รหัสลับจากดวงดาว สำหรับคนเกิดวันที่ 3

ดวงดาวประจำวันเกิด : ดาวอังคารเป็นดาวประจำดวงชะตา หมายถึง ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อการต่อสู้ มีพลังความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างสดใส ไม่แคร์ใคร ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูก เปรียบดังความหมายของคำคำนี้ "Exuberance - ร่าเริง และสดใส" จะให้ภาพที่ชัดเจนที่สุด

อุปนิสัย: คุณเป็นผู้มีจิตใจงดงามและเต็มไปด้วยความคิดที่จะสร้างสรรค์แต่ในสิ่งที่ดี อะไร ๆ ก็ตามที่น่ารังเกียจหรือเป็นสิ่งที่ไม่ดี คุณมักจะไม่ค่อยอยากข้องเกี่ยวอยู่เสมอ ด้วยความเป็นคนดี มีน้ำใจของคุณ ทำให้คนรอบข้างมักสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ออกมาจากตัวคุณ ทำให้มิตรสหายมักยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทุกครั้งที่คุณเดือดร้อน เรื่องตกอับไม่ค่อยมีให้เห็นสำหรับผู้เกิดวันนี้

สไตล์การทำงาน : คุณชอบทำงานประเภทที่ต้องพบปะผู้คน เหมาะมากกับการทำงานเป็นทีมเวิร์ก คือนอกจากจะต้องติดต่อประสานงานกับคนภายในองค์กรแล้ว ภายนอกองค์กรคุณก็สามารถจัดการได้เป็นอย่างดี และด้วยความคิดดีๆ ที่คุณจุดประกายได้เสมอ ทำให้ภาพรวมของงานเป็นไปในทางที่ดี ทีมงานก็จะแฮปปี้มากๆ ที่ได้ร่วมงานกับคุณ

อาชีพที่เหมาะสม : ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายดูแลลูกค้า ตัวแทนการขาย ประสานงาน ออร์แกไนเซอร์ เปิดร้านอาหาร ร้านเสริมสวย สปา ธุรกิจโรงแรม พนักงานต้อนรับ โอเปอเรเตอร์

รหัสลับจากดวงดาว สำหรับคนที่เกิดวันที่ 2

ดวงดาวประจำวันเกิด : ดาวจันทร์เป็นดาวประจำดวงชะตา ให้ความหมายของการประนีประนอมและมีเหตุมีผลในความคิด อาจจะเปราะบางบ้าง ถ้าพบเจอคนร่วมเส้นทาง การงานที่เห็นแก่ตัว เปรียบดังความหมายของคำคำนี้ " Harmony - คุณคือความลงตัวแห่งธรรมชาติ " จะให้ความหมายที่ชัดเจนที่สุด

อุปนิสัย: คุณมีพรสวรรค์ในการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง โดยคุณสามารถรักษาความสัมพันธ์ต่าง ๆ เอาไว้ได้เป็นอย่างดีโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความที่คุณเป็นคนที่มีความประนีประนอมสูง และมีวาทศิลป์เป็นเลิศ คุณรู้ดีว่าเมื่อไรควรพูดอะไรหรือทำอะไร นอกจากนั้นคุณยังรู้ความต้องการของผู้อื่นและสามารถจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

สไตล์การทำงาน : ด้วยความยืดหยุ่นสูง การรู้จักวางตัว ผสมวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม ทำให้การงานของคุณดำเนินไปด้วยดี และสำเร็จได้อย่างราบรื่นอยู่เสมอ การทำงานของคุณจะเป็นในลักษณะร่วมมือกับผู้อื่น เรื่องฉายเดี่ยว เป็นสิ่งที่คุณไม่สันทัด

อาชีพที่เหมาะสม : ทูต นักสังคมสงเคราะห์ ที่ปรึกษา เจ้าของร้านหนังสือ พนักงานขายประกัน เจ้าของร้านอาหาร เจ้าของโรงมหรสพต่าง ๆ นักกฎหมาย สถาปนิก ผู้รับเหมาก่อสร้าง พยาบาล แพทย์ เป็นอาชีพที่เหมาะสม

รหัสลับจากดวงดาว สำหรับคนเกิดวันที่ 1

ดวงดาวประจำวันเกิด : ดาวอาทิตย์เป็นดาวประจำดวงชะตา อันหมายถึง แสงสว่างและพลังแห่งความท้าทายที่ไม่เคยพ่ายแพ้ เปรียบดังความหมายของคำคำนี้ "Trailblazer - นักบุกเบิกผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง" ก็จะเป็นความหมายที่ชัดเจนมากที่สุด

