เมื่อพระเกศโมลีกลายเป็นทองเหลือง



หลังฝนซา กลิ่นดินชื้นลอยคลุ้งไปทั่วลานวัด

ต้นโพธิ์หน้าศาลาเหมือนจะเขียวขึ้นกว่าทุกวัน

หยดน้ำค้างเกาะปลายใบสั่นระริกเหมือนยังไม่อยากตก

เณรเคนเดินช้า ๆ ออกจากกุฏิ 

หลังนั่งกรรมฐานยาวกว่าปกติ

ใจนิ่ง…แต่หูยังได้ยินเสียงโลก

เสียงโลกวันนี้ ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงนก

แต่เป็นเสียงข่าว

ข่าวที่ว่ามีคนคิดจะถอด “พระเกศโมลีทองคำ”

ไปขาย เพื่อซื้อที่ถวายวัด

ฟังดูเหมือนบุญใหญ่

แต่พอไปถึงร้านทอง กลับกลายเป็นทองเหลือง

เรื่องนี้ทำให้เณรเคนยิ้มมุมปาก

ไม่ใช่ยิ้มขำคน

แต่ยิ้มขำกิเลส

หลวงตาเคยพูดไว้ว่า

“ของบางอย่าง…ไม่ได้ปลอมที่เนื้อโลหะ

แต่มันปลอมตั้งแต่เจตนา”

พระเกศนั้น ถูกเก็บไว้ในห้องอย่างดี

จะเอาออกมาประดับเศียรพระก็เฉพาะวันมีงาน

เณรเคนนึกถึงคำหลวงตาอีกครั้ง

“คนบางคน เอาพระพุทธเจ้าออกมาใช้เฉพาะวันที่ต้องการโชว์ศรัทธา

แต่วันที่ต้องใช้ธรรมะ กลับเก็บท่านใส่ตู้”

พระเกศโมลี กลายเป็นเหมือนทองในงานแต่งงานชาวบ้าน

มีไว้ให้คนเห็นว่า “ฉันก็มี”

ต่างกันแค่ว่า…

อันหนึ่งประดับคน

อีกอันประดับพระ

แต่เจตนาเดียวกัน

กลัวขโมย

กลัวหาย

กลัวคนไม่เห็นค่า

ทั้งที่ของถวายเป็นพุทธบูชา

เขาถวายเพราะอยาก “ให้พ้นจากความเป็นเจ้าของ”

แต่คนรุ่นหลัง กลับ “ยึดให้แน่นกว่าเดิม”

หลวงตาเคยหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกเณรเคนว่า

“เวลาคนถวายของให้พระพุทธเจ้า

เขาปล่อยวาง

แต่เวลาพระรับไว้

กลับยึดแทนโยม”

เณรเคนยืนมองพระประธานในโบสถ์

เศียรพระว่างเปล่า

ว่าง…แต่ดูสง่างามกว่าทุกวันที่ประดับเกศโมลี

เพราะวันนี้ไม่มีอะไร “ห้อยความอยาก” ไว้บนพระเศียร

ลมพัดผ่านหน้าต่างโบสถ์เข้ามาเย็น ๆ

เณรเคนนึกถึงคำหนึ่งของหลวงตาที่ฝังใจ

“คนที่คิดจะเอาของบนหัวพระไปขาย

ไม่ได้กำลังซื้อที่ดินให้วัด

แต่กำลังขายศรัทธาเพื่อซื้อความดีให้ตัวเอง”

บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก

เป็นเพียงโลหะชิ้นหนึ่ง

แต่หลวงตาสอนว่า

“ของบางอย่าง ราคาไม่อยู่ที่ตลาดทอง

แต่อยู่ที่ตลาดกรรม”

ทองคำหรือทองเหลือง ไม่สำคัญเท่า

ใจที่คิดจะถอดพระพุทธเจ้าออกจากที่ของท่าน

เพื่อเอาไปแลกกับที่ดิน

เณรเคนถอนหายใจเบา ๆ

ลูกที่ขายเนื้อพ่อเพื่อหากิน

จะเรียกว่ากตัญญูหรือไม่…ไม่ต้องตอบ

กรรมจะตอบเอง

และเณรเคนก็เผลอพึมพำคำของอาจารย์ยอดออกมาโดยไม่รู้ตัว

“แรงใดในโลก เสมอด้วยแรงกรรมไม่มี”


