คดีปลอมสินค้าแบรนด์เนม



บ่ายวันนั้น อากาศในกรุงเทพฯ ร้อนตับแลบ 

ร้อนเสียจนยางมะตอยบนถนนแทบจะละลายกลายเป็นตังเม 

แต่ในห้องทำงานติดแอร์เย็นฉ่ำของ ทนายเคน 

บรรยากาศกลับหนาวเยือกจับขั้วหัวใจ

ของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

แกชื่อ นายสมชาย (นามสมมุติเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่เบื้องหลัง) 

เนื้อตัวยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอับของโกดังสินค้า

และกลิ่นหนังพีวีซีเกรดต่ำ มือแกสั่นพั่บ ๆ ราวกับคนจับไข้หัวลม

"ผมไม่ได้ตั้งใจโกงจริง ๆ ครับทนาย" 

สมชายคราง เสียงอ่อยเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

"ผมก็แค่... รับฝากสินค้าจากมิตรสหายท่านหนึ่ง

แกบอกว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก ปารีส มิลาน 

อะไรนี่แหละ ไอตรีมอะไรนั่นน่ะ... แอร์เมส... หลุยส์... วิตตอง"

ทนายเคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวกับคดีละเมิดลิขสิทธิ์มานักต่อนัก

พลิกดูรายงานบันทึกการจับกุม

ของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสายตาเรียบเฉย 

แฟ้มรายงานระบุชัดเจนว่า 

ในโกดังของสมชายมีกระเป๋า รองเท้า 

และนาฬิกาหรูวางเรียงรายเป็นภูเขาเลากา 

โลโก้น่ะใช่... แต่ฝีเข็มเย็บเบี้ยวเหมือนคนเย็บตาบอดสี 

แถมตัวอักษรบางใบยังพิมพ์ตกจาก 

'CHANEL' กลายเป็น 'CHAMEL' เสียอีก!

"มิตรสหายท่านนั้นของยู คงจะลืมส่งเอกสารรับรองมาด้วยสินะ" 

ทนายเคนเปรยขึ้นพลางเคาะนิ้วกับโต๊ะ 

"และเดาว่าคงลืมจ่ายภาษีนำเข้าด้วย"

"โธ่ ทนายครับ ของพวกนี้ในตลาดมืดกับบนออนไลน์

เขาขายกันเทน้ำเทท่า ใคร ๆ เขาก็รู้ว่ามัน 

'ของแท้เกรดเอเอบวกบวก' ทั้งนั้น" สมชายแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ

ทนายเคนถอนหายใจยาว 

พลิกหน้าประมวลกฎหมายที่ท่องจนขึ้นใจขึ้นมาดู 

แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก

"สมชายเอ๋ย... 

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าน่ะ 

การผลิต จำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้า

ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่น 

โทษมันไม่ใช่แค่ปรับห้าสิบบาทร้อยบาทนะยู 

จำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่แสนบาท 

หรือทั้งจำทั้งปรับ 

แถมเจ้าของแบรนด์ตัวจริงที่ปารีส

เขายังส่งทนายมาฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

จนยูแทบจะต้องขายกางเกงในชดใช้เลยทีเดียว"

ได้ยินคำว่า 'คุกสี่ปี' หน้าของสมชายที่เดิมทีก็ซีดอยู่แล้ว 

บัดนี้กลายเป็นสีเดียวกับกระดาษเอสี่ในมือทนายเคน 

แกแทบจะทรุดลงไปกราบเท้า

"แล้ว... แล้วไม่มีทางเลี่ยงบาลีเลยหรือครับทนาย? 

ทางการเขาจะเห็นใจคนทำมาหากินสุจริต (แบบแอบ ๆ) บ้างไม่ได้หรือ?"

ทนายเคนขยับแว่นตา 

มองหน้าลูกความด้วยความสมเพช

ระคนเอ็นดูตามสไตล์ทนายผู้เจนโลก

"ทางออกน่ะพอมี... 

แต่ยูต้องสลัดคราบ 

'พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ในหมู่โจร' ออกไปเสียก่อน 

ถ้าเปลี่ยนใจมาให้การเป็นประโยชน์ 

เปิดเผยว่าไอ้ 'มิตรสหาย' ที่ส่งของมาให้ยูคือใคร 

เครือข่ายอยู่ที่ไหน โรงงานนรกอยู่ที่ใด 

ศาลท่านอาจจะเห็นใจ ลดโทษจากหนักให้เป็นเบา 

หรืออาจจะรอลงอาญาได้ แต่ถ้ายังปากแข็ง... 

ไอแนะนำให้ยูเตรียมหัดกินข้าวแดงรอไว้ได้เลย"

สมชายน้ำตาคลอเบ้า 

นึกถึงอนาคตที่ต้องไปนอนเบียดกับ

ผู้ต้องหาคนอื่นในห้องขังอันอบอ้าว 

"ผม... ผมคิดผิดจริงๆ ครับทนาย 

ความโลภมันบังตา เห็นเขาบอกว่ากำไรดี เงินมาเร็ว"

ทนายเคนปิดแฟ้มคดีดัง 'ฉับ' 

เสบียงความรู้กฎหมายถูกพ่นออกมาเป็นบทสรุปส่งท้าย

"ก็นั่นแหละนะ ความโลภและการไม่อยากลงทุนแรงงานตัวเอง 

แต่นิยมชุบมือเปิบจากมันสมองคนอื่น 

สุดท้ายมันก็ทำลายระบบเศรษฐกิจ 

ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค... 

ยูรู้ไหม กระเป๋าปลอมของยูใบหนึ่ง 

อาจจะทำให้ช่างฝีมือที่ฝรั่งเศสต้องตกงานไปครึ่งคนเลยนะ" 

ทนายเคนพูดทีเล่นทีจริงตามนิสัยชอบเหน็บแนม

สมชายเดินคอตกออกจากห้องทำงานของทนายไป 

พร้อมกับสัจธรรมบทใหม่ที่ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

เสียงพัดลมระบายอากาศในสำนักงานกฎหมายยังคงหมุนวนไปเรื่อย ๆ 

เหมือนจะตอกย้ำความจริงที่ว่า 

ในโลกของการค้า... 'ความจริง' และ 'คุณภาพ' 

อาจจะสร้างความร่ำรวยได้ช้า แต่ที่แน่ ๆ 

มันไม่เคยพาใครไปนอนกินข้าวแดงในคุก!


ลุงเคน

เสบียงกรังของเณรเคน

 


แดดสายส่องทะลุร่มไม้ใบหนาลงมาเป็นลำ 

ตกลงบนลานวัดที่กวาดจนเตียนเกลี้ยง 

สามเณรเคนนั่งพับเพียบอยู่บนศาลา หน้าตาบอกบุญไม่รับ

ไม่ใช่เพราะอดฉันเพล 

แต่เพราะถ้อยคำจากวิทยุธานินทร์เครื่องเก่าเมื่อคืนมันยังคาใจ 

หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านว่า “บารมีคือเสบียงเดินทางสู่พระนิพพาน” 

แถมยังบอกว่าต้องหอบไปให้ครบทั้งสิบอย่าง 

จะเลือกชอปปิ้งเอาแต่ข้อที่ชอบเหมือนเลือกซื้อกับข้าวในตลาดไม่ได้

เณรเคนเกาหัวแกรก นึกในใจว่า 

ลำพังแค่ตื่นมาบิณฑบาตให้ทันไก่โห่ก็ต้องใช้ 

‘วิริยา’ กับ ‘ขันติ’ จนฝ่าเท้าแทบจะพองอยู่แล้ว 

นี่ยังต้องแบกเสบียงอีกตั้งแปดกระสอบใหญ่ข้ามภพข้ามชาติ 

ไม่หนักแย่หรือ? 

