เรื่องราว และข้อมูลที่เก็บไว้ ณ ที่นี้ เป็นของที่เก็บมาจากที่ต่าง ๆ ทั้งมีที่มาและหาที่มาไม่ได้หากท่านผ่านทางเข้ามาอ่าน หากไม่ชอบใจต้องขออภัย The stories and information collected here are collected from various sources, both originated and unrecognizable. If you pass by, read through If you don't like it, sorry.
พล่าปลาสลิด
เครื่องปรุง
ปลาสลิดแห้ง 2 - 3 ตัว
ตะไคร้อ่อนซอย 1 ต้น
หอมแดงซอย 1-2 หัว
พริกขี้หนูซอย 5 - 6 เม็ด
กระเทียมหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่งหั่นเป็นท่อน ๆ 1 ต้น
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่เด็ดใบไว้โรยหน้า
ใบผักกาดหอมสำหรับรองจาน
วิธีทำ
นำปลาสลิดล้างฝุ่นล้างเค็มออกเสียหน่อย แล้วนำมาย่างไฟอ่อน ๆ จนสุกทั้งสองด้าน แกะเอาแต่เนื้อแล้วจัดใส่จานที่รองด้วยใบผักกาดหอมรอไว้ พักไว้ก่อน จากนั้นก็มาทำน้ำยำ โดยนำตะไคร้ซอยบาง ๆ หอมแดงซอย พริกขี้หนู กระเทียม ผักชีฝรั่ง มาคลุกรวมกับน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว จนน้ำตาลละลายส่วนผสมเข้ากันดี ชิมรสตามชอบใจแต่ควรให้ออกรสจัดซะหน่อย นำไปราดบนปลาสลิดที่เราเตรียมไว้ตอนแรก สุดท้ายโรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ให้สวยงาม ก็เป็นอันเรียบร้อย
ที่มา:คอลัมน์อาทิตย์ละมื้อ โดย กระวาน กานพลู มติชนสุดสัปดาห์
ภาพโต๊ะจีนในความหลัง
ภาพโต๊ะจีนในความหลัง
โดย เคน
วันนี้ข้าพเจ้าไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนในงานแต่งงานเพื่อน ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ใหญ่ และเด็กกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 กว่าคน ยืนรอคอยอะไรสักอย่างอยู่รอบ ๆ บริเวณที่จัดเลี้ยง ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อยังเป็นเด็ก ที่ต้องไปคอยรอเก็บเศษอาหารที่เหลือจากแขก ไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนทีไรอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ บางทีก็กินอะไรไม่ลง อยากจะเหลืออาหารเอาไว้บนโต๊ะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมัน อาหารที่เหลืออาจไม่มีความสำคัญสำหรับคนมีเงิน แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะกินอิ่มนอนอุ่นมันสำคัญมาก มันหมายถึงความอยู่รอดของชีวิต เมื่อท้องอิ่มแล้วชีวิตก็มีความสุข
ย้อนหลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ข้าพเจ้าเป็นเด็กหน้าตามอมแมม ใส่กางเกงขาดกระรุ่งกระริ่ง เสื้อยืดผุ ๆ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่เสื้อ จำได้ว่าเสื้อนักเรียนมีอยู่ 2 ชุด ใส่สลับกันไป เมื่อใส่แล้วตกเย็นต้องกลับมาซัก ที่โรงเรียนเมื่อมีเสื้อผ้ามาแจกนักเรียนยากจนทีไรจะมีชื่อข้าพเจ้าไปรับทุกครั้ง เนื่องจากทางบ้านยากจน แม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ พ่อเป็นภารโรงที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่อยู่อาศัยเป็นกระต๊อบสังกะสีเก่าคร่ำคร่า เป็นที่ซุกหัวนอน ข้าพเจ้าเรียกมันว่า “บ้าน” อยู่ในชุมชนสลัมแห่งหนึ่งของจังหวัด ใกล้บ้านจะมีโรงงิ้ว ซึ่งเป็นของสมาคมจีน สำหรับจัดงานต่าง ๆ ของชุมชนชาวจีนในจังหวัด ณ สถานที่แห่งนี้ มักจะมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นประจำ อาของข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างร้านอาหารซึ่งจะต้องไปทำอาหารโต๊ะจีนอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน อาก็จะมาบอกพวกเรา ให้ไปรอคอยเก็บเศษอาหารภายในงานเลี้ยง