ลุงเคน 

หลวงปู่ขำ วัดห้วยพลู

 


หากจะกล่าวถึงตำนานเกจิอาจารย์รุ่นปู่ รุ่นทวด 

แห่งเมืองนครปฐมชื่อของ “หลวงปู่ขำ” 

แห่งวัดห้วยพลู ต้องถูกจารึกไว้ในลำดับต้นๆ 

ในฐานะพระผู้ทรงอภิญญาที่มีประวัติโลดโผนไม่แพ้ใคร 

ท่านไม่ได้มาพร้อมกับความนุ่มนวลเพียงอย่างเดียว 

แต่มาพร้อมกับ "ตบะ" และ "บารมี" 

ที่สยบได้แม้กระทั่งวิญญาณร้ายและนักเลงหัวไม้ในสมัยนั้น

อิฐจากวัดร้าง... และอาถรรพ์ที่ถูกสยบ

ในยุคที่วัดห้วยพลูยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์รกชัฏริมน้ำ 

หลวงปู่ขำท่านเริ่มสร้างวัดด้วยความเด็ดเดี่ยว 

เรื่องแปลกมันอยู่ตรงที่ท่านเลือกไปขนอิฐมาจาก 

“วัดโบสถ์” ซึ่งเป็นวัดร้างเก่าแก่ที่มีคำเล่าลือว่า “เฮี้ยน” 

จนชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะเดินเฉียด เพราะเจ้าที่แรงเหลือใจ

แต่สำหรับหลวงปู่ขำ 

ท่านเดินดุ่มเข้าไปเจรจากับสิ่งลี้ลับเหล่านั้นด้วยวิถีของสงฆ์ผู้มีวิชา 

ท่านขนอิฐเหล่านั้นมาสร้างโบสถ์ 

สร้างวิหารที่วัดห้วยพลูจนสำเร็จ 

ว่ากันว่าที่ท่านทำแบบนั้นได้เพราะ "วาจาสิทธิ์" 

และอำนาจจิตที่แข็งแกร่งเกินกว่าสัมภเวสีหน้าไหนจะต่อกร

ยุคที่นักเลงครองเมือง... แต่ต้องสยบให้ผ้าเหลือง

ลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีสมัยก่อน 

ไม่ใช่ที่สำหรับคนขวัญอ่อน 

นักเลงสมัยนั้นเขา "ของจริง" 

ใครว่าดี ใครว่าเหนียว ต้องมาลองดีกับหลวงปู่ที่วัดห้วยพลูเสมอ 

มีเรื่องเล่าว่านักเลงดีหลายรายตั้งใจจะมา "ลองของ" กับท่าน

แต่พอเห็นสายตาและคำพูดเพียงไม่กี่คำของหลวงปู่ขำ 

บางคนถึงกับเข่าทรุด หรือบ้างก็ถึงกับละพยศ 

ยอมก้มกราบขอเป็นลูกศิษย์กันถ้วนหน้า

ท่านไม่ได้ดุด้วยโทสะ แต่ท่านดุด้วย "ความจริง"

ครมาดีท่านเมตตา ใครมาข่มท่านสยบด้วยบารมีธรรม

อมตะแห่งรูปหล่อ... และศรัทธาที่ไม่เลือนหาย

แม้สังขารท่านจะล่วงลับไปตั้งแต่อดีตสมัย 

(ว่ากันว่าช่วงปลายอยุธยาถึงต้นธนบุรี) 

แต่ความขลังของท่านไม่เคยจางหาย ในปี พ.ศ. 2451 

หรือเมื่อกว่าร้อยปีก่อน 

ชาวบ้านที่ได้รับสืบทอดเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์

จึงได้ร่วมใจกันสร้าง รูปหล่อจำลอง ของท่านขึ้นมา

ที่แปลกคือ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด 

ความรู้สึก "อุ่นใจ" 