อุปนิสัย: บุคลิกภายนอกของคุณดูมีพลัง เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรง บุคลิกภายในก็เต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธาในตนเอง (โอย… จะเชื่อมั่นอะไรขนาดนั้น) ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คุณมักไม่ค่อยชอบทำตามใคร คุณกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง และถึงแม้ดูภายนอกคุณอาจจะเหมือนใคร ๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่มีเหตุการณ์ที่คุณต้องรับผิดชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เท่านั้นเอง ความเป็นผู้นำของคุณจะปรากฏออกมาทันที คุณมีอำนาจจิตที่สามารถชักจูงให้ผู้อื่นทำตามคุณได้ และสุดท้าย ความแน่วแน่อย่างหาตัวจับยาก คือข้อดีที่เด่นที่สุดของคุณ

สไตล์การทำงาน : คุณมักเป็นเจ้าของความคิดใหม่ ๆ คุณมักนำพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเองมาแก้ปัญหาด้วยวิธีที่คนอื่นคาดไม่ถึงอยู่เสมอ สำหรับคุณแล้วการพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จริง ๆ แล้วมีทางเป็นไปได้ จะทำให้คุณรู้สึกสนุกสนานและสะใจเป็นอันมาก ในการทำงาน คุณชอบที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคต วางแผนทุกอย่างด้วยตนเอง นอกจากนี้เรื่องการแหกกฎก็เป็นเรื่องที่พบเห็นประจำในการทำงานของคุณ

อาชีพที่เหมาะสม : คุณเหมาะสมกับทุกอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประเภทนักประดิษฐ์ ดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ หรืออย่างประเภทนักบิน ผู้กำกับฯ ที่ปรึกษาทางธุรกิจ นักขาย ศิลปิน งานในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้บริหารระดับสูง

เงินออมประกันสังคม

ทุกคนที่มีประกันสังคม จะมีเงินออมโดยไม่ไม่รู้ตัว เดือนละ 450 (รวมเงินสมทบจากนายจ้างเป็น 900) สามารถเข้าไปเช็คข้อมูลได้จากเวบไซด์
เรียน ทุกท่านที่ทำประกันสังคม ท่านสามารถเข้าไปเช็คเงินของท่านได้ที่ http://www.sso.go.th/enquiry <http://www.sso.go.th/enquiry> (ต้องเข้าไปลงทะเบียนก่อนถึงจะเช็คได้)
วิธีการ เพียงใส่เลขที่บัตรประชาชน วัน เดือน พ.ศ.เกิด และกรอกช่องที่มี * กด Submit ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว ผลประโยชน์ของเราอย่ามองข้าม เงินออม เล็ก ๆ น้อย ๆจากประกันสังคมที่ท่านไม่ควรลืม เช่น ทุกเดือนบริษัทจะหักเงิน 5% ของ 15,000.- ( เงินเดือนขั้นสูงสุด)= 750บาท จากเงินเดือนของท่าน 1.5% = 225 บาทจะประกันเจ็บป่วย ตาย 0.5% = 75บาท จะประกันการว่างงาน 3% = 450 บาท จะประกันชราภาพ
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการออมเงิน 1 ปี 5,400 บาท คือท่านจะได้เงินสบทบอีก 100% จากนายจ้างคือปีละ 5,400.- + ดอกเบี้ยจากประกันสังคม ปี 45 = 4.2%, ปี 46= 6.5% (สรุปท่านได้ผลประโยชน์ 106.5% เชียวละ คือฝาก 5,400 เงินของท่านจะได้รับประมาณ 11,502 บาท เห็นมั๊ยละว่าสูงมากๆ จึงอยากจะเตือนท่านว่าอย่าเห็นเป็นเงิน เล็ก น้อย ท่านจะได้คืนเงินจำนวนนี้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือถ้า 55 ปี แล้วยังทำงานก็จนกว่าจะเลิกทำคือเลิกส่งเงินประกันสังคม ***** ที่สำคัญ **** คือ ต้องขอคืนภายใน 1 ปีหลังจากเกษียณเท่านั้น ห้ามเกินแม้แต่ 1 วันมิฉะนั้นจะถูกยก เข้าเงินกองกลางไปเลย**** ไม่สามารถฟ้องอุทธรณ์ ได้เลย
การขอคืน 1. ถ้าท่านส่งเงินสมทบน้อยกว่า 15 ปี ท่านจะได้เป็นเงินบำเหน็จ คือได้ไปเป็นก้อนไปเลย เยอะอยู่นา อย่าลืมละ 2. แต่ถ้าท่านส่งเงินมากกว่า 15 ปีท่านจะได้เป็นบำนาญ (ถามแล้วไม่สามารถเลือกเป็นบำเหน็จได้) 15% บวกอีกร้อยละหนึ่งต่อระยะเวลาจ่ายเพิ่ม 1 ปี เช่น ส่งเงินสมทบ 20 ปีได้ 20%ของ 15000.-บาท เท่ากับ 3,000 บาท ต่อเดือน ย้ำ
***ท่านสามารถเข้าไปเช็คเงินของท่านได้ที่ http://www.sso.go.th/info/info_fundmid_logon.asp <http://www.sso.go.th/info/info_fundmid_logon.asp> http://www.bgh.co.th <http://www.bgh.co.th/>
สำหรับผู้ที่ไม่มี internet ให้ โทรสอบถามที่ 1506 แล้วกด 1 จากนั้นให้ทำรายการตามที่เครื่องบอก ก็จะได้ข้อมูลเหมือนกัน