งานจะเริ่มจะเสร็จกี่โมงไม่เคยรู้ เรียนมาตั้งแต่ ป.1 จนจบ ป.6 ยังอ่านเข็มนาฬิกาไม่เป็นเลย ประมาณว่าไม่เคยมีนาฬิกาใช้นั่นเอง ตอนเรียนอยู่ ป.5 จำได้ว่าครูก็สอน แต่ไม่เข้าใจ รู้เพียงแต่ว่าวันไหนถ้ามีงานเลี้ยงโต๊ะจีน จะไปรอกันตั้งแต่ตะวันตกดิน ไปถึงบริเวณงานก็พากันวิ่งเล่นตามประสาเด็ก จนเหนื่อยจึงไปยืนคอยใกล้ ๆ บริเวณงานรอเวลาแขกกลับ จะได้เข้าไปเก็บเศษอาหาร ก่อนที่โต๊ะจีนจะเก็บโต๊ะ วิธีสังเกตดูว่าแขกจะกลับเมื่อไหร่ก็ง่าย ๆ หากพวกที่มาเก็บเศษอาหารเหมือนกันไปยืนรอกันรอบ ๆ บริเวณงานเมื่อไรแสดงว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว
เวลาเก็บเศษอาหาร ถ้าเป็นอาหารแห้งประเภทของทอดจะใส่ถุงเดียวกัน ถ้าอาหารมีน้ำจะใส่แยกถุง ส่วนถ้าเป็นของหวานจะใส่รวม ๆ กันไป เก็บแม้กระทั้งน้ำอัดลม
ตอนเป็นเด็กโอกาสที่จะได้กินน้ำอัดลมก็ตอนไปเก็บเศษอาหารจากโต๊ะจีนนี่แหละ จำได้ว่าที่บ้านไม่เคยซื้อน้ำอัดลมมากินเลย ไม่ใช่ไม่อยากกินหรอก แต่เพราะไม่มีเงินนั่นเอง สมัยนั้น ใครได้กินน้ำอัดลมฐานะจะค่อนข้างดี
เมื่อได้เศษอาหารเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพากันกลับบ้านด้วยความดีใจ เด็กแต่ละคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางมีความสุขกันทุกคน พอกลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็จะเอาขนมให้น้องอีกสองคนที่ไม่ได้ไปกิน ส่วนอาหารก็จะแยกใส่จานแล้วให้แม่อุ่นเก็บไว้กินตอนเช้า เมื่อถึงตอนเช้า พวกเราพี่น้องก็จะมีอาหารหรูเริ่ดกินกัน บางครั้งเป็นอาหาร 3 – 4 อย่างผสมกัน ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่พวกเรากินแล้วก็อร่อย ดีกว่ากินน้ำพริกผักต้มที่แม่ทำให้กินทุกวัน
อาหารที่เรากินกันดูเหมือนอาหารที่พระสายปฏิบัติฉัน คือ เทอาหารรวม ๆ กัน แล้วจึงฉัน รสชาดคงไม่ได้ดีกว่าอาหารหมูเท่าไหร่ แต่พวกเราได้กินแล้วก็มีมีความสุข มีชีวิตรอดกันไปอีกวันหนึ่ง
ขอบคุณเศษอาหารโต๊ะจีน และสมาคมจีนสุโขทัย
โดย เคน
วันนี้ข้าพเจ้าไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนในงานแต่งงานเพื่อน ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ใหญ่ และเด็กกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 กว่าคน ยืนรอคอยอะไรสักอย่างอยู่รอบ ๆ บริเวณที่จัดเลี้ยง ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อยังเป็นเด็ก ที่ต้องไปคอยรอเก็บเศษอาหารที่เหลือจากแขก ไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนทีไรอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ บางทีก็กินอะไรไม่ลง อยากจะเหลืออาหารเอาไว้บนโต๊ะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมัน อาหารที่เหลืออาจไม่มีความสำคัญสำหรับคนมีเงิน แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะกินอิ่มนอนอุ่นมันสำคัญมาก มันหมายถึงความอยู่รอดของชีวิต เมื่อท้องอิ่มแล้วชีวิตก็มีความสุข
ย้อนหลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ข้าพเจ้าเป็นเด็กหน้าตามอมแมม ใส่กางเกงขาดกระรุ่งกระริ่ง เสื้อยืดผุ ๆ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่เสื้อ จำได้ว่าเสื้อนักเรียนมีอยู่ 2 ชุด ใส่สลับกันไป เมื่อใส่แล้วตกเย็นต้องกลับมาซัก ที่โรงเรียนเมื่อมีเสื้อผ้ามาแจกนักเรียนยากจนทีไรจะมีชื่อข้าพเจ้าไปรับทุกครั้ง เนื่องจากทางบ้านยากจน แม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ พ่อเป็นภารโรงที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่อยู่อาศัยเป็นกระต๊อบสังกะสีเก่าคร่ำคร่า เป็นที่ซุกหัวนอน ข้าพเจ้าเรียกมันว่า “บ้าน” อยู่ในชุมชนสลัมแห่งหนึ่งของจังหวัด ใกล้บ้านจะมีโรงงิ้ว ซึ่งเป็นของสมาคมจีน สำหรับจัดงานต่าง ๆ ของชุมชนชาวจีนในจังหวัด ณ สถานที่แห่งนี้ มักจะมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นประจำ อาของข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างร้านอาหารซึ่งจะต้องไปทำอาหารโต๊ะจีนอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน อาก็จะมาบอกพวกเรา ให้ไปรอคอยเก็บเศษอาหารภายในงานเลี้ยง