ของคนที่ไปกราบไหว้ท่านที่ริมน้ำนครชัยศรีนั้นยังคงเดิม 

เหมือนหลวงปู่ยังคงนั่งตรวจตรา 

ดูแลลูกหลานชาวห้วยพลูอยู่เสมอ 

ใครที่ครอบครองวัตถุมงคลของท่าน 

ไม่ว่าจะเป็นรุ่นปี 2536 หรือรุ่นใดก็ตาม 

ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ถ้าไม่แน่จริง 

คนนครปฐมเขาไม่หวงกันขนาดนี้หรอก"

เรื่องของหลวงปู่ขำ 

ไม่ใช่แค่เรื่องของพระเครื่องหรือความเหนียว 

แต่มันคือเรื่องของ "หัวใจ" ของพระเถระยุคเก่า 

ที่สร้างวัดท่ามกลางดงนักเลงและวิญญาณร้าง

มาได้ด้วยพลังแห่งพุทธคุณโดยแท้ 

ใครผ่านไปแถวนครชัยศรี 

ลองแวะไปกราบท่านที่ริมน้ำดูเถิดครับ 

แล้วจะรู้ว่าความขลังแบบโบราณที่สัมผัสได้ด้วยใจ... เป็นอย่างไร!

ลุงเคน

งานศพ...ที่ศพไม่ได้สั่ง

 



ชาวบ้านร้านตลาดนั้น ประหลาดอยู่อย่าง...

ยามคนอยู่ไม่ใคร่จะสนใจถามไถ่ว่าอดหรืออิ่ม 

แต่พอคนสิ้นลมละสังขารเท่านั้นแหละ 

ความเป็นหูเป็นตาแทนญาติมิตรจะทำงานขึ้นมาทันที

ทิดมั่น แกเป็นคนประเภท "เสือซุ่ม" 

เมียตายแทนที่จะร้องห่มร้องไห้ป่าวประกาศให้ก้องทุ่ง 

แกกลับทำตัวเหมือนคนทำของหายแล้วหาเจอคนเดียว 

แกแจ้งราชการเสร็จสรรพ ก็จัดการ "ฌาปนกิจ" 

แบบ Private หรือจะเรียกแบบฝรั่งให้โก้ก็คือ Exclusive ส่วนตัวสุดขีด 

ใช้ฟืนที่หามาได้ประเคนไฟลงไป 

ส่งเมียขึ้นสวรรค์ด้วยมือเปล่า ๆ ของแกเอง 

แล้วกวาดเถ้ากระดูกไปไว้โคนไม้ 

เป็นอันจบพิธีแบบไม่ต้องพึ่งทายกให้เสียเวลา

แต่พอกลิ่นไหม้จางลง เสียง "นินทา" กลับหนาขึ้นมาแทน!

ป้าสายข้างบ้านที่ปกติไม่เคยแม้จะส่งแกงสักถ้วยให้เมียทิดมั่นตอนป่วย 

กลับเป็นเดือดเป็นแค้นขึ้นมาเสียฉิบ 

“ดูซิ...นังขวัญมันอาภัพ ผัวใจดำทำเหมือนเผาตอไม้ 

ไม่บอกพระบอกเจ้า ไม่เกรงใจประเพณีอันดีงาม!”

เณรเคน ท่านนั่งรำพึง...ประเพณีอันดีงามที่ว่าน่ะหรือ?

เณรเคยไปนั่งเป็นพร็อพบนอาสนะในงานศพ "ผู้มีเกียรติ" มาก็มาก 

เห็นพิธีกรพ่นน้ำลายสาธยายเกียรติประวัติผู้ตายเสียจนนึกว่าเทวดาจุติมาเกิด 

ทั้งที่ตอนอยู่เจ้าตัวอาจจะชอบกินสินบนมากกว่ากินข้าวเสียด้วยซ้ำ

แขกเหรื่อที่มาร่วมงานน่ะหรือ? 

