เด็กเก็บเศษอาหารโต๊ะจีน

 เย็นวันนั้น แสงตะวันรอนๆ

กำลังจะลับขอบฟ้าหลังคาตึกแถว

ไอ้เก้าเพิ่งเดินเตะฝุ่นกลับจากโรงเรียนมาถึงหน้าบ้าน

เสียงแม่แว่วมาจากข้างในครัว "ไอ้เก้า... เย็นนี้สมาคมจีนเขามีงานแต่งนะ"

แค่นั้นแหละ

ข่าวก็แพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในหมู่พวกเด็กแสบละแวกนั้น

เราไม่ได้ยินดีปรีดากับการไปร่วมเป็นสักขีพยาน

ในความรักของบ่าวสาวหรอกครับ

แต่เรายินดีกับ "ของเหลือ" บนโต๊ะจีนต่างหาก

งานแต่งสมาคมจีนยุคนั้น

อาหารการกินเขาจัดเต็ม โต๊ะจีนสิบที่นั่ง

อาหารวางเรียงรายจนล้นโต๊ะ

แขกเหรื่อกินกันไม่หมดหรอก

มันเป็นจารีตกลายๆ ว่าต้องเหลือไว้บ้างเพื่อความโก้หรู

แต่ไอ้ความเหลือเหล่านั้นแหละ คือสวรรค์ชั้นดีของพวกเรา

หัวค่ำ ไอ้ขวัญเพื่อนซี้ก็มาตะโกนเรียกหน้าบ้าน

"เฮ้ยไอ้เก้า! ไปเว้ย ไปจัดโต๊ะจีนกัน!"

เก้าสวนกลับไป "จะรีบไปไหนวะ แขกยังไม่ทันได้นั่งเลย"

"เออหน่า ไปเล่นรอแถวนั้นแหละ"

พวกเด็กก็ไปเล่นซนกันจนเหงื่อซก

แอบชะเง้อคอมองแขกที่เริ่มทยอยนั่งประจำโต๊ะ

กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาเตะจมูกน้ำลายสอ

เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเด็กหิวโซ

พอเริ่มเห็นแขกบางโต๊ะลุกจากเก้าอี้

ทีมงานเก็บจานเริ่มเดินสายปฏิบัติการ

นี่แหละสัญญาณนกหวีดเริ่มเกม!

พวกเด็กกรูกันเข้าไปเหมือนฝูงมดรุมตอมซาก

อาหารที่เหลือพร่องไปไม่เท่าไหร่

ก็โดนกวาดลงถุงพลาสติกที่เตรียมมา

บางครั้งถุงที่เตรียมมาก็ไม่พอ ก็ต้องอาศัยเทรวมๆ กันไป

ยิ่งผสมกันนัวเนียยิ่งอร่อย

ขาหมูเอย ผัดหมี่เอย รวมกันอยู่ในถุงเดียว

แม้แต่น้ำอัดลมหลากสีที่แขกเหลือทิ้งไว้ในแก้ว

เราก็เทรวมเข้าด้วยกัน หวานแหว่งปนเปกันไป

กลับไปถึงบ้านให้แม่อุ่นร้อนหน่อย

อร่อยเหาะอย่าบอกใครเชียว

นั่นคือวิถีของความจน

หรือจะเรียกว่าความขาดแคลนก็ตามแต่จะเอ่ยนาม

มันเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตต้องดิ้นรน เพื่อให้อิ่มท้องไปมื้อหนึ่ง

วันเวลาผ่านไปจนป่านนี้

ภาพจำเหล่านั้นก็ยังไม่จางหาย

บางครั้งเวลาไปงานเลี้ยงโต๊ะจีน

เห็นเงาวูบวาบของเด็กๆ แอบโผล่มาแถวขอบโต๊ะ

ก็นึกถึงอดีต อดไม่ได้ที่จะคอยตักอาหารที่เหลือแยกใส่กล่องไว้ให้พวกแก

สำหรับแขกเหรื่อเหล่านั้น

มันอาจเป็นเพียงเศษอาหารที่ต้องทิ้งลงถัง

แต่สำหรับบางชีวิต...

มันคืออาหารวิเศษที่ช่วยประทังความหิวให้ผ่านไปได้อีกคืนหนึ่ง


ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น