มหาชนก ตอน 5

และเครื่องทรงพระมหากษัตย์วางอยู่ และขณะนั้นก็ได้เห็นพระปัจเจกโพธิองค์หนึ่งดำเนินสวนทางลับตานางไป นางยังมิทันคิด แต่เมื่อเห็นเส้นพระเกศาและเครื่องทรง จึงคิดได้ว่าเมื่อกี้เห็นจะเป็นพระสวามีเป็นแน่ มิใช่พระปัจเจกโพธิจึงตรัสเรียกนางสนมกำนันว่า "แม่นางทั้งหลาย พวกเราพากันติดตามพระสวามีเถิดเมื่อกี้ไม่ใช่พระปัจเจกโพธิดอก แต่เป็นพระราชสวามีของพวกเรา" พร้อมทั้งทรงกันแสงไปด้วย แล้วพากันติดตามไปก็ทันพระมหาชนก ต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญรำพันด้วยประการต่าง ๆ แต่พระมหาชนกก็มิได้เสด็จกลับ
พระราชเทวีก็คิดอุบายให้ประชาชนพลเมืองนำเอาเชื้อไฟมากอง แล้วจุดไฟขึ้นนแทบทั่วพระนคร แล้วไปทูลเชิญให้กลับมาดับไฟเพราะพระราชวังไหม้หมด แต่พระมหาชนกก็มิได้เสด็จกลับ โดยคิดว่า "เราเป็นบรรชิต ไม่มีสมบัติอันใด"
แม้พระราชเทวีจะทำกลอุบายประการใด พระองค์ก็หากลับไม่ คงมุ่งหน้าไปสู่ไพรพฤกษ์ข้างหน้าเท่านั้น พระราชเทวีสนมกำนัล และข้าราชบริพารพากันติดตามไปอ้อนวอนให้เสด็จกลับเข้าครองราชสมบัติดังเก่า แต่พระองค์ก็หากลับไม่ คนเหล่านั้นก็ยังติดตามเรื่อยไป
พระองค์เห็นว่ามหาชนจะทำให้การบำเพ็ญพรตของพระองค์เป็นไปไม่ได้สดวก จึงหันกลับมาขีดเส้น พร้อมกับตรัสถามว่า "พวกท่านทั้งหลาย ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกท่าน" "พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกข้าพระองค์" "ถ้าเช่นนั้นใครข้ามเส้นนี้มาจะต้องได้รับพระราชอาญา" แล้วพระองค์ก็เสด็จต่อไป
คนทั้งหมดก็ไม่อาจจะล่วงพระราชอาญาได้ ก็ได้แต่พากันร้องไห้คร่ำครวญรำพันไปด้วยประการต่าง ๆ พระนางสิวลีถึงกับพระกันแสงกลิ้งเกลือกกันพื้นดิน จนกระทั่งรอยขีดที่พระราชาขีดไว้ลบเลือนไป คนเหล่านั้นเห็นว่าไม่มีรอยขีดแล้ว ก็พากันติดตามไปอีก พระนารทดาบสเกรงว่าพระมหาชนกจะมีพระทัยท้อแท้ไป จึงมาปลอบใจไม่ให้คลายมานะ ที่จะปฎิบัติธรรม แล้วก็หลีกไป พระมหาชนกก็ดำเนินเรื่อยไป และพระสิวลีเทวีก็เสด็จติดตามไปเช่นเดียวกัน ตราบจนกระทั่งถึงเมืองถุนันนคร พระองค์ก็เสด็จผ่านเข้าไปในเมืองนั้น