ปากก็บอกว่ามาด้วยความอาลัย 

แต่หูนั้นคอยฟังเสียงพระว่าเมื่อไหร่จะสวด "จบ" เสียที 

“พระท่านจะรีบไปไหนนะ สวดรวบรัดเหลือเกิน” รายหนึ่งบ่น 

“เออ...สวดเร็วก็ดี ฉันจะได้รีบกลับไปดูละครน้ำเน่าตอนจบ” อีกรายตอบสวน

ในขณะที่เจ้าภาพกำลัง "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" 

ด้วยการสั่งพวงหรีดดอกไม้สดที่พรุ่งนี้ก็กลายเป็นขยะกองโต 

และจ่ายค่าเช่าศาลาแพงระยับเพื่อ "รักษาหน้า" 

ป้าอีกคนในงานราชพยาบาลกลับบ่นอุบว่า 

“อารัมภบทยาวจริงแม่คุณ 

เอ่ยชื่อแขกผู้มีเกียรติจนจะครบทั้งอำเภออยู่แล้ว ฉันต้องรีบไปรับหลาน!”

นี่แหละหนอ...ความหมายของงานศพยุคใหม่ 

มันคือการ "แสดง" มากกว่าการ "ปลง"

เณรเคนถอนใจอีกครั้ง 

นึกถึงทิดมั่น...

แกคงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เข้าถึงหัวใจของความตายจริง ๆ 

แกไม่ได้เอาศพเมียไปเป็นเครื่องมือสร้างภาพพจน์ 

แกเผาความรัก ความผูกพัน 

และความเศร้าไปพร้อมกับกองฟืนนั้น 

แล้วคืนร่างที่เหลือให้กลายเป็นปุ๋ยแก่ต้นไม้

ส่วนคนที่ด่าทิดมั่นน่ะหรือ? 

ก็คือคนที่ไม่ได้ช่วยออกค่าฟืนสักกิ่งเดียว 

แต่กลับอยากเข้ามา "บริหารจัดการ" ความตายของคนอื่นเสียเหลือเกิน

“คนเรามักเก่งเรื่องการจัดฉากให้คนอื่นดู 

แต่ลืมไปว่า...ท้ายที่สุดแล้ว บนกองฟืนนั้น 

เราต่างก็เหลือเพียงเถ้ากระดูกเท่ากันหนึ่งกำมือ 

จะเผาด้วยเครื่องเพชรหรือเผาด้วยกิ่งมะม่วง 

ผลลัพธ์มันก็คือความว่างเปล่าอย่างเดียวนั่นแหละ!”


ลุงเคน

วิถีคน... วิถีเณร


กงไกรลาศ ในวันวานนั้น มิได้มีเพียงแค่สายน้ำและกอไผ่
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิตเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า "เคน"
ชีวิตของเคนเริ่มต้นด้วยความระทึกขวัญ
ชนิดที่หมอสมัยใหม่คงส่ายหน้า
เพราะทันทีที่ลืมตาดูโลกในตำบลไกรใน
พ่อน้อยกับแม่ระเวียงก็ต้องขวัญเสีย
เมื่อเจ้าตัวดีเล่น
"รกพันคอ" มาตั้งแต่ในท้อง
รกเส้นหนานั้นพันรัดราวกับว่าธรรมชาติกำลังเล่นตลก
หรือบางที... สวรรค์อาจจะยังไม่อยากให้ไอ้หนูคนนี้ลงมาลำบากบนโลกมนุษย์

"ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือหมอตำแยที่นิ่งพอ
ไอ้เคนคงไปเป็นเทวดาตั้งแต่ยังไม่ได้ร้องอุแว้"
พ่อน้อยเคยมักพูดเปรยๆ พร้อมรอยยิ้มเศร้าๆ ของคนสู้ชีวิต

แต่ก็นั่นแหละ... เมื่อรอดตายมาได้
โชคชะตาก็ยังไม่วายส่งบททดสอบใหม่มาให้ในรูปของ "โรคลมชัก"
มันเป็นความทุกข์ที่หมอแผนปัจจุบัน
อาจเรียกว่ากระแสไฟฟ้าในสมองลัดวงจร
แต่สำหรับคนกงไกรลาศ มันคือเรื่องของ "สิ่งที่มองไม่เห็น"
เมื่อยาหม้อก็แล้ว ยาฝรั่งก็แล้วไม่หาย
สุดท้ายความกตัญญูต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงบังเกิด
พ่อน้อยแม่ระเวียงตัดสินใจยกเคนให้เป็นลูกบุญธรรมของ "เจ้าพ่อเพชรชมพู"