งานจะเริ่มจะเสร็จกี่โมงไม่เคยรู้ เรียนมาตั้งแต่ ป.1 จนจบ ป.6 ยังอ่านเข็มนาฬิกาไม่เป็นเลย ประมาณว่าไม่เคยมีนาฬิกาใช้นั่นเอง ตอนเรียนอยู่ ป.5 จำได้ว่าครูก็สอน แต่ไม่เข้าใจ รู้เพียงแต่ว่าวันไหนถ้ามีงานเลี้ยงโต๊ะจีน จะไปรอกันตั้งแต่ตะวันตกดิน ไปถึงบริเวณงานก็พากันวิ่งเล่นตามประสาเด็ก จนเหนื่อยจึงไปยืนคอยใกล้ ๆ บริเวณงานรอเวลาแขกกลับ จะได้เข้าไปเก็บเศษอาหาร ก่อนที่โต๊ะจีนจะเก็บโต๊ะ วิธีสังเกตดูว่าแขกจะกลับเมื่อไหร่ก็ง่าย ๆ หากพวกที่มาเก็บเศษอาหารเหมือนกันไปยืนรอกันรอบ ๆ บริเวณงานเมื่อไรแสดงว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว
เวลาเก็บเศษอาหาร ถ้าเป็นอาหารแห้งประเภทของทอดจะใส่ถุงเดียวกัน ถ้าอาหารมีน้ำจะใส่แยกถุง ส่วนถ้าเป็นของหวานจะใส่รวม ๆ กันไป เก็บแม้กระทั้งน้ำอัดลม
ตอนเป็นเด็กโอกาสที่จะได้กินน้ำอัดลมก็ตอนไปเก็บเศษอาหารจากโต๊ะจีนนี่แหละ จำได้ว่าที่บ้านไม่เคยซื้อน้ำอัดลมมากินเลย ไม่ใช่ไม่อยากกินหรอก แต่เพราะไม่มีเงินนั่นเอง สมัยนั้น ใครได้กินน้ำอัดลมฐานะจะค่อนข้างดี
เมื่อได้เศษอาหารเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพากันกลับบ้านด้วยความดีใจ เด็กแต่ละคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางมีความสุขกันทุกคน พอกลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็จะเอาขนมให้น้องอีกสองคนที่ไม่ได้ไปกิน ส่วนอาหารก็จะแยกใส่จานแล้วให้แม่อุ่นเก็บไว้กินตอนเช้า เมื่อถึงตอนเช้า พวกเราพี่น้องก็จะมีอาหารหรูเริ่ดกินกัน บางครั้งเป็นอาหาร 3 – 4 อย่างผสมกัน ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่พวกเรากินแล้วก็อร่อย ดีกว่ากินน้ำพริกผักต้มที่แม่ทำให้กินทุกวัน
อาหารที่เรากินกันดูเหมือนอาหารที่พระสายปฏิบัติฉัน คือ เทอาหารรวม ๆ กัน แล้วจึงฉัน รสชาดคงไม่ได้ดีกว่าอาหารหมูเท่าไหร่ แต่พวกเราได้กินแล้วก็มีมีความสุข มีชีวิตรอดกันไปอีกวันหนึ่ง
ขอบคุณเศษอาหารโต๊ะจีน และสมาคมจีนสุโขทัย
วิธีการจัดเป้สำหรับเดินป่า และยามฉุกเฉิน
เรื่องโดย หญิงเหล็ก
ก่อนอื่น เราควรจะคิดถึงสิ่งที่ควรจะเอาใส่เป้ไปด้วยเวลาไปเดินป่า ว่าควรจะมีอะไรไป บ้าง ซึ่งของใช้จำเป็นในการเดินป่าทุกครั้ง พอจะแบ่งออกได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้
- ถุงนอน
- เต็นท์หรือเปล
- เสื้อผ้า (ปกติเวลาเดินอยู่ในป่าเรามักจะต้องการแค่ชุดที่ใส่ตอนนอนอีกเพียงชุดเดียว ส่วนตอน กลางวันที่เดินป่าก็มักจะใส่ชุดเดิม แต่สำหรับบางคนที่ทนกลิ่นตัวเองไม่ไหว อาจจะเอาเสื้อผ้า สำรองเข้าไปเปลี่ยนในแต่ละวันด้วยก็ได้
– นอกจากนี้ ควรจะเตรียมชุดต่างหากอีกชุดเอาไว้ใส่ ในวันกลับ)
- อาหาร อุปกรณ์ทำครัว และเชื้อเพลิง
- ของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว ผ้าถุง ผ้าขาวม้า และยาแก้แพ้ต่างๆ
- ของใช้อื่นๆ เช่น ไฟฉาย เสื้อกันฝน น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เข็มทิศ ถุงพลาสติกหรือถุง ดำใบใหญ่ๆ นกหวีด (มีประโยชน์มากในกรณีที่หลงทาง) และของขบเคี้ยวระหว่างทาง (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะนิยมช็อกโกแล็ตหรือขนมที่ช่วยให้พลังงาน)
- อาหารสำรอง ซึ่งอาจจะเป็นขนมปังหรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ให้รับประทานในขณะที่ยังอยู่ ในป่า ควรจะเก็บเอาไว้จนถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง ที่เราแน่ใจว่าจะกลับออกมาข้างนอกได้ แล้ว เผื่อเอาไว้หากมีกรณีฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถออกจากป่าได้ตามที่กำหนดไว้ และอาหารที่ เตรียมไปอาจจะหมดก่อนที่จะสามารถออกจากป่าได้ เช่น หลงป่า หรือมีน้ำป่าทำให้ต้องอยู่ในป่า เกินเวลาที่กำหนดไว้
