคือการพิสูจน์"

หลวงปู่อธิบาย "การจะรู้ว่าสิ่งที่พบในจิตนั้นจริงหรือเท็จ

ต้องดูที่ความใสสะอาดของสภาวะจิตในขณะนั้น

หากจิตไม่มีนิวรณ์กั้น นิมิตนั้นก็คือความจริงที่จิตไปสัมผัสมา"

ท่านยังสอนวิธีตรวจสอบสิ่งที่พบในจิต

เพื่อให้เคนใช้ปัญญาแยกแยะระหว่าง

'ภาพหลอน' กับ 'สภาวะธรรม' ได้อย่างชัดเจน

"สิ่งที่เห็นด้วยตา หรือสิ่งที่ปรากฏในจิต"

หลวงปู่อธิบาย "จะรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือเท็จ

ให้ดูที่สภาวะจิตในขณะนั้น

หากจิตส่งออกนอกด้วยความกลัวหรือความอยาก

นิมิตนั้นอาจเป็นเพียงสัญญาหลอกลวง

แต่หากจิตนิ่งเป็นหนึ่ง มีอุเบกขา

และพิสูจน์ได้ด้วยปัญญาว่า

สิ่งนั้นมาเพื่อบอกกล่าวหรืออนุโมทนา นั่นแหละคือของจริง"

การสอนวิธีพิสูจน์จิตในเย็นวันนั้น

ทำให้เคนเริ่มเข้าใจว่า

แสงไฟหรือร่างหญิงสาวที่เขาพบ

อาจไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญหรือภาพหลอน

แต่เป็นการสื่อสารจากมิติที่เขายังไม่เคยได้สัมผัส

วันหนึ่ง

หลวงปู่พาลูกศิษย์รวมถึงเคนเข้าไปในถ้ำลึก

เพื่อเก็บสมุนไพร ระหว่างทางเดินกลับ

มีหินงอกแหลมคมห้อยตัวลงมาต่ำ

ทุกคนก้มหลบอย่างชำนาญ

เคนก็ก้มตาม แต่ทว่า...

เปรี้ยง!

เสียงศีรษะของเขากระแทกเข้ากับหินงอกดังสนั่นก้องไปทั้งถ้ำ

ทุกคนหยุดชะงักด้วยความตกใจ

"เป็นอะไรไหม!" ลูกศิษย์สองคนที่เดินตามมาถามด้วยความเป็นห่วง

เคนเอามือลูบหัวด้วยความมึนงง

แต่กลับไม่มีหยดเลือด ไม่มีแผลแตก

มีเพียงความรู้สึกแปลกประหลาด

ที่เหมือนสถานที่แห่งนี้ได้ "ทักทาย" เขาด้วยแรงมหาศาล

ก่อนเดินทางกลับ

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเกิดอาการสั่นคล้ายถูกประทับทรง

เธอส่ายหัวไปมาอย่างแรงก่อนจะเดินตรงมาหาเคน

แล้วเอ่ยคำที่ปลดล็อกความสงสัยทั้งหมด

"เจ้าถ้ำเขาดีใจมากนะที่ท่านกลับมา... ท่านเคยเป็นสมาชิกของที่นี่"

เคนเดินทางออกจากสำนักสงฆ์ถ้ำเขานกแสกกลับสู่ชีวิตปกติ

แต่ความทรงจำทั้ง 7 วัน ตั้งแต่แสงปริศนาไปจนถึงนิมิตบนพระจุฬามณี

ได้กลายเป็นรอยประทับที่ตอกย้ำว่า...

บนโลกนี้ยังมีมิติที่เรามองไม่เห็น

และบางครั้ง จิตก็พาเรากลับไปยังที่ที่เราเคยอยู่

เพื่อเรียนรู้และสืบต่อพันธะสัญญาแห่งธรรมสืบไป

ลุงเคน