เหลือเชื่อ! หลังจากกราบกรานถวายตัวเป็นลูกท่าน
อาการชักที่เคยเป็นก็หายเป็นปลิดทิ้ง เหมือนปลิดทิ้งจริงๆ
เรื่องนี้ใครจะว่ากุเรื่องหรืออาศัยจิตวิทยาสำนักไหนก็ช่างเถอะ
แต่สำหรับเคน มันคือ
"พระคุณ"
ที่ต้องน้อมจิตอุทิศบุญให้เจ้าพ่อและบริวารทุกครั้งที่กรวดน้ำ

ชีวิตวัยเด็กของเคนระหกระเหินไม่แพ้โชคชะตา
เริ่มเรียนอนุบาลที่ โรงเรียนอินทรีย์ ฝั่งตรงข้ามอาชีวะสุโขทัย
แต่เรียนไปได้แค่ ป.1 โรงเรียนก็มีอันต้องปิดตัวลงเสียดื้อๆ
เหมือนโชคชะตาจะบอกว่า "ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า"
เคนจึงต้องหิ้วกระเป๋าไปต่อ ป.2 ที่ โรงเรียนวัดคูหาสุวรรณ จนจบประถม

เมื่อถึงทางแยกของชีวิต
ความยากจนมักจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเสมอ
พ่อน้อยแม่ระเวียงมองเห็นทางสว่างเพียงทางเดียวที่จะส่งลูกให้ถึงฝั่งฝัน
คือการฝากฝังไว้ใต้ร่มกาสาวพัสตร์
เคนจึงเปลี่ยนสถานะจากเด็กชายกลายเป็น
"เณรเคน"
เข้าสู่รั้ว โรงเรียนราชธานีวิทยาลัย

ภายใต้การดูแลของ หลวงพ่อมหาเฉลิม
ผู้อำนวยการใจดีในสมัยนั้น
เณรเคนได้เรียนรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือการได้พบกับ "หลวงตาประเมธ"
พระผู้ใหญ่ที่มองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเณรน้อยจากกงไกรลาศคนนี้

ท่านคือผู้ที่หยิบยื่นโอกาส
และนำพาเณรเคนเดินทางจากสุโขทัย
เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยอดีต มุ่งหน้าสู่ "เมืองหลวง"
ป่าคอนกรีตที่ยิ่งใหญ่และวุ่นวาย
เพื่อไปเขียนบทใหม่ของชีวิต
ที่เริ่มต้นจาก "รกพันคอ"
มาสู่ "ศิษย์พระตถาคต" อย่างเต็มตัว...


ฟ้าหลังพายุ กับเณรผู้เฝ้ามอง

 




