ฝันวันที่ 30 - 11 -2558

ฝันได้ยินเสียงท่านบอกว่า เธอมีหูร้องไห้  ต้องตายเร็วหน่อย  ในฝันบอกท่านว่า  ขอเวลาทำบุญอีกนิดนึงได้หรือไม่ครับ

ฝันวันที่ 3-10-2558

     ในฝันเห็นว่าพระอาจารย์กำลังติดตั้งกรอบรูปที่ผนัง หรือเสาไม่แน่ใจนัก  พระอาจารย์ขยับกรอบรูปอยู่พักหนึ่งแต่ไม่สามารถติดตั้งให้ลงตัวได้  ข้าพเจ้าได้ขออนุญาตติดบ้าง  โดยข้าพเจ้าได้ลดระดับกรอบรูปลงมาเล็กน้อย  กรอบรูปก็สามารถสอดเข้าสลักได้ลงตัว  ในใจก็คิดว่าจะคอยรายงานผลให้พระอาจารย์ทราบ  ความรู้สึกว่าพอเห็นพระอาจารย์เดินมา  ก็หลีกไปก่อนโดยไม่ได้รายงานผล  
อาจพยากรณ์ความฝันได้ว่า การปฏิบัติธรรมะในช่วงแรก ๆ อาจมีอาการขลุกขลักอยู่บ้าง แต่เมื่อมีการปฎิบัติต่อเนื่องโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค  ก็จะประสบความสำเร็จ

ฝันวันที่ 30-9-2558

ประมาณเวลา 05.00 น. ของวันที่ 30 - 9 - 2558  ฝันว่า

ได้ขับรถเบนซ์สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน 1836 กรุงเทพมหานคร ของ MD ไปไหนไม่ทราบได้  ความรู้สึกบอกว่าเบนซ์มันขับนิ่ม แรง ดีจริง ผู้โดยสารในรถประกอบด้วย MD , คุณเก่ง คนขับรถ MD , ภรรยาข้าพเจ้า และข้าพเจ้าผู้ขับ

คาถาบารมี 30 ทัศ


  อิติปาระมิตาตึงสา อิติสัพพัญญุมาคะตา อิติโพธิมะนุปปัตโต อิติปิโสจะเตนะโม ฯ
 

         พระคาถาบารมีพระพุทธเจ้าทั้ง ๓๐ ทัศนี้ มีอุปเทห์วิธีใช้ไห้แทบทุกประการ
เสกแป้งหอมน้ำมันหอมทาเป็นเสนห์เมตตา

เสกข้าวกิน เสกหมากกิน อยู่คงแก่อาวุธทุกประการ แม้นศัตรูมันไล่เรามาให้ภาวนาไว้เถิด ตามมามิทันเลย

ถ้าจะออกจากบ้านไปสถานที่ใด ๆ ให้ภาวนาคาถานี้ ๗ คาบ เสียก่อน แล้วจึงไปเถิด ศัตรูเห็นหน้าเรา ให้บังเกิดความครั่นคร้าม สรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดจนภูตผีปีศาจ มันเห็นเราเข้าบังเกิดความสะดุ้งตกใจ อยู่มิได้หลบหนีไปสิ้นแล

ถ้าจะลองสตรีภาพ ให้เสกขี้ผึ้งติดชายผ้า รักเรานักอยู่มิได้เลยให้เสกน้ำมนต์อาบเป็นที่เมตตาแก่เจ้านายท้าวพระยาทั้งหลาย

ถ้าจะทำให้เป็นมหาละลวย ให้เอากะโหลกหัวผีตรงหน้าผากมัน ลงด้วยพระคาถานี้ แล้วผูกติดไว้ที่เอว อยู่คงนัก ฟันแทงมิได้เข้าเลย ไปที่ใด ๆ เป็นมหาจังงังแล

ให้เสกด้ายพรหมจารี ๗ เส้น จับเป็นมงคลสรวมหัว ตีมิแตกฟันมิเข้า ถึงจะยิงมาเป็นห่าฝน ก็มิถูกแล กันกระทำย่ำยีได้สารพัด ทำมามิถูกเลย แม้จะกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ก็ไม่ถูกต้อง กลับไปถูกเจ้าของผู้กระทำเองแล

ให้เขียนพระคาถานี้ลงใส่ในแผ่นโลหะก็ได้แช่น้ำอาบ เป็นสวัสดิโสภาคย์เป็นเสนห์แก่ชนทั้งหลาย

ใช้ปลุกเสกเครื่องลางสารพัดมีฤทธิ์แล

เสกของให้คนใจแข็งกิน คล้ายทิฏฐิอ่อนสิ้นแล

อุปเทห์ท่วมหลังช้างให้หาเอาเถิด

แม้นเข้าที่อับจนให้ยึดพระคาถานี้ไว้ หลุดรอดปลอดภัยแล

พระคาถาบทนี้ สำหรับเสกตระกรุดมหารูดซึ่งตะกรุดดอกนี้ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ได้ทรงคาดออกชนช้างกับสมเด็จพระมหาอุปราชา ฯ

ที่มา : http://www.mhodoo.com/khata_view.php?id=18

โอ...หนอชีวิต


เช้าวันอาทิตย์... 

