ฝันบอกเหตุ หรือกิเลสบอกทาง ?




 กลางดึกคืนนั้น บรรยากาศรอบกุฏิสงัดเงียบ 

มีเพียงเสียงจิ้กจกจักจั่นร้องระงมเป็นระยะ 

พอให้รู้ว่าโลกภายนอกยังดำเนินไปตามวิถีของมัน 

แต่บนแคร่ไม้กระดาน... 

เณรเคน กลับตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อกาฬที่โทรมกาย 

หัวใจเต้นระทึกผิดจังหวะด้วยความฝันอันพิสดารพันลึกยิ่งนัก

วิสัยของสมณะ... 

ฝันย่อมเป็นเรื่องของจิตนิวรณ์ 

แต่ฝันกึ่งตื่นกึ่งนึกของเณรเคนในค่ำคืนนี้ มันช่างเสมือนจริงจนน่าใจหาย

ในนิมิตนั้น 

เณรเคนพาสังขารไปถึงสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง 

ทว่า... สถานที่นั้น

กลับมิได้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ขี้เหล็กหรือต้นลานตามธรรมชาติ 

หากแต่มีระเบียบบังคับเข้มงวดราวกับกองร้อยทหาร 

หรือไม่ก็ห้องสอบไล่ของกระทรวงศึกษาธิการในพระนคร 

มีการตั้งโต๊ะลงทะเบียน มีการแจกป้ายชื่อติดหน้าอกเสื้อ 

บ่งบอกว่าผู้มาเยือนมิใช่ ‘ผู้แสวงบุญ’ 

หากแต่เป็น ‘หมายเลข’ หนึ่งในระบบระเบียบ

วันแรกของการเดินทาง เณรเคนไปสาย

วิสัยดั้งเดิมที่มักจะผัดวันประกันพรุ่งแก้ไม่หาย

แต่ก็นั่นแหละ บุญญาธิการยังพอมี 

สัญญาณระฆังยังไม่สิ้นเสียง 

เณรจึงแทรกตัวเข้าสู่ระบบได้ทันเวลาอย่างเฉียดฉิว

วันเวลาผ่านไปหลายราตรี 

การปฏิบัติธรรมดำเนินไปตามครรลอง 

เณรเคนนั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง 

จิตสงบลงเป็นลำดับจนคล้ายจะเห็นมรรคผลรำไร 

ทว่า... อนิจจา สังขารมนุษย์

ย่อมพ่ายแพ้ต่อกรรมเก่าและภาระทางโลก 

ก่อนจะถึงวันสุดท้ายอันเป็นวันสำเร็จการศึกษา 

เณรเคนกลับมี ‘กิจธุระจำเป็น’ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ 

จึงต้องกราบลาพระอาจารย์ผู้ควบคุมสำนักออกไปชั่วคราว

ตรงนี้เองที่เป็นจุดหักเหของโชคชะตา...

เมื่อเสร็จกิจทางโลก 

เณรเคนรีบหอบหิ้วสังขารกลับคืนสู่สำนักปฏิบัติธรรมด้วยใจระทึก 

แต่ภาพที่เห็นกลับเปลี่ยนไป 

แผนผังที่นั่งอันเคยเป็นระเบียบถูกจัดสรรใหม่ 

เก้าอี้หรืออาสนะที่เคยครองกลับมีผู้อื่นมาจับจองแทนเสียแล้ว 

เณรเคนเกิดความอาวรณ์ในที่นั่งเดิม 

จึงเข้าไปไต่ถามอุบาสกผู้ดูแลสำนักด้วยกิริยาอันนอบน้อม

“ท่านผู้เจริญ ที่นั่งเดิมของอาตมาหายไปไหนเสียแล้วเล่า?”

ผู้ดูแลเหลียวมามองด้วยสายตาเรียบเฉย 

ก่อนจะโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก 

“ท่านมาทีหลัง คนอื่นเขาก็นั่งแทนไปแล้ว... 

เอาเถอะ เห็นแก่ความพยายาม 

ท่านก็ไปนั่งแทนที่คนอื่นตรงโน้นก็แล้วกัน ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ”

เณรเคนจำใจไปนั่ง ‘เสียบ’ แทนที่ผู้อื่น 

จิตใจที่เคยสงบระงับกลับเริ่มสั่นคลอนด้วยความรู้สึก 

‘แปลกแยก’ และ ‘ผิดที่ผิดทาง’

และแล้ว... ฉากสุดท้ายของความฝันก็มาถึง

เมื่อเสียงประกาศผลสอบไล่ดังขึ้น 

ชื่อของเณรเคนถูกประกาศออกมาพร้อมคำวินิจฉัยสั้นๆ 

ทว่าบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ... “สอบตก!”

เณรเคนสะดุ้งตื่น คลำดูหน้าอก... 

ไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีเลขหมาย 

มีเพียงจีวรผืนเดิมที่คุ้นเคย ทว่าในใจกลับว้าวุ่นเป็นที่สุด 

จิตที่เคยคิดว่าฝึกมาดีแล้วกลับแกว่งไกวราวกับยอดไม้ต้องลมพายุ

“สอบตกงั้นหรือ?... มันหมายความว่าอย่างไรกัน?” 

เณรเคนครุ่นคิดพลางทอดสายตาออกไปในความมืด

หากวิเคราะห์ตามหลักนักเลงหนังสือเก่า... 

การที่ฝันว่า ‘ไปสาย’ ย่อมแสดงว่ากิเลสยังมีมากกว่าธรรมะ 

ความเพียรยังหย่อนยาน 

การ ‘ลาไปกลางคัน’ ย่อมสะท้อนว่าจิตยังพะวงอยู่กับโลกีย์สุข 

ไม่อาจตัดขาดจากลาภยศสรรเสริญได้จริง 

และการที่ ‘นั่งแทนที่ผู้อื่น’ ย่อมเป็นอุทาหรณ์ว่า 

ในโลกแห่งความเป็นจริง... 

ไม่มีใครแทนนิมิตธรรมของใครได้ บุญใครบุญมัน 

ความดีงามไม่อาจชุบมือเปิบหรือสวมรอยเอาจากคนอื่น

ที่สำคัญที่สุด... คำว่า ‘สอบตก’ ในสำนักปฏิบัติธรรม 

อาจมิได้หมายความว่าข้อสอบยากเกินไป 

หากแต่หมายความว่า 

เณรเคนกำลัง ‘สอบตก’ ในวิชาใจของตนเอง

วิชาที่ว่าด้วยการปล่อยวาง 

และการไม่ยึดมั่นถือมั่นใน ‘ตัวตน’ และ ‘ที่นั่ง’ ของตนเองนั่นเอง

คืนนั้น... เณรเคนไม่ได้หลับต่อ 

ได้แต่นั่งนับลูกประคำด้วยจิตที่ยังไม่เป็นสมาธิ

พลางคิดในใจว่า วันพรุ่งนี้... คงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกที... 

หลวงตาเคยกล่าวว่า มนุษย์เราก็เท่านี้ สอบตกวันนี้ 

วันหน้าก็คงสอบใหม่ได้... ถ้าไม่ถอดใจไปสึกเสียก่อน!



ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น