ลมคำรามอยู่เหนือหลังคาวัด

ลมฝนแรงมาก

สายฝนสาดกระทบพื้นศาลาจนแตกเป็นฝอย

เหมือนใครบางคนกำลังโปรยความโกรธลงมาจากฟ้า

เมื่อเช้าแดดยังแผดเผาจนแสบผิว

 ตกบ่ายกลับเย็นเฉียบด้วยพายุฤดูร้อนที่ไม่มีใครบอกล่วงหน้า

เณรเคนนั่งนิ่ง มองม่านฝนที่ไหลพร่า

 สายตาไม่ได้จ้องออกไปไกลนัก

 แต่เหมือนมองทะลุไปถึงบางอย่างที่ไกลกว่านั้น

เสียงลมพัดป้ายโฆษณาหน้าวัดล้มครืน

ต้นไม้ที่ดูแข็งแรงเมื่อวาน วันนี้กลับหักโค่นอย่างง่ายดาย

เณรเคนนึกในใจ…

พายุนี้ คล้ายโลกข้างนอกเหลือเกิน

โลกที่ลมไม่ได้พัดด้วยอากาศ แต่พัดด้วยคำพูด

โลกที่ฝนไม่ได้ตกจากเมฆ แต่ตกจากนิ้วมือบนหน้าจอ

ใครขวางทางลม ก็ถูกพัดล้ม 

ใครอ่อนแอ ก็ถูกโค่นโดยไม่ต้องถามเหตุผล

แม้แต่ในรั้วผ้าเหลือง ก็ไม่พ้นแรงพายุนี้

ปฏิบัติดี…ก็เงียบไป

ปฏิบัติพลาด…เสียงดังไปทั่วทิศ

จนบางครั้ง เสียงของคนผิด

กลบเสียงของคนที่พยายามทำถูก

เณรเคนถอนหายใจเบา ๆ

พระภิกษุ…ก็มาจากลูกชาวบ้าน

ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนละชนิดเพียงเพราะห่มจีวร

ยังต้องฝึกจิต

ยังต้องฝึกกาย

ยังต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ในทางของตน

พายุไม่ได้ทำลายทุกอย่าง

 มันเพียงทดสอบว่า อะไร “หยั่งราก” ไว้ลึกพอ

ศาสนาก็เช่นกัน

ไม่ได้อยู่รอดเพราะเสียงโวยวาย

 แต่อยู่รอดเพราะคนที่ยังใช้ปัญญาเงียบ ๆ พิจารณาตามความเป็นจริง

ลมเริ่มเบาลง

ฝนเริ่มซา

เณรเคนมองหยดน้ำที่เกาะปลายชายคา

ก่อนมันจะหยดลงพื้นอย่างสงบ

ฟ้าหลังพายุ ไม่ได้สดใสเพราะพายุหายไป

แต่สดใส…เพราะสิ่งที่ยังยืนอยู่ได้ หลังพายุผ่านไปต่างหาก

ลุงเคน

หลบลมในใจ

 


บ่ายแก่ ๆ ใต้เงา ต้นไทร

อากาศร้อนอบอ้าวจนลมหายใจเหมือนติดอยู่ในอก

เณรเคนนั่งพับเพียบอยู่ข้างหลวงตา
บทสนทนาลอยไปเรื่อยตามประสาคนแก่เล่า คนหนุ่มฟัง

หลวงตามักย้อนอดีตเสมอ
ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นสารวัตรทหารเรือ ในยุคของ
จอมพล ป.พิบูลสงคราม

เรื่องราวของทะเล ของวินัย ของคำสั่ง
ฟังแล้วเหมือนหนังเก่า ๆ ที่ยังมีเสียงคลื่นกระทบหู

เณรเคนฟังตาโต
โลกของหลวงตากว้างไกลกว่ารั้ววัดหลายเท่า

เณรถามขึ้นเบา ๆ
“หลวงตา…ทำไมถึงมาบวช”

หลวงตาหัวเราะในคอ
“กูเกษียณแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร ก็อาศัยศาสนาขัดเกลาใจ เพื่อความหลุดพ้นโว้ย”

เณรยิ้มเจ้าเล่ห์
“จะหลุดพ้นไปไหน จากเจ้าหนี้เหรอหลวงตา”

หลวงตาค้อน
“เออ เด็กเวร นี่ไม่เคยได้ยินหรือไง…กระทำให้แจ้งเพื่อนิพพานน่ะ”

เณรนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อ
“นิพพานมันเป็นที่แบบไหนเหรอหลวงตา
แล้วคนธรรมดาที่ไม่ได้บวช จะปฏิบัติยังไงได้บ้าง”

คำถามลอยค้างอยู่ในอากาศร้อน

หลวงตาเงียบลง

ยังไม่ทันตอบ
พายุฤดูร้อนก็พัดมาพอดี

ลมกรรโชกแรงจนใบไทรสะบัดดังพรึ่บ
ฝุ่นทรายปลิวเข้าตา

ทั้งเณร ทั้งหลวงตา วิ่งหลบเข้ากุฏิแทบไม่ทัน

ประตูกระทบกรอบดังประตูปัง

ในความอื้ออึงของลมฝน
เณรตะโกนแข่งเสียงพายุ

“หรือการปฏิบัติธรรมต้องทำแบบนี้วะหลวงตา

ข้าศึกบุกเราหลบ ข้าศึกหลบเราแหย่!”