วันที่กรุงเทพมหานครควรจะสงบเงียบลงบ้าง

หลังจากเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาถ้วนเจ็ดวัน 

แต่เอาเข้าจริง มันก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา 

ลุงเคนพาเรือนกายอันผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอประมาณ 

ดั้นด้นไปแถวบ้านหม้อ

ย่านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของตะกั่วบัดกรี

และเศษอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กชิ้นน้อย 

ชิ้นส่วนกระจุกกระจิกที่คนเมืองหลวง

ใช้เยียวยาเครื่องยนต์กลไกให้มันขับเคลื่อนต่อไปได้

เมื่อได้ของครบตามประสงค์ 

ลุงเคนก็พาตัวเองมาหย่อนก้นลงบนเบาะรถเมล์สาย 47 

จากริมคลองหลอด ละเลียดบรรยากาศมาจนถึงสนามหลวง 

ก่อนจะโยกย้ายสังขารไปต่อรถเมล์สาย 64 

สายนครบาลที่วิ่งระหว่างศาลายา-สนามหลวง 

รถคันนี้จอดนิ่งรอผู้โดยสารอยู่ข้างสนามหลวง 

ตรงข้ามหน้าศาลยุติธรรม

สถานที่ซึ่งมนุษย์แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อชำระความถูกผิด

ทว่าไม่อาจชำระความทุกข์ในใจใครได้

รถเมล์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า 

เชื่องช้าเสียจนดูคล้ายมันกำลังทอดถอนใจ

ให้กับสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างวินาศสันตะโร 

ยิ่งเมื่อเข้าใกล้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่โตมโหฬาร 

ย่านที่ความศิวิไลซ์ตะโกนใส่หน้าผู้คนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

รถก็แทบจะหยุดนิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวถนน

ทว่า... 

ในความนิ่งสนิทของล้อรถ 

สายตาของลุงเคนกลับทอดมองผ่านกระจกหน้าต่าง

ออกไปสะดุดเข้ากับภาพชีวิตฉากหนึ่ง

ใต้ต้นประดู่ริมทางเท้า 

ชายชราในชุดพนักงานเก็บขยะของกรุงเทพมหานคร

สีเขียวสะท้อนแสงที่ดูหม่นหมองด้วยคราบฝุ่นไคล

กำลังนั่งพักผ่อนเพื่อคลายความเมื่อยล้า 

แกนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นที่ไร้ชีวิต 

สายตาของแกเหม่อมองออกไปยังคลื่นมนุษย์

ที่เดินสวนกันขวักไขว่ไปมาบนทางเท้า 

จอแจ รวดเร็ว และไร้จุดหมายร่วมกัน

ในห้วงคำนึงของชายชราผู้นั้น 

ยากที่ใครจะคาดเดา... 

แกอาจกำลังคิดถึงข้าวสวยร้อน ๆ 

น้ำพริกถ้วยเก่า 

หรืออาจกำลังไม่ได้คิดถึงสิ่งใดเลย

นอกจากความว่างเปล่าที่มาพร้อมกับความเหนื่อยล้า

แต่ในห้วงคำนึงของลุงเคนผู้เฝ้ามอง 

ฉากชีวิตตรงหน้ามันช่างเป็นนาฏกรรมที่ย้อนแย้งยิ่งนัก

ตรงนั้น... ถัดไปไม่กี่ก้าว 

ในตัวตึกติดแอร์อันหรูหรา 

บรรดาหนุ่มสาวชาวกรุงกำลังดิ้นรนกระเสือกกระสน 

ไขว่คว้าหา 'ความสุขสำเร็จรูป' 

ที่ระบบทุนนิยมประเคนให้ 

พวกเขาอยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด

ที่จะตกรุ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 

อยากได้รถยนต์คันใหม่

ที่จะพาพวกเขาไปติดอยู่บนถนนสายเดิม 

อยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ใส่ไม่กี่ครั้งก็เบื่อ 

หรือแม้กระทั่งยอมสละทรัพย์

เพื่อสถานบำรุงผิวพรรณที่จะเนรมิต

ความสวยใสให้ภายในวันเดียว

ความสวยงามอันฉาบฉวยที่พร้อมจะเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา

แต่ตรงนี้... 

ชายชราในชุดสีเขียวตองอ่อนกลับหยุดนิ่ง 

แกหยุดการดิ้นรนกระเสือกกระสน

เพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนเหล่านั้นแล้ว

ลุงเคนทอดถอนใจพลางคิด... 

ในอดีตอันไกลโพ้น 

ชายชราคนนี้ก็คงจะเคยเป็นหนุ่มกระทงที่เคยดิ้นรน 

เคยเหงื่อโทรมกายเพื่อไขว่คว้าหาความฝัน

เหมือนหนุ่มสาวพวกนั้นแน่ ๆ 

ทว่าบัดนี้ 

วันเวลาชราภาพได้ให้บทเรียนราคาแพงแก่แกว่า 

สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 

มันก็เหมือนควันไฟ... ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

โอ้หนอ... มนุษย์เมืองหลวง 

กว่าเราจะตระหนักรู้และหยุดดิ้นรน เ

เพื่อสิ่งที่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลยนั้น... 

เราก็ต้องยอมเหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาด 

และเรี่ยวแรงเร่าร้อนในวัยหนุ่มสาว

ก็มลายหายไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว.

รถเมล์สาย 64 กระตุกตัวอีกครั้ง 

เครื่องยนต์ครางกระหึ่มพลางเคลื่อนจากไป 

ภาพชายชราใต้ต้นประดู่ค่อย ๆ 

เลื่อนหายไปจากสายตา 

เหลือทิ้งไว้เพียงคำถามตัวโต ๆ ในใจของลุงเคน...

ว่าเรากำลังดิ้นรนไปเพื่ออะไรกันแน่ 

ในเมืองหลวงที่สับสนอลหม่านแห่งนี้

ลุงเคน