พอดีเหลือบไปเห็นหลวงตา

ท่านกำลังนั่งละเลียดน้ำชาอุ่น ๆ อยู่มุมศาลา 

เณรเคนจึงคลานเข่าเข้าไปหา 

หวังจะให้หลวงตาช่วยสงเคราะห์ ‘ปัญญา’ ให้โยนความงงทิ้งไปเสียที

หลวงตาวางถ้วยชาลง 

มองสามเณรด้วยสายตาเอ็นดูแกมระอาเล็กน้อย

ตามวิสัยผู้ผ่านโลกมามาก 

ท่านคลี่รอยยิ้มบางก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

"เคนเอ๊ย... ที่แกนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นี่ 

เพราะแกกำลังคิดว่าการบำเพ็ญบารมีสิบ

คือการหอบกระสอบข้าวสารสิบกระสอบขึ้นหลังใช่ไหมล่ะ? 

แกถึงได้กลัวหนัก กลัวเหนื่อย"

"ก็หลวงพ่อท่านว่าต้องทำควบคู่กันนี่ครับหลวงตา 

ผมจะไปทำพร้อมกันหมดในวันเดียวได้อย่างไร 

ศีลกับทานพอไหว แต่ปัญญากับอุเบกขานี่สิครับ 

นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะทำตอนกวาดลานวัด

หรือตอนล้างบาตรได้อย่างไร" เณรเคนสารภาพเสียงอ่อย

หลวงตาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะอธิบายให้ฟังเป็นฉาก ๆ

"แกฟังให้ดีนะ ที่หลวงพ่อท่านเปรียบว่าบารมี 10 คือเสบียงน่ะ ถูกของท่าน 

แต่เสบียงไปนิพพานเขาไม่ได้นับด้วยน้ำหนักกิโลกรัม 

แกไม่ได้กำลังแบกตุ่มสามโคกเดินทาง 

บารมีทั้งสิบข้อแท้จริงมันคือ 'เนื้อเดียวกัน' 

เหมือนน้ำมะนาว น้ำเชื่อม เกลือ และน้ำอุ่น 

ที่ผสมรวมกันอยู่ในถ้วยชาถ้วยเดียว แกแยกมันออกจากกันได้ไหม?"

"แกบอกว่า 'ทาน' กับ 'ศีล' ทำง่ายในชีวิตประจำวัน... 

เอาล่ะ สมมติตอนสายนี้แกไปช่วยชาวบ้านยกโต๊ะเก้าอี้ในงานบุญ 

นั่นคือแกกำลังให้ 'ทาน' เป็นแรงงาน 

ขณะที่แกเหนื่อยแดดเปรี้ยง ๆ 

แต่แกไม่แอบไปเด็ดมะม่วงวัดกิน 

ไม่ด่ากระทบกระเทียบใคร นั่นแกมี 'ศีล' แล้ว"

หลวงตาจิบชาอีกอึกหนึ่งแล้วพูดต่อ 

"ทีนี้ พอแดดมันร้อนจัด เหงื่อไหลไคลย้อย ยุงก็ชุม 

แกยังทนทำต่อจนเสร็จ ไม่ทิ้งงานหนีไปนอน... 

ตัวที่วิ่งเข้ามาค้ำแกไว้คือ 

'วิริยา' (ความเพียร) กับ 'ขันติ' (ความอดทน) 

เห็นไหมว่ามันมาเองโดยที่แกไม่ได้ไปร้องขอ"

"แล้ว 'ปัญญา' กับ 'อุเบกขา' ที่แกกลัวน่ะ 

มันอยู่ตรงไหนรู้ไหมเณร? 

มันอยู่ตรงที่พอยกโต๊ะเสร็จ 

แทนที่แกจะยืดอกรอให้ชาวบ้านมาชมว่า 

'เณรเคนเก่งจัง เณรเคนขยันเหลือเกิน' 

แกกลับมองเห็นว่า 'เออ... ความเหนื่อยมันก็เกิดขึ้นชั่วคราว 

ตอนนี้งานเสร็จ ความเหนื่อยก็หายไป คำชมหรือคำนินทาก็แค่นั้น'

การรู้เท่าทันตามจริงนี่แหละคือ 'ปัญญา' 

และการที่ใจแกนิ่งสนิท ไม่ฟูไปกับคำชม 

ไม่ฟุบไปกับความร้อน ไม่คิดน้อยใจว่าทำไมไม่มีใครเอาน้ำเย็นมาถวาย 

นั่นแหละคือ 'อุเบกขา' วางเฉยในโลกธรรม"

"บารมีสิบไม่ได้ทำทีละข้อเหมือนบันไดสิบขั้น 

แต่ทำข้อเดียวให้แจ่มแจ้ง 

ข้ออื่น ๆ มันจะวิ่งมารวมตัวกันเองเหมือนสหกรณ์ 

แกทำงานในชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือครอบครัว 

ดูแลสังคมด้วยจิตที่คิดจะสละออก และไม่ยึดมั่นถือมั่น... 

นั่นแกกำลังเก็บเสบียงใส่กระเป๋าใบเล็กใบเดียว 

แต่มันเป็นกระเป๋าโดเรมอนที่หยิบใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดต่างหากล่ะเณร"

เณรเคนก้มกราบแทบตักหลวงตา 

ความโปร่งโล่งวิ่งเข้ามาแทนที่ความงงงวย 

แดดสายวันนั้นดูจะไม่ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อครู่ใหญ่ ๆ อีกต่อไป

ลุงเคน

โปรดสัตว์

 


ฝนเทลงมากลางดึกชะล้างความอบอ้าวเสียเกลี้ยง 

เช้ามืดวันนั้นอากาศที่วัดจึงเย็นสบายจนน่านอนต่อ 

แต่สัญญาณนาฬิกาชีวิตของเณรเคน ทำงานตรงเวลา 

ตีสามเป๊ะ... 

เณรเคนลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาให้ตื่นเต็มตา 

จุดธูปเทียนบูชาพระ 

หน้าโต๊ะหมู่บูชามีเพียงแสงไฟสลัวจากเปลวเทียนที่วับแวม

เณรเคนนั่งคุกเข่ากราบพระสมาทานพระกรรมฐานด้วยใจตั้งมั่น 

จากนั้นจึงหลับตาลง 

น้อมจิตแผ่เมตตาออกไปกว้างใหญ่ไพศาล 

ไร้ขอบเขต ไร้ประมาณ...

"ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

 ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด..."

เณรเคนส่งบุญในจิตออกไปให้เป็นประโยชน์แก่ทุกรูปทุกนาม 

แล้วจึงหันกลับมาสำรวจบ้านตัวเอง 

พิจารณาศีลกรรมบถ 10 ประการ 

ตรวจทานกาย วาจา ใจ ว่ายังผุดผ่องดีไหม 

จากนั้นจึงไล่เรียงตัดใจจากสังโยชน์ 3 ข้อแรก 

ไม่ยึดมั่นในกาย 

ไม่ลังเลในความดี 

ไม่คลำหาศีลพรตแบบผิดๆ 

พอจิตเริ่มสบายเบาโล่ง ก็จับลมหายใจเข้าออก 

ควบคำภาวนาไปเรื่อยๆ ตามจริต 

จนกระทั่งเสียงระฆังตีห้าดังแป๋งๆ... 