หลวงตาหอบนิด ๆ ก่อนหัวเราะ

เสียงหัวเราะคนแก่ แปลกดี

มันดังสวนกับเสียงพายุข้างนอก

หลวงตาพูดช้า ๆ

“เอ็งดูนะ…
เมื่อกี้ลมมา เราไม่ได้ไปสู้กับลม
เราแค่หาที่หลบ”

“ธรรมะก็เหมือนกัน
ไม่ได้เอาไว้สู้กับโลก
เอาไว้หลบโลก…ในใจเรา”

เณรเงียบ

เสียงฝนเริ่มซาลง

หลวงตาพูดต่อ

“นิพพานไม่ใช่ที่

มันคือสภาพที่ใจไม่ถูกลมพัดไปไหนอีก”

“คนไม่บวชก็ทำได้
แค่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหลบ
เมื่อไหร่ควรหยุด
เมื่อไหร่ควรนิ่ง”

ลมเบาลงจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำจากชายคา

เณรมองออกไปนอกกุฏิ

ต้นไทรยังยืนอยู่ที่เดิม

เหมือนมันรู้มานานแล้วว่า
หน้าที่ของมัน…ไม่ใช่สู้กับพายุ

แต่แค่หยั่งรากให้ลึกพอ
แล้วปล่อยให้พายุผ่านไปเอง

ลุงเคน

ยาขยัน... ในวันคนบ้า

 


วิทยุเครื่องเก่ายังคงทำหน้าที่แผดเสียงบอกเล่าข่าวคาวของสังคม

เณรเคนนั่งขัดสมาธิฟังแล้วก็ได้แต่ปลงสลด

ข่าวคนเมายาบ้าอาละวาดทำร้ายพ่อแม่

ฆ่าคนเดินดินกินข้าวแกงมีมาไม่เว้นวัน

จนเณรนึกย้อนไปถึงสมัยยังนุ่งกางเกงขาสั้นวิ่งเล่นกลางทุ่ง

ตอนนั้นเขายังเรียกเจ้าเม็ดสีชมพูนี้ว่า “ยาม้า” หรือไม่ก็ “ยาขยัน”

ภาพจำสมัยน้ันคือความสมัครสมานสามัคคี

ตอนลงแขกเกี่ยวข้าว แบกหัวมันขึ้นรถ

หรือช่วยกันยกเสาเอกสร้างบ้าน

ชาวบ้านเขาผสมเจ้ายานี่ลงในตุ่มน้ำ

ดื่มกันกินกันด้วยหวังจะเอาเรี่ยวเอาแรงมาสู้กับงานหนัก

ขยันกันจนหยดเหงื่อเข้าตา

แต่กลับไม่ยักษ์กะเห็นใครลุกขึ้นมาถือมีดไล่ฟันกันเหมือนเดี๋ยวนี้

นโยบายรัฐบาลก็เหมือนไม้ไอติม... เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล

บางยุคก็ปราบกันชนิดขุดรากถอนโคนจนเลือดนองโผ่น

บางสมัยก็ใจดีราวกัลยาณมิตร

ให้โอกาสคนเสพประหนึ่งเป็นผู้ป่วย

ปล่อยคนขายประหนึ่งเป็นพ่อค้าในสมัยพ่อขุนรามฯ

ใครใคร่ค้าม้า...ก็ค้าไป

จนคุกตารางเนืองแน่นไปด้วยขี้ยาและพ่อค้าหน้าใหม่

ตำรวจเขาก็คงระอา จะจับมาขังก็กลัวเปลืองข้าวแดงงบประมาณแผ่นดิน

“ศีลห้า” หรือ... เณรเคนส่ายหัว

จะชวนให้คนทั้งเมืองถือศีลห้า

ปลอดอบายมุข มันก็ดูจะเป็นเรื่องในอุดมคติเกินไป

ขนาดหลวงตาที่วัดยังแอบหลบมุม

ไปกระซิบถามหาเลขเด็ดจากโยมขายหวยอยู่บ่อยๆ

พอเณรใจกล้าถามว่า

“หลวงตาไม่ปฏิบัติมุ่งสู่นิพพานหรือครับ จะเอาหวยไปทำไม?”