เมื่อรู้ว่าควรจะนำอะไรติดตัวเข้าไปในป่าแล้ว เราก็มาดูวิธีการจัดเป้กันว่าควรจะวางอะไร ไว้ตรงไหนบ้าง หลักการง่ายๆ อย่างแรกก็คือ วางของที่คิดว่าจะใช้ทีหลังสุดไว้ล่างสุด สำหรับนักเดินป่ามือใหม่ก็คงจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้อะไรตอนไหน ลองจินตนาการดูง่าย ๆ โดยไล่ไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น สิ่งที่เราจะใช้เป็นสิ่งสุดท้ายก็ควรจะเป็นถุงนอน เพราะกว่าจะนอนได้ ก็ต้องเดินไปถึงจุดหมายที่ตั้งแค้มป์แล้ว ถุงนอนจึงเป็นสิ่งที่มักจะวางไว้ส่วนล่างสุดของเป้ และเป้ โครงในรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีช่องแยกต่างหากไว้ให้เก็บถุงนอนไว้ด้านล่างด้วยเช่นกัน
ข้อควรจำอีกอย่างสำหรับการเดินป่าในเมืองไทยคือ ทุกครั้งที่จัดของลงเป้ เพื่อความปลอดภัย เราควรจะใส่ของทุกอย่างในถุงพลาสติกอีกชั้นก่อนที่จะใส่ลงในเป้ เพราะสมัยนี้ เมืองไทยฝนตกแทบ ทั้งปี ไม่ว่าจะเดินป่าฤดูไหน หรือถึงแม้จะไม่มีฝนตก บางครั้งการเดินป่าก็จำเป็นจะต้องมีการเดินข้ามน้ำ หรือปีนป่ายตามน้ำตกบ้าง หรือแม้กระทั่งน้ำค้างในตอนเช้า การห่อหุ้มของใช้ต่างๆ ในถุงพลาสติกอีกชั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น และไม่ได้ทำให้น้ำหนักของกระเป๋าหนักขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากไม่ได้ใส่ของต่างๆ ในถุงพลาสติกแล้ว เกิดกระเป๋าของเรามีอันเป็นไป แอบหนีไปนอนเล่นในน้ำ หรือมีฝนตกระหว่างเดิน ทั้งเป้ทั้งของในเป้ก็คงเปียกหมด ทีนี้ล่ะ คงจะได้น้ำหนักส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา อย่างหลีกไม่ได้แน่นอน
ตัวอย่างการจัดของในเป้ตัวอย่างการจัดของในเป้
อุปกรณ์ต่อมาก็คือ เต็นท์หรือเปลและฟรายชีท ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นถุงยาวๆ โดยปรกติ เราจะนำเปลและฟรายชีทใส่รวมกันและนำมาวางไว้ในเป้ต่อจากเสื้อผ้า ส่วนเต๊นท์บางครั้งเราอาจจะแยก พวกโครงของเต๊นท์ออกมาและมัดเอาไว้ด้านนอกกระเป๋า ซึ่งควรจะมัดให้สมดุลและแน่น ไม่โคลงเคลง ไปมาทำให้เป็นอุปสรรคในการเดินได้
จากนั้นก็ควรจะเก็บอุปกรณ์ทำครัวต่างๆ เอาไว้ในบริเวณกลางเป้ และเป็นตำแหน่งที่ใกล้กับส่วน หลังของเรา โดยอาจจะหุ้มไว้ด้วยเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์เบาๆ อื่นๆ เพื่อป้องกันการกระแทกอีกด้วย เพราะ การจัดเป้ที่ดีนั้น ควรจะวางของที่มีน้ำหนักมากไว้บริเวณที่ใกล้กับกลางหลังของเราหรือค่อนไปทางด้านบน ของเป้ ซึ่งจะเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ดี และไม่ทำให้เสียการทรงตัวหรือกระเป๋าส่ายไปมาในระหว่างเดิน
ต่อมา ก็คือการเก็บอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น พวกเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว สบู่ และแชมพูเป็นต้น ส่วนของใช้อื่นๆ นั้น อาจจะจำเป็นต้องหยิบขึ้นมาใช้ระหว่างการเดินทาง เช่น ไฟฉาย เสื้อกันฝน หรือชุดปฐมพยาบาล ควรจะเก็บไว้ด้านบนที่สามารถหยิบออกมาได้ง่าย เป้ส่วนใหญ่จะมีช่องเก็บของบริเวณฝากระเป๋าด้านบน จึงสามารถจะใส่ของจุกจิกพวกนี้ไว้ได้ สำหรับน้ำดื่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นตลอดการเดินทาง ก็ควรจะแยกเก็บไว้ที่กระเป๋าด้านนอกหรือบริเวณที่สามารถหยิบออกมาได้ง่ายเช่นกัน
สำหรับขั้นตอนในการสะพายเป้ให้กระชับและคล่องตัวที่สุดนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยแรกสุดก่อนที่จะสะพายเป้ ก็ควรจะผ่อนสายรัดต่างๆ ออกให้หลวมเสียก่อน จากนั้นเมื่อสะพายเป้ขึ้นบ่าแล้วจึงเริ่มจากการปรับสายรัดสะโพกให้กระชับพอดี ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป แล้วจึงปรับสายของที่สะพายบ่า โดยดึงปลายสายลงพร้อมกันทั้งสองข้าง ให้รู้สึกว่ากระชับพอดี ไม่อึดอัด แล้วจึงดึงสายปรับระดับตัวเป้ที่เชื่อมระหว่างที่สะพายบ่ากับตัวเป้ทั้งสองข้างพร้อมกัน ให้กระชับเพื่อความคล่องตัวในเวลาเดินเพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถเดินป่าได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่การทรมานร่างกายเหมือนที่บางคนเคยประสบมา