ได้เวลาทำวัตรเช้าที่ศาลาพร้อมหลวงพ่อหลวงพี่

พอสวดมนต์เสร็จ สลัดผ้าจีวรคาดอก 

เณรเคนก็อุ้มบาตรก้าวฉับๆ 

ออกเดินตามหลังหลวงตาไปตามทางสายหมอกเพื่อ 

"ออกโปรดสัตว์"

แต่ใจเจ้ากรรมมันดันไม่นิ่งเหมือนตอนนั่งสมาธิ 

เณรเคนมองซ้ายมองขวา 

เห็นโยมยายหิ้วตะกร้ากับข้าวออกมารอ 

เห็นสุนัขข้างทางวิ่งหางตูบ 

เห็นนกกระจอกบินว่อน 

ในหัวเณรมันคิดวนไปวนมาว่า:

"คำว่า โปรดสัตว์ นี่มันยังไงกันแน่หนอ? 

เราเดินไปรับข้าวปลาอาหารจากเขา 

เขาเป็นคนให้เราแท้ๆ แต่ทำไมโบราณเขาเรียกเราว่าไปโปรดสัตว์ ? 

เราไปช่วยอะไรเขาตรงไหน?"

ความสงสัยนี้มันตื้ออยู่ในอกจนกลับถึงวัด 

หลังจากจัดแจงล้างบาตรเสร็จสรรพ 

เณรเคนเลยรีบคลานเข้าไปหาหลวงตาที่แคร่ใต้ต้นไม้

"หลวงตาครับ ผมมีเรื่องคาใจ อยากกราบเรียนถามครับ" 

เณรเคนเปิดฉาก หลวงตาปรือตาขึ้นมอง 

ละสายตาจากจานข้าว "ว่าไงเณร มีอะไรติดคอหรือ?"

"ไม่ใช่ข้าวติดคอครับหลวงตา 

แต่คำว่า 'โปรดสัตว์' มันติดใจครับ... 

เราเดินไปขอข้าวโยมกินชัดๆ 

แต่ทำไมเราถึงบอกว่าเราออกไปโปรดเขาละครับ? 

เราไปให้อะไรเขาตอนไหน?"

หลวงตาหัวเราะหึๆ ในลำคอ 

วางช้อนลง แล้วขยับตัวนั่งหลังตรง ตาเป็นประกายเมตตา

"เณรเอ๋ย... 

แกคิดว่าการโปรดสัตว์คือต้องไปเทศน์โปรด 

หรือต้องไปแจกของงั้นหรือ?

 มิน่าล่ะถึงคิดไม่ออก" หลวงตาเว้นจังหวะ 

"แกจำตอนตีสามที่แกสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งสำรวมจิต 

สวดมนต์ทำวัตรตอนตีห้าได้ไหม?"

"จำได้ครับ"

"นั่นแหละ... 

พระภิกษุสามเณรเราเนี่ย 

ถ้าเช้ามืดลุกขึ้นมาขัดเกลาใจ 

ประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล 

มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิหนุนอยู่ข้างใน 

จิตมันจะเหมือนกระแสไฟที่มีกำลังสูง"

หลวงตาชี้มือไปทางหมู่บ้านข้างนอกแล้วพูดต่อ:

"ทีนี้ พอเราอุ้มบาตรออกไป

โยมเขาตั้งใจสละทรัพย์ สละความตระหนี่

เอาข้าวปลาอาหารมาใส่บาตรด้วยความศรัทธา...

จิตของโยมเขาเป็นกุศลอยู่แล้วส่วนหนึ่ง

พอมาเจอกับ 'จิตที่เป็นเนื้อนาบุญบริสุทธิ์'

ของพระเณรที่ฝึกมาดีเมื่อรุ่งเช้า

กุศลในจิตของสมณะมันจะสะท้อนกลับ

และถึงแก่ตัวทายกผู้ให้ได้อย่างรวดเร็ว

และเต็มเม็ดเต็มหน่วย"

"อ๋อ... เหมือนเราเป็นเสารับสัญญาณที่ชัดเจนใช่ไหมครับหลวงตา?" 

เณรเคนเริ่มตาสว่าง

"เออ! พูดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ 

เราเอา 'ความดีและจิตที่เป็นกุศลบริสุทธิ์' 

ของเรา ไปเป็นช่องทางให้โยมเขาได้

ฝากฝังบุญกุศลชิ้นใหญ่ 

ถ้าไม่มีพระเณรเดินไปให้เขาใส่บาตร 

โยมเขาก็ไม่มีเนื้อนาบุญให้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีลงไป"

หลวงตาตบตักฉาดใหญ่ ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม:

"เพราะฉะนั้น การเดินบิณฑบาตด้วยความสำรวม 

จึงเป็นการโปรดสัตว์ ช่วยให้ชาวบ้านเขาได้เข้าถึงมหากุศลได้ง่ายที่สุด... 

รู้แบบนี้แล้ว พรุ่งนี้เช้าตอนเดินอุ้มบาตร 

ก็ประคองจิตให้ดีๆ อย่ามัวแต่เดินมองนกมองไม้ล่ะเณรเคน!"

เณรเคนกราบราบลงกับพื้นแคร่ไม้ไผ่ 

ความข้องใจสลายไปพร้อมกับแดดสายที่เริ่มส่องสว่างทั่วลานวัด

ลุงเคน

ฟ้องชู้

 


บ่ายวันนั้น ที่ศาลจังหวัดนครปฐม... 

แดดจัดจนใบมะฮอกกานีข้างตึกศาลดูแห้งเกรียม 

ทว่าในห้องพิจารณากลับเย็นเยียบด้วยไอเครื่องปรับอากาศ 

และอวลไปด้วยกลิ่นอายของสิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาด

ชอบเรียกกันติดปากด้วยความกระหยิ่มใจว่า “คดีฟ้องชู้”

คำนี้พูดเบา ๆ ก็ดังไปถึงหลังห้อง 

และมักทำให้ผู้คนรอบข้างหูผึ่ง

พร้อม ๆ กับทำเป็นเบือนหน้าหนีตามมารยาทอันดี

บนม้านั่งฝั่งโจทก์ นางสาวจิตรา 

นั่งตัวตรงราวกับหุ่นขี้ผึ้งที่เพิ่งถอดออกจากพิมพ์ 

มือกำปึกกระดาษเอกสารหลักฐานไว้แน่น

จนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีด 

อาการสั่นน้อย ๆ นั้นไม่ได้เกิดจากความกลัว 

หากแต่เป็นริ้วระลอกของความเจ็บช้ำที่กลั่นจนตกตะกอน กลายเป็นความนิ่ง

เธอกระซิบกับทนายความของเธอ เสียงเครือทว่าเด็ดขาด

“ทนายเคน... ฉันไม่ได้อยากได้เงินทองอะไรของเขาหรอก 

แต่อยากให้เขารู้เสียบ้างว่า 

ฉันไม่ใช่คนโง่ที่ใครจะมาต้มยำทำแกงอย่างไรก็ได้”

เคน ยิ้มรับในที 

ท่าทางของเขาเรียบเรื่อยสงบนิ่งตามวิสัยนักกฎหมาย

ผู้ผ่านโลกมาพอประมาณ 

เขารู้ดีว่าความยุติธรรมในห้องพิจารณานั้น 

บางทีก็ไม่ได้มาในรูปของตัวเงิน 

แต่มาในรูปของความสะใจอันชอบด้วยกฎหมาย

“คุณจิตราครับ 

คดีประเภทนี้เราเอาอารมณ์ไปเป็นเจ้าเรือนไม่ได้หรอกครับ” 

เคนตอบเรียบ ๆ “มันเป็นเรื่องของการใช้สิทธิ... 