ชายคนหนึ่งวางชิ้นเนื้อไว้บนเขียง แล้วตนเองก็หันไปทำงานอื่นเสีย สุนัขเห็นได้ท่วงทีก็วิ่งมาคาบก้อนเนื้อได้ก็วิ่งหนีไป ชายผู้เป็นเจ้าของเนื้อเห็นก็ละจากงานเสียแล้ววิ่งไล่ขับสุนัขไป เมื่อสุนัขวิ่งหนีมาพบพระมหาชนกเดินสวนทางมา อารามกลัวเลยทิ้งก้อนเนื้อเสียแล้ววิ่งหนีต่อไป พระมหาชนกคิดว่าเนื้อก้อนนี้ไม่มีเจ้าของมิได้ ก็หยิบขึ้นมาปัดดินทรายออกเสียแล้วใส่ลงบาตร แล้วเสด็จไปนั่งฉัน ณ ที่แห่งหนึ่ง พระเทวีเห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นก็สลดใจว่า แม้แต่สมบัติพัสถานทั้งหลายท่านก็เสียสละหมดแล้ว เสวยได้แม้แต่ของเดนสุนัข เพราะฉะนั้นที่พระองค์จะกลับคืนมาครองเมืองดังเก่าไม่มีแน่แล้วแต่ด้วยความอาลัยก็ยังติดตามพระองค์เรื่อยมา
จนกระทั่งถึงเมืองถุนันนคร เห็นเด็กผู้หญิงมือข้างหนึ่งใส่กำไลสองเส้น ข้างที่มีกำไล สองข้างก็กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลาที่เคลื่อนไหว พระมหาชนกจึงเสด็จเข้าไปตรัสถามเด็กจึงบอกว่า "ข้างที่มีสองข้างที่ส่งเสียงดัง เพราะมันกระทบกันกระทั้งกัน ท่านเดินมาด้วยกัน ๒ คน จะไปทางใดเล่า"
พระมหาชนกได้ฟังคำกุมาริกาแล้วคิดว่า "สตรีเป็นมลทินของพรมจรรย์ ควรจะให้พระสิวลีแยกทางไปเสีย"
เมื่อถึงหนทางสองแพร่งจึงบอกกับนางว่า "น้องหญิง นับแต่นี้ต่อไปเราแยกทางกันเดินเถิด และอย่าเรียกเราเป็นสามีอีกต่อไป เจ้าจงเลือกทางเอาว่าจะไปทางใดดี"
พระนางสิวลีทรงเศร้าโศกและตรัสตอบว่า "ข้าแต่พระองค์ ข้าพระบาทมีชาติอันต่ำช้า ขอเลือกไปทางซ้าย ขอพระองค์ เสด็จไปทางขวาเถิด"
บัดนี้พระองค์ไปที่ใดหรือจะสิ้นพระชนม์เสียแล้ว พากันปรับทุกข์และเล่าลือไปต่าง ๆ นานา แม้ เมื่อพระมหาชนกแยกทางไปแล้ว พระนางมีความอาลัยก็เสด็จตามติดไปด้านเบื่องหลังอีก และเมื่อถูกตัดรอนความเยื่อใย พระนางก็ถึงล้มสลบลง แต่ก็ไม่ทำให้พระมหาชนกกลับคืนความคิดได้ คงเสด็จมุ่งหน้าต่อไปเพื่อหาความสงบสงัด จักได้บำเพ็ญพรตภาวนา เมื่อพระนางสิวลีฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็ได้พบพระสวามีของพระนางได้เสด็จไปเสียแล้ว พระนางจึงดำริว่า ราชสมบัติทั้งปวงนี้แม้สวามีของเรายังมิได้อาลัยอาวรณ์ เราจะยินดีเพื่อประโยชน์อะไร จึงรับสั่งให้เรียกข้าราชบริพารมา แล้วอภิเษกให้เจ้าทีฆาวุเสวยราชสมบัติพระองค์เองก็เสด็จออกบรรพชา ตราบจนกระทั่งสิ้นชีพไปบังเกิดบนสวรรค์ทั้งสองพระองค์
คติของเรื่องนี้ควรกำหนด ขึ้นชื่อว่า เป็นคนแล้ว ทำอะไรต้องหมั่นพยายามทำไป จนกว่าชีวิตจะสิ้น ผลดีที่จะได้ก็บังเกิดขึ้นแน่นอน