เมื่อพระเกศโมลีกลายเป็นทองเหลือง



หลังฝนซา กลิ่นดินชื้นลอยคลุ้งไปทั่วลานวัด

ต้นโพธิ์หน้าศาลาเหมือนจะเขียวขึ้นกว่าทุกวัน

หยดน้ำค้างเกาะปลายใบสั่นระริกเหมือนยังไม่อยากตก

เณรเคนเดินช้า ๆ ออกจากกุฏิ 

หลังนั่งกรรมฐานยาวกว่าปกติ

ใจนิ่ง…แต่หูยังได้ยินเสียงโลก

เสียงโลกวันนี้ ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงนก

แต่เป็นเสียงข่าว

ข่าวที่ว่ามีคนคิดจะถอด “พระเกศโมลีทองคำ”

ไปขาย เพื่อซื้อที่ถวายวัด

ฟังดูเหมือนบุญใหญ่

แต่พอไปถึงร้านทอง กลับกลายเป็นทองเหลือง

เรื่องนี้ทำให้เณรเคนยิ้มมุมปาก

ไม่ใช่ยิ้มขำคน

แต่ยิ้มขำกิเลส

หลวงตาเคยพูดไว้ว่า

“ของบางอย่าง…ไม่ได้ปลอมที่เนื้อโลหะ

แต่มันปลอมตั้งแต่เจตนา”

พระเกศนั้น ถูกเก็บไว้ในห้องอย่างดี

จะเอาออกมาประดับเศียรพระก็เฉพาะวันมีงาน

เณรเคนนึกถึงคำหลวงตาอีกครั้ง

“คนบางคน เอาพระพุทธเจ้าออกมาใช้เฉพาะวันที่ต้องการโชว์ศรัทธา

แต่วันที่ต้องใช้ธรรมะ กลับเก็บท่านใส่ตู้”

พระเกศโมลี กลายเป็นเหมือนทองในงานแต่งงานชาวบ้าน

มีไว้ให้คนเห็นว่า “ฉันก็มี”

ต่างกันแค่ว่า…

อันหนึ่งประดับคน

อีกอันประดับพระ

แต่เจตนาเดียวกัน

กลัวขโมย

กลัวหาย

กลัวคนไม่เห็นค่า

ทั้งที่ของถวายเป็นพุทธบูชา

เขาถวายเพราะอยาก “ให้พ้นจากความเป็นเจ้าของ”

แต่คนรุ่นหลัง กลับ “ยึดให้แน่นกว่าเดิม”

หลวงตาเคยหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกเณรเคนว่า

“เวลาคนถวายของให้พระพุทธเจ้า

เขาปล่อยวาง

แต่เวลาพระรับไว้

กลับยึดแทนโยม”

เณรเคนยืนมองพระประธานในโบสถ์

เศียรพระว่างเปล่า

ว่าง…แต่ดูสง่างามกว่าทุกวันที่ประดับเกศโมลี

เพราะวันนี้ไม่มีอะไร “ห้อยความอยาก” ไว้บนพระเศียร

ลมพัดผ่านหน้าต่างโบสถ์เข้ามาเย็น ๆ

เณรเคนนึกถึงคำหนึ่งของหลวงตาที่ฝังใจ

“คนที่คิดจะเอาของบนหัวพระไปขาย

ไม่ได้กำลังซื้อที่ดินให้วัด

แต่กำลังขายศรัทธาเพื่อซื้อความดีให้ตัวเอง”

บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก

เป็นเพียงโลหะชิ้นหนึ่ง

แต่หลวงตาสอนว่า

“ของบางอย่าง ราคาไม่อยู่ที่ตลาดทอง

แต่อยู่ที่ตลาดกรรม”

ทองคำหรือทองเหลือง ไม่สำคัญเท่า

ใจที่คิดจะถอดพระพุทธเจ้าออกจากที่ของท่าน

เพื่อเอาไปแลกกับที่ดิน

เณรเคนถอนหายใจเบา ๆ

ลูกที่ขายเนื้อพ่อเพื่อหากิน

จะเรียกว่ากตัญญูหรือไม่…ไม่ต้องตอบ

กรรมจะตอบเอง

และเณรเคนก็เผลอพึมพำคำของอาจารย์ยอดออกมาโดยไม่รู้ตัว

“แรงใดในโลก เสมอด้วยแรงกรรมไม่มี”


ลุงเคน