สิทธิที่กฎหมายท่านตราไว้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนที่ถูกละเมิด 

ความซื่อสัตย์ในทะเบียนสมรสไม่ใช่สิ่งที่จะมาล้อเล่นกันได้”

ข้ามไปทางฝั่งจำเลย... 

หญิงสาวผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘มือที่สาม’ 

นั่งคอตก หล่อนพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ 

ราวกับอยากจะแทรกแผ่นดินศาลหนีไปเสียให้พ้น

สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความอับจน

และสุ้มเสียงที่เปล่งออกมาก็เบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน

“ฉัน... ฉันไม่ทราบจริง ๆ ค่ะว่าเขามีครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว”

นั่นคือไม้เด็ดประจำตระกูลของจำเลยในคดีประเภทนี้

ความไม่รู้  ซึ่งมักถูกยกขึ้นมาเป็นเกราะกำบังเสมอ

เคนขยับเสื้อครุยเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน 

ท่าทางของเขาไม่ได้ดุดันสาดโคลนอย่างในละครวิทยุ 

แต่เปี่ยมไปด้วยความสุขุมอันเป็นอาวุธร้ายกาจของนักดักคอ

“กราบเรียนศาลที่เคารพ...” 

เคนส่งเสียงนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานไปทั่วห้องพิจารณา 

มือหนึ่งยกเอกสารหน้าจอแชตและภาพถ่ายชุดใหญ่ขึ้นแสดง 

“ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

มาตรา 1523 วรรคสอง ท่านวางหลักไว้ชัดเจนว่า 

ภรรยาสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น

ที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่า

ตนมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีได้... 

และจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ 

ไม่ว่าจะเป็นการไปไหนมาไหนด้วยกัน

ดยไม่ยอมหลบสายตาผู้คน 

หรือข้อความตัดพ้อต่อว่าในสื่อสังคมออนไลน์ 

ย่อมเล็งเห็นได้ว่า จำเลยหาได้อยู่ในฐานะผู้ไม่รู้ตามที่กล่าวอ้างไม่”

ห้องพิจารณาทั้งห้องเงียบกริบลงทันตา... 

คำว่า “รู้” หรือ “แกล้งไม่รู้” 

กลายเป็นเส้นแบ่งความเป็นความตายของคดีนี้

เมื่อข้อเท็จจริงถูกตีแผ่ด้วยพยานหลักฐาน

อันปราศจากมลทิน ความจริงก็กระจ่างชัดเจน

ยิ่งกว่าแสงแดดบ่ายภายนอกอาคาร 

ในที่สุด ศาลท่านจึงมีคำพิพากษาให้จำเลย

ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสมควรแก่ฐานานุรูป

หลังสิ้นเสียงเคาะค้อน... 

จิตรายิ้มออกมาทั้งน้ำตา 

มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนชนะพนันที่ได้เงินก้อนโต 

แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยกภูเขาออกจากอก

“ไม่ใช่เพราะเงินหรอกค่ะทนาย...” เธอซับน้ำตาเบา ๆ 

แต่เพราะฉันอยากให้ความจริงมันถูกบันทึกไว้ในแผ่นดิน... 

อย่างน้อยในสมุดทะเบียนของศาลก็มีจารึกไว้ว่าฉันเป็นฝ่ายถูก”

เคนเก็บเอกสารลงกระเป๋าเอกสารหนังใบเก่งอย่างเป็นระเบียบ 

ยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเอ่ยตบท้าย

“คดีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ บนโรงบนศาลนี่... 

บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องแก้แค้นเอาคืน

ให้สาสมอะไรหรอกครับคุณจิตรา 

มันเป็นแค่การกู่ตะโกนบอกสังคมว่า ‘

ความซื่อสัตย์’ น่ะ มันยังมีราคาที่ต้องจ่าย 

และกฎหมายยังคุ้มครองมันอยู่”

เขาเดินนำลูกความออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยท่าทีเรียบง่าย... 

ทนายหนุ่มตระหนักดีว่า 

บทละครชีวิตฉากนี้ 

แม้จะจบลงด้วยตัวอักษรในสมุดคำพิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ตาม 

แต่ในใจของผู้คนภายนอกนั้น... 

มันยังคงต้องเล่นต่อไปอีกยาวนาน 

กว่าฉากสุดท้ายจะยอมปิดม่านลงจริง ๆ

ลุงเคน

ยาบ้าในซอยเปลี่ยว

 


ค่ำวันนั้น 

ลมร้อนเหนียวเหนอะหนะพัดผ่านกรุงเทพมหานคร 

เมืองหลวงผู้ไม่เคยหลับใหล

และไม่เคยแยแสต่อความทุกข์ระทมของใคร 

มันเป็นค่ำคืนธรรมดา ๆ อีกคืนหนึ่ง 

หากแต่เสียงไซเรนของรถตำรวจ

ที่กรีดแหวกความเงียบเข้ามาในซอยเปลี่ยว

อันหนาแน่นไปด้วยบ้านเช่าซอมซ่อ 

ได้เปลี่ยนค่ำคืนอันราบเรียบนั้น

ให้กลายเป็นฉากชีวิตอันเข้มข้นขึ้นมาทันที

ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ 

ถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบ 

ในมือของเจ้าหน้าที่มียาบ้าเม็ดสีส้มแดง

บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสใบบาง

สัญลักษณ์แห่งความหายนะที่ราคาถูก 

แต่จ่ายคืนด้วยอิสรภาพราคาแพงลิบลิ่ว

ในห้องทำงานคูหาเล็ก ๆ ของ ทนายเคน 

กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์โชยเตะจมูก 

บนโต๊ะไม้ตัวคร่ำคร่ามีแฟ้มคดีวางกองสูงท่วมหัว 

ราวกับกำแพงเมืองที่กั้นระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกหลังลูกกรง 

ลูกความหนุ่มนั่งก้มหน้า มือสั่นเทาราวกับนกต้องปืน 

ดวงตาคู่นั้นไม่กล้าสบตาผู้ใด 

มันเป็นดวงตาของคนที่รู้ดีว่าตัวเองกำลังก้าวพลาดลงไปในหล่มลึก

“ผมไม่ได้ขายครับทนาย... ผมแค่รับฝากไว้ให้เพื่อน”

น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ 

ละล่ำละลักคล้ายคนกำลังสำลักน้ำ

และพยายามไขว่คว้าหาเศษไม้เพื่อพยุงตัว

ทนายเคนขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ 

มองตรงไปยังบุรุษผู้เคราะห์ร้าย 

หรืออาจจะเป็นผู้หยิ่งผยองในความผิด 

ด้วยสายตาเรียบเฉย 

ทนายความผู้ผ่านโลกมามากย่อมรู้ดีว่า 

ในละครชีวิตบทนี้ คำแก้ตัวมักจะซ้ำซากจำเจเสมอ

“กฎหมายบ้านเมืองเขาไม่รู้จักคำว่า ‘ฝาก’ หรอกคุณ” 

ทนายเคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยือกเย็น

“เมื่อวัตถุแห่งความผิดมันสถิตอยู่ในอุ้งมือของคุณ 

ในทางตำราเขาก็ต้องตราบาปไว้ก่อนว่า ‘ครอบครอง’ 

มันเป็นความจริงที่เจ็บแสบ แต่มันคือความจริงในศาล”

ลูกความหนุ่มนิ่งอึ้งไปราวกับถูกค้อนทุบ 

น้ำตาเอ่อคลอเบ้า รำพึงรำพันออกมาตามสูตรสำเร็จของละครชีวิตเมืองกรุง 

“แต่ผมไม่อยากติดคุก... ผมยังมีแม่แก่ ๆ ที่ต้องดูแล”

ทนายเคนลอบถอนใจยาว 

ลมหายใจของเขานั้นดูเหมือนจะแบกรับเอาความทุกข์

ของชาวบ้านร้านตลาดเอาไว้จนชินชา

“คดีประเภทนี้ ถ้าไม่มีพยานหลักฐานยัน

ให้เห็นเด่นชัดว่ามีไว้เพื่อเสพเอง 

มันก็คือกฎหมายอาญาที่พร้อมจะบดขยี้คุณให้จมดิน... 

แต่เอาเถอะ ในความมืดมิดมันมักจะมีช่องว่างของแสงสว่างอยู่บ้าง”

เขายื่นมือไปหยิบแฟ้มคดีเก่าฉบับหนึ่งขึ้นมาเปิดพลิก 

หน้ากระดาษสีเหลืองนวลปรากฏรอยหมึกของคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต 

“ถ้าเราสามารถพิสูจน์ให้ศาลท่านเมตตาเห็นว่า 

คุณไม่ได้มีเจตนาจะเอาไปจำหน่ายจ่ายแจกเพื่อร่ำรวย 

แต่เป็นเพียงผู้เสพที่หลงผิดเดินเข้าซอยตัน 

ศาลท่านอาจจะปราณีลดโทษ 

หรือส่งตัวไปบำบัดชุบตัวให้ออกมาเป็นผู้เป็นคนใหม่”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันควัน 

ดวงตาที่เคยหม่นแสงกลับทอประกายวาบขึ้นมา

เหมือนคนเห็นแสงหิ่งห้อยในคืนเดือนดับ 

“แล้ว... แล้วทนายจะช่วยผมได้ไหมครับ”

ทนายเคนคลี่รอยยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มของผู้อนุเคราะห์ที่ไม่ผูกมัด

“หน้าที่ของผมในฐานะทนายความ 

คือการกางคัมภีร์สู้คดีให้คุณอย่างถึงที่สุด

ตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ 

แต่หน้าที่ที่แท้จริงของคุณ... 

คือต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้ยานรกนั่นให้เด็ดขาด 

ไม่อย่างนั้น ต่อให้ผมช่วยคุณหลุดจากห้องขังคราวนี้ 

วันข้างหน้าคุณก็ต้องวนกลับมานั่งมือสั่นที่เก้าอี้ตัวนี้อีกอยู่ดี”

เสียงนาฬิกาโบราณบนผนังยังคงส่งเสียง ติ๊ก... ต่อก... 

เดินหน้าต่อไปอย่างไม่ยินดียินร้าย

ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนั้น 

จึงอบอวลไปด้วยความจริงอันแข็งกระด้างของตัวบทกฎหมาย 

ประสมประสานเข้ากับความหวังอันเปราะบางของมนุษย์เดินดิน

คดียาบ้าในซอยเปลี่ยว... 

จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบันทึกประจำวันของสถานีตำรวจ 

หรือมาตราในประมวลกฎหมายอาญา 

หากแต่มันคือหนึ่งในบทละครชีวิตบทเตี้ย ๆ 

ของคนเมืองหลวง ที่ยังคงเปิดวิกแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

โดยไม่มีทีท่าว่าจะปิดฉากลงง่าย ๆ สรุปสั้น ๆ ก็แค่นั้นเอง!

ลุงเคน

ปิ่นโตเล็กในเมืองใหญ่

 


อรุณรุ่งที่ตลาดอุตสาหกรรมริมคลอง

เริ่มต้นด้วยความจอแจจำเจ 

เสียงเครื่องยนต์ของรถสองแถว

และจักรยานยนต์รับจ้างแผดร้องแข่งกับเสียงนกกาที่ออกหากิน 

เจ้าของร่างในชุดกรรมกรชายหญิง—

ผู้ข้ามมาจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน—

เริ่มทยอยก้าวออกจากห้องเช่าซอกตึกอันคับแคบทีละคน สองคน

ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนแถวอันเงียบเชียบ

มือหนึ่งกุมกระเป๋าผ้าเนื้อหยาบสีซีด 

อีกมือหนึ่งหิ้วปิ่นโตเถาเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่ประตูโรงงาน

ราวกับมีหมุดหมายอันปฏิเสธไม่ได้

ปิ่นโตเถาเล็กนั้น—หากพิเคราะห์ให้ดี—

มันหาใช่เพียงภาชนะบรรจุเสบียงกรัง

เพื่อประทังความหิวในมื้อกลางวันไม่ 

หากแต่เป็นประจักษ์พยานแห่งการต่อสู้ดิ้นรน

และการมัธยัสถ์อย่างที่สุด 

บางเถาบรรจุแกงถุงราคาถูกจากร้านชำริมทาง 

บางเถามีเพียงผัดผักแฉะ ๆ กับน้ำพริกถ้วยน้อย

เมื่อถึงเวลาพัก พวกเขาจะล้อมวง

แบ่งปันอาหารกันในมุมมืดของโรงงาน 

มีเสียงสรวลเสเฮฮาบ้าง 

มีความเงียบงันปะปนอยู่บ้าง 

ทว่าในดวงตาแต่ละคู่นั้น 

มักจะทอดประกายเหม่อลอยไปไกล

เกินกว่ากำแพงคอนกรีตหนาทึบ... 

ไกลไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่อยู่เบื้องหลังทิวเขา

ฉันเฝ้ามองภาพเหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

แล้วใจก็อดสะท้อนสะท้านขึ้นมาไม่ได้ 

มันคล้ายกระจกเงาที่บานเก่า

ซึ่งสะท้อนภาพความตรากตรำของเพื่อนมนุษย์ 

ผู้ต้องซมซานจากอ้อมอกของแผ่นดินแม่มา

เพื่อแลกหยาดเหงื่อกับเงินไม่กี่พันบาท 

เพียงเพื่อส่งกลับไปจุนเจือพ่อแม่ ลูกเมีย 

และบ้านหลังน้อยที่ยังเฝ้ารอคอยด้วยความหวัง

สำหรับสังคมเมืองหลวงอันแห้งแล้ง 

พวกเขาอาจเป็นเพียง ‘แรงงานต่างด้าว’ 

ไร้ตัวตนในสารบบ 

ทว่าในสายตาของฉัน 

ปิ่นโตสแตนเลสใบย่อมที่แกว่งไกวตามจังหวะก้าวเดินทุกเช้านั้น 

คือคำประกาศอันทรงพลังและเงียบเชียบที่สุดว่า 

พวกเขาก็คือมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี มีชีวิต มีความหวัง 

และมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากผู้ใด

และเมื่อแสงสุรีย์สาดส่องลงกระทบฝาปิ่นโตสแตนเลสในยามสาย 

มันพลันเกิดประกายแวววาวระยิบระยับ 

คล้ายจะบอกกับโลกใบนี้ว่า... 