เลือกซื้อรถสำหรับคนเกิดวันเสาร์
สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเทา สีดำ เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีฟ้า สีน้ำเงินเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีชมพู สีโอโรสเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี
*
สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเขียวทุกชนิด (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันเสาร์
นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันเสาร์
*
อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเทา สีดำ เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง
*
สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 , 68และอายุย่าง 77 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีฟ้า สีน้ำเงิน
*
และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน
*
ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด
*
สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเขียวทุกชนิด (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันเสาร์
นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันเสาร์
*
อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเทา สีดำ เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง
*
สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 , 68และอายุย่าง 77 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีฟ้า สีน้ำเงิน
*
และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน
*
ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด
เลือกซื้อรถสำหรับคนเกิดวันศุกร์
สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อนเพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีชมพู และสีโอโรสเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีแสด สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง เป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี
*
สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเทา สีดำ สีควันบุหรี่ (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันศุกร์
นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันศุกร์
*
อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 , 68 และ 77 ปีห้ามซื้อรถสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง
*
สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 , 69 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีชมพู สีโอโรส
*
และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง และสีแสด เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน
*
ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด
*
สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเทา สีดำ สีควันบุหรี่ (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันศุกร์
นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันศุกร์
*
อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 , 68 และ 77 ปีห้ามซื้อรถสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง
*
สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 , 69 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีชมพู สีโอโรส
*
และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง และสีแสด เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน
*
ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)