เพลิงแห่งความพยายามของคนไกลบ้านนั้น 

ยังคงคุโชนอยู่ทุกเช้าค่ำ 

และจะไม่มีวันดับมอดลงตราบเท่าที่ใจยังถวิลหาบ้าน

ลุงเคน

ละครโรงใหญ่ ในห้องไกล่เกลี่ย


บ่ายวันนั้น 

อากาศในศาลแรงงานกลางดูจะอบอ้าวเป็นพิเศษ 

ไม่ใช่เพราะแอร์เสีย 

แต่เป็นเพราะไอแดดที่สะท้อนผ่านกระจกเข้ามา

ปะทะกับใบหน้าเคร่งเครียดของบรรดานักล่าค่าชดเชย

ที่นั่งรอโชคชะตาอยู่เต็มโถง

“ทนายเคน... ถ้าศาลไม่ช่วย 

ฉันคงต้องไปเกิดใหม่ชาติหน้าแล้วล่ะค่ะ”

นางสาวรัตนา—อดีตสาวโรงงาน

ผู้มีใบหน้าอมทุกข์เป็นนิจ—

เอ่ยขึ้นพลางกอดแฟ้มเอกสารในอ้อมอก

แน่นเสียจนกระดาษแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างกาย 

หล่อนมองว่ามันคือไม้ซุงท่อนสุดท้ายกลางทะเลคลั่ง

เคน—ทนายความหนุ่มผู้มีรอยยิ้มราบเรียบ

ดุจผิวน้ำในคลองแสนแสบยามไร้เรือหางยาว—

เปรยตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำตามสไตล์

“ใจเย็นๆ เถอะคุณรัตนา 

ศาลแรงงานไม่ใช่ร้านขายของชำ

ที่ใครมีเงินมากกว่าจะซื้อความยุติธรรมไปได้ 

แต่มันคือโรงละครที่พระเอกมักจะปรากฏตัวตอนจบเสมอ”

ในห้องไกล่เกลี่ยขนาดกะทัดรัด 

ฝ่ายนายจ้างนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้

ด้วยท่าทีประหนึ่งเจ้าของที่ดินในสมัยศักดินา 

เขาสวมสูทตัดเย็บประณีต

ผิดกับเสื้อผ้าป่านยับย่นของรัตนาอย่างสิ้นเชิง

“บริษัทไปไม่รอด เศรษฐกิจมันเน่าครับท่าน 

เราเลิกจ้างตามความจำเป็น 

กฎหมายเขาว่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มสักบาทเดียว” 

นายจ้างสำรอกคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังเกินความจำเป็น 

ราวกับต้องการข่มขวัญเฟอร์นิเจอร์ในห้อง

เคนไม่ได้ตอบโต้ด้วยเสียงตะโกน 

เขาเพียงแต่ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ 

ก่อนจะหยิบเอกสารสามชุดออกมาวางเรียงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า 

ราวกับนักมายากลที่กำลังเตรียมปล่อยไพ่ตาย

“ท่านครับ นี่คือบันทึกโอทีที่บริษัทบอกว่าไม่มี... 

นี่คือสลิปเงินเดือนที่ตัวเลขสั้นกว่าไม้บรรทัด... 

และนี่คือจดหมายเลิกจ้างที่เขียนได้นิยายกว่านิยายเล่มละบาทเสียอีก”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบลงทันที 

แม้แต่เสียงแอร์ก็ดูเหมือนจะเบาลงเพื่อรอฟังคำตัดสิน 

ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างพยักหน้าหงึกๆ 

มองนายจ้างด้วยสายตาชนิดที่ใช้มองคนเผลอทำกระเป๋าตังค์หล่นต่อหน้าตำรวจ

เมื่อถึงคราวสืบพยาน 

ศาลแรงงานนั้นไซร้ท่านทรงอำนาจในการซักถามเองเสียส่วนใหญ่ 

เคนยืนอยู่ข้างลูกความอย่างสงบนิ่ง 

เขาไม่พูดพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อไหร่ที่อ้าปาก 

ทุกคำพูดจะแหลมคมเหมือนมีดโกนอาบน้ำผึ้ง

“การเลิกจ้างน่ะเรื่องเล็กครับท่าน 

แต่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคนทำงานด้วยการเบี้ยวเงินเนี่ย... 

มันเป็นเรื่องของหัวใจที่กฎหมายไทยไม่ยอมให้ใครทำฟรีๆ”

ผลลงเอยด้วยการที่นายจ้างต้องเซ็นเช็ค

จ่ายทั้งค่าชดเชยและค่าล่วงเวลาจนครบทุกบาททุกสตางค์ 

รัตนาร้องไห้โฮออกมา 

แต่เป็นน้ำตาชนิดที่คนมีเงินในบัญชีเขาใช้กัน 

ไม่ใช่น้ำตาของคนสิ้นไร้ไม้ตอก

เคนหันไปมองลูกความที่กำลังปาดน้ำตา ก่อนจะกระซิบเบาๆ

“เห็นไหมคุณรัตนา 

คดีแรงงานน่ะมันไม่ใช่แค่เรื่องหาเงินไปซื้อข้าวสาร 

แต่มันคือการยืนยันว่าถึงเราจะเป็นน็อตตัวเล็กๆ ในโรงงาน 

แต่เราก็น็อตที่มีหัวใจและมีราคาที่ต้องจ่าย... 

ถ้าใครคิดจะถอดทิ้งส่งเดช”

เขากระชับกระเป๋าเอกสาร 

เดินลงจากบันไดศาลด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคง 

ท่ามกลางผู้คนอีกมากที่ยังรอพิสูจน์ความจริงในบทละครตอนต่อไปของชีวิต...




วิชาแก้กรรม

 


ลมร้อนพัดโชยมาพอให้ยอดมะพร้าวไหวไหว 

แสงจันทร์วันเพ็ญนวลอาบไปทั่วลานวัด

ป่านิ่งสงบเสียจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงม 

หลังจบภารกิจทำวัตรเย็น 

หลวงตา ขยับนั่งพิงพนักไม้แกะสลักอย่างสบายอารมณ์ 

ส่วน เณรเคน ก็นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างๆ 

ท่าทางพร้อมจะรับฟัง "ธรรมะนอกตำรา" 

ที่หลวงตามักจะมีมาสมนาคุณอยู่เสมอ

"เณร... เคยได้ยินเรื่อง 'วิชาแก้กรรม' 

ที่เขากำลังฮิตกันไหม?" หลวงตาเปรยขึ้น 

ทำเอาเณรเคนหูผึ่ง

"แก้ได้จริงเหรอครับหลวงตา? 

ผมเห็นในข่าวเขาวิ่งรอกเข้าหาพิธีพวกนี้อย่างกับหาเลขเด็ด" 

เณรถามด้วยความสงสัย

หลวงตาหัวเราะหึๆ ในลำคอ 

ก่อนจะเริ่มร่ายยาวด้วยสำนวนชวนนึกภาพตาม...

"เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ วัดแห่งหนึ่ง

ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากความเจริญนัก 

ถนนสายเล็กๆ หน้าวัดที่เคยเงียบเหงา 

กลับแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์หลากยี่ห้อ 

ตั้งแต่รถยุโรปป้ายแดงยันรถกระบะเก่าคร่ำคร่า 

ฝุ่นตลบอบอวลราวกับมีงานวัดประจำปี 

แต่เป้าหมายของทุกคนไม่ได้อยู่ที่ชิงช้าสวรรค์หรือโรตีสายไหม 

หากแต่มุ่งหน้าสู่ศาลาการเปรียญ

ที่มีป้ายไวนิลขนาดมหึมาประกาศหรา... 

'พิธีแก้กรรม – รับรองผลทันตาเห็น'

ในศาลานั้น อากาศร้อนระอุพอๆ กับความเร่าร้อนในใจคน 

มีโยมสีกาสาวคนหนึ่ง แต่งตัวภูมิฐาน 

ชุดสูทแบรนด์เนมดูแพงระยับพอๆ กับใบหน้าที่อมทุกข์ 

หล่อนเพิ่งถูกเลิกจ้าง มาจากบริษัทข้ามชาติ

แทนที่จะไปกรมแรงงาน หล่อนกลับเลือกมาพึ่ง 

'วิศวกรรมทางวิญญาณ' 

เพราะปักใจเชื่อว่าโดนเจ้ากรรมนายเวรเขย่าขาเก้าอี้

อีกมุมหนึ่ง 

มีตาแก่ท่าทางซื่อๆ 

แบกถุงข้าวสารหนักอึ้งจนหลังแอ่น 

แกหวังจะเอามาแก้กรรมให้ลูกชาย

ที่ไปกินข้าวแดงอยู่ในเรือนจำ 

แกเชื่อว่าถ้าถวายข้าวสารนี้ให้นักบวชไปสวดล้างอาถรรพ์ 

โซ่ตรวนที่ขาลูกชายจะหลุดออกได้เองโดยไม่ต้องพึ่งทนาย

ทันใดนั้น 

นักบวชรูปหนึ่งก็ก้าวออกมา 

สุ้มเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลังผ่านไมค์ไร้สายยี่ห้อดี 

เสียงแกกังวานราวกับโฆษกสินค้าหน้าห้างฯ 

'วันนี้... ใครหนี้ท่วมหัว ยกมือขึ้น! 

ใครผัวทิ้งเมียหนี ยกมือขึ้น! 

ใครเจ็บไข้ได้ป่วยลุกไม่ไหว ยกมือขึ้น!'

สิ้นคำประกาศ เสียง 'สาธุ' 

ก็ดังกระหึ่มศาลา ราวกับการขานรับในคอนเสิร์ตวงร็อกชื่อดัง

พิธีเริ่มขึ้นด้วยความอลังการ 

ควันธูปคลุ้งจนตาแฉะ แต่ไฮไลท์จริงๆ 

อยู่ที่ 'เมนูบุญ' ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระบบ 

แก้กรรมหนี้สินเริ่มต้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท...

แก้กรรมรักร้าวต้องสองพัน... 

แต่ถ้าอยากสุขภาพดีถ้วนหน้า

จัดไปที่สองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท... 

ราคานี้รวมค่าสวดและเครื่องมงคลเรียบร้อย ไม่มีชาร์จเพิ่ม!

แม่สาวชุดสูทยื่นบัตรเครดิตทองระยิบให้เจ้าหน้าที่อย่างไม่ลังเล 

หล่อนคงนึกว่าการ 'รูด' ครั้งนี้คือการ 'ล้าง' บัญชีหนี้กรรม 

ส่วนตาแก่ก็ยกถุงข้าวสารขึ้นเหนือหัว 

น้ำตาไหลพรากด้วยความศรัทธา 

โดยหารู้ไม่ว่าพอตกเย็น 

ข้าวอาถรรพ์ถุงนั้นอาจจะถูกขนขึ้นรถกระบะ

ไปส่งขายต่อที่ตลาดท้ายซอยในราคาประหยัด

เมื่อพิธีจบลง 

นักบวชท่านกล่าวสรุปทิ้งท้ายด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้ง...

'โยมเอ๋ย... กรรมใดๆ ในโลกนี้แก้ได้ไม่ยาก 

ขอเพียงมีศรัทธาที่แรงกล้า... 

และมีกำลังทรัพย์ที่ถึงพอ!'

เสียงปรบมือชื่นชมดังลั่นราวกับได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในชีวิต..."

หลวงตาหยุดเล่าพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ

เณรเคนนั่งนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า 

"แล้วสรุปมันจบแค่นั้นเหรอครับหลวงตา?"

หลวงตาขยิบตาข้างหนึ่งแล้วตอบว่า...

"ขณะที่ผู้คนเดินยิ้มกริ่มออกจากศาลา 

เด็กวัดตัวกะเปี๊ยกคนหนึ่งที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ข้างรั้ว 

ก็กระซิบกับเพื่อนขำๆ ว่า... 

'ถ้าแก้กรรมด้วยแบงก์พันได้จริงๆ 

ป่านนี้เมืองเราคงไม่มีคนจน คนเจ็บ 

หรือคนติดคุกเหลืออยู่แล้วล่ะพี่... 

สงสัยพวกนั้นคงลืมพกกระเป๋าสตางค์มาวัดมั้ง!'"

ลมร้อนพัดมาอีกวูบหนึ่ง 

คราวนี้เณรเคนเริ่มรู้สึกว่า 

อากาศคืนนี้... มันเย็นขึ้นมาแปลกๆ



เปตรกลางกรุง

 



บรรยากาศช่วงบ่ายวันนี้มันช่างอึมครึมพิกล

เมฆเทาทะมึนลอยต่ำจนแทบจะเรี่ยยอดกุฏิ

กลิ่นดินชื้นฝนโชยมาเข้าจมูก

เณรเคนขยับจีวรให้กระชับ

พลางถือจอบคู่ใจไปช่วยหลวงตาที่โคนต้นพิกุล

หญ้าแพรกหญ้าคาพวกนี้มันก็แปลก

พอได้น้ำฝนเข้าหน่อยก็ดี๊ด๊าแตกยอดเขียวขจีท้าทายคมจอบเสียเหลือเกิน

หลังจากออกแรงจนเหงื่อซึมหลัง

หลวงตาก็วางจอบลง พลางทรุดกายลงนั่งบนม้าหินขัดตัวเก่า

ท่านทอดสายตามองข้ามกำแพงวัด

ไปทางทิศที่มีตึกระฟ้าเบียดเสียดกันอยู่ไกลๆ

แล้วจู่ๆ ท่านก็เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ

“เณร... เคยเห็นเปรตกลางกรุงไหม?”

เณรเคนชะงักมือที่กำลังเช็ดหน้า

“ในกรุงเทพฯ นี่นะหลวงตา?

ไฟสว่างโร่รถติดหนึบขนาดนั้น

เปรตที่ไหนจะกล้าออกมายืนสบตาคนล่ะครับ”

หลวงตายิ้มกริบ

เป็นรอยยิ้มแบบคนที่เห็นโลกมาจนทะลุปรุโปร่งก่อนจะเล่าว่า

“สมัยหนึ่ง กลางเมืองหลวงที่แสงไฟนีออนสว่างไสว

ชนิดที่ไม่ยอมให้ความมืดได้หายใจ

หลวงตาเคยเห็น... เห็นเงาร่างหนึ่งผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก

ยืนพิงเสาไฟฟ้าต้นเบ้อเริ่ม

ร่างนั้นไม่ใช่คนหรอกเณร

แต่เป็นวิญญาณที่ตายไปด้วยความหิวโหย”

ท่านหยุดจังหวะนิดหนึ่ง ตามสไตล์เรื่องเล่าชุด ‘ขนหัวลุก’

“เขายื่นมือเหี่ยวๆ ออกไปคว้าถุงอาหารที่วางทิ้งไว้บ้าง

คว้าเศษขนมตามถังขยะบ้าง

แต่เณรเอ๋ย... พอปลายนิ้วสัมผัสปุ๊บ

ของพวกนั้นก็กลายเป็นควันจางๆ

ลอยหายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงกระซิบของมันดังรอดไรฟันออกมาว่า

เราหิวจนกระดูกสั่น แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีข้าวกินนะท่าน...

เราหิวเพราะตอนมีชีวิต เรากักตุนเอาไว้

ไม่ยอมแบ่งใคร เราปล่อยให้คนอื่นอดเพื่อให้ตัวเองอิ่ม’

เณรเคนกลืนน้ำลายเอื๊อก พลางนึกภาพตาม

“คนเดินผ่านไปมาเขาก็หัวเราะคิกคักเณรเอ๋ย

บางคนบ่นว่า ‘แหม เปรตสมัยนี้ทำรูปร่างน่ากลัวดีแฮะ’ 

แล้วเขาก็รีบจ้ำอ้าวไปขึ้นรถไฟฟ้า

ไปหาของกินหรูๆ ในห้างสรรพสินค้า

ไม่ต่างอะไรกับตอนที่พวกเขายังมีชีวิต

แล้วเดินเมินคนขอทานริมถนนนั่นแหละ”

หลวงตาถอนใจยาว

“เสียงวิญญาณนั่นยังดังแว่วมาตามลมว่า

‘การลงโทษที่แท้จริงไม่ใช่ไฟนรกที่ไหนหรอก

แต่มันคือความจริงที่ตามหลอกหลอน

ว่าความโลภมันทำให้เราตายทั้งเป็น

แม้หลังความตาย... ท้องก็ยังไม่อิ่ม’

เมืองหลวงในตอนนั้นก็ยังคงสว่างไสว

ป้ายโฆษณาอาหารราคาจานละหลายพัน

ยังคงกะพริบวิบวับเรียกแขก

แต่ใต้เสาไฟต้นเดิม เงาร่างที่โหยหิวนั่นก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น

เป็นภาพประชดประชันที่แสนจะเจ็บแสบ

“จำไว้นะเณร...”

หลวงตาทิ้งท้ายพลางมองยอดหญ้าที่เพิ่งโดนถาง

“ความหิวของวิญญาณน่ะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรอก

แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อน

ความหิวโหยในใจของคนเป็นๆ อย่างเรานี่แหละ 

ใครที่หิวไม่รู้จักพอ... ต่อให้กินเข้าไปทั้งโลก 

วันหนึ่งมันก็ต้องไปยืนสั่นอยู่ข้างเสาไฟเหมือนกัน”

เณรเคนฟังจบก็นิ่งอั้น 

ลมเย็นพัดวูบมาจนขนลุกเกรียว 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศครึ้มฝน 

หรือเพราะเรื่องเปรตกลางกรุงของหลวงตากันแน่!

ลุงเคน


ตู้น้อย...ร้อยใจ


เมื่อหลายปีก่อน ที่บ้านมีเหตุให้ต้องขยับขยายหน้าที่การงาน

จากที่เคยอาศัยบารมีพี่แท็กซี่ขนข้าวของไปขาย

ก็เริ่มเกิดความไม่สะดวกตามอัตภาพ

พี่แท็กซี่บางท่านก็มีเมตตาจิตสูงส่ง

ขนของประหนึ่งจะย้ายบ้านท่านก็ไม่ว่า

แต่บางท่านก็สำแดงอาการ "รถเต็ม"

หรือขอเพิ่มค่าธรรมเนียมตามระยะทางจนใจหาย

สุดท้ายผมจึงตัดสินใจตกลงปลงใจกับ "ตู้น้อย" คันหนึ่ง

มันคือ Daihatsu Hijet S200V จากอู่เจ๊แถวบ้าน

ในสนนราคาที่ฟังแล้วสบายใจ ๑๙๐,๐๐๐ บาทถ้วน

บวกค่าติดตั้งแก๊สเข้าไปอีกนิดหน่อยพอเป็นกระสาย

ผมกล้าเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่คือ

"รถยนต์คันแรก" ของครอบครัว

เพราะที่ผ่านมากาลก่อนนั้น

เราคุ้นชินแต่กับจักรยานและจักรยานยนต์มาโดยตลอด

แต่ก็นั่นแหละครับ ปากคนยาวกว่าปากกา

เมื่อซื้อมาแล้วก็มีกัลยาณมิตรหลายท่าน

แสดงความห่วงใยกันถ้วนหน้า

จนผมอดขำในใจไม่ได้กับคำปุจฉา-วิสัชนาที่เกิดขึ้น

"ทำไมไม่ซื้อกระบะมือสอง?"


ท่านว่าเงินก้อนนี้ถอยกระบะได้สบายๆ

ผมก็ได้แต่ตอบในใจว่า

กระบะนั้นใหญ่โตเกินความจำเป็นสำหรับผมไปมากนัก


"รถอายุเกินสิบปีนะนั่น!"


บางท่านทักทายเรื่องอายุรถ

ผมก็ได้แต่ยิ้มแล้วตอบว่า

"ถึงจะเก่าจากญี่ปุ่น แต่ผมคือมือหนึ่งในไทยนะครับ"


"รถไม่สดนะพี่"


ฟังแล้วก็นึกว่าท่านกำลังเลือกซื้อผักคะน้าในตลาด

รถยนต์นะครับไม่ใช่ผักบุ้งไฟแดง

จะได้วัดความสดกันที่ความกรอบ


"ทำไมไม่ผ่อนรถใหม่ล่ะ?"


ข้อนี้ผมฉงนนัก

ด้วยรายได้ประจำบวกรายได้พิเศษที่พอมีพอใช้

การควักเงินเก็บซื้อสดให้จบไปในงวดเดียว

ไม่ต้องเป็นหนี้ผูกพันไปอีกเจ็ดปีแปดชาติ

มันไม่ดีกว่าการผ่อนส่งตรงไหนกัน?

บ้างก็ว่ารถคันเล็กแค่นี้จะวิ่งไกลไหวหรือ?

ผมก็นึกขำ ขนาดมอเตอร์ไซค์เครื่อง ๑๒๕ ซีซี

เขายังแว้นไปถึงยอดดอยอินทนนท์กันได้

แล้วเจ้าตู้น้อยเครื่อง ๖๖๐ ซีซี คันนี้ จะใจเสาะกว่าเชียวหรือ?

ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นคำที่ว่า "ขับแล้วไม่สมฐานะ"

ผมก็นึกทบทวนดูว่า "ฐานะ" ของผมคืออะไร?

หากฐานะคือการมีกินมีใช้ มีบ้านซุกหัวนอน

ไร้โรคภัยเบียดเบียน และมีใจที่เป็นสุข

"ตู้น้อย" คันนี้แหละครับที่ตอบโจทย์ฐานะของผม

ได้ดียิ่งกว่ารถหรูราคาแพง

ผมนึกถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงท่าน

แล้วก็บอกกับตัวเองว่า เท่านี้ก็ "พอ" แล้วสำหรับชีวิต

"ตู้น้อยพอเพียง" คันนี้แหละ

คือคำตอบที่สงบเงียบท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่วุ่นวาย