หลวงตาหันมาค้อนขวับแล้วตอบด้วยตรรกะที่เณรต้องอึ้ง

“หาเงินมาสร้างโบสถ์โว้ยเณร!”

นั่นแหละ... สังคมไทย

โลกมันเปลี่ยนไป หรือคนมันเพี้ยนไปเองก็ไม่รู้

เมื่อก่อนกินยาขยันเพื่อทำงานสร้างบ้าน

แต่เดี๋ยวนี้เสพยาบ้าเพื่อทำลายบ้าน

แถมเป้าหมายสูงสุดของศาสนสถานบางแห่ง

ยังต้องพึ่งพาดวงชะตาจากกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เรียกว่าหวย

นิพพานน่ะไว้ทีหลัง...

ตอนนี้ขอ "สามตัวตรง" ให้โบสถ์เสร็จก่อนก็แล้วกัน!

ลุงเคน

ร้อนใน-เย็นนอก



เมษายนปีนี้ อากาศที่วัดป่าดูจะใจร้ายเป็นพิเศษ

แดดแรงเสียจนสุนัขเจ้าถิ่นยังเลิกเห่าหอน

แล้วอพยพไปนอนแลบลิ้นห้อยอยู่ใต้ถุนศาลา

เณรเคนนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่

พยายามตั้งสมาธิกับบทสวดในใบลาน

แต่ดูเหมือนเหงื่อที่ไหลซึมตามซอกรักแร้จะทำหน้าที่

"วิปัสสนา" ได้ดีกว่าบทเรียน

มันไหลย้อยลงไปจนสบงเปียกชุ่ม

ร้อนผ่าวไปทั้งกายตามประสาคนผิวเข้มที่ดูดซับแสงแดดได้ดีเยี่ยม

วัดนี้หลวงพ่อเฉลิมท่านมีวิสัยทัศน์

ท่านปลูกต้นไม้ไว้จนครึ้ม ทั้งต้นสัก ต้นโศก และอโศก

โยมหลายคนมาเดินชมวัดแล้วก็มักจะถกเถียงกันว่า

ต้นไหน "โศก" ต้นไหน "อโศก"

บ้างก็ว่าถ้าใบย้อยลงนั่นน่ะโศก ถ้าใบตั้งขึ้นนั่นน่ะอโศก

เณรเคนมองดูแล้วก็คิดในใจว่า

จะโศกหรืออโศกก็ไม่เห็นต่างกัน

ตราบใดที่มันยังให้ร่มเงาบังแดดเผาหัวให้เณรได้ในเวลานี้

ลมร้อนวูบหนึ่งพัดมากระทบกาย

เหงื่อที่เปียกชุ่มกลับกลายเป็นความเย็นวาบขึ้นมาทันที

“เออหนอ...” เณรคิด “ในความร้อนยังมีเย็น ในความเปียกยังมีสบาย”

เณรเริ่มเหม่อมองออกไปนอกรั้ววัด

คิดถึงทางเดินของโลกที่แบ่งแยกผู้คนไว้หลากหลาย

บางคนรวยจนล้นเหลือ บางคนอดจนกิ่วลูกตา

บางคนเป็นเจ้าคนนายคน

ส่วนเณรเอง... เป็นลูกชาวนาที่มาบวชเรียนเพื่อหาทางไปต่อในโลกกว้าง

คนเขาบอกว่าบวชเพื่อนิพพาน

แต่สำหรับเณรเคน นิพพานดูจะอยู่ไกลกว่าปากซอยหน้าวัดเสียอีก

เณรบวชมาเพื่อเรียนปริยัติ เพื่อสะสม "ความรู้"

เอาไว้ไปสู้กับโลก ความดับทุกข์สิ้นเชิงอะไรนั่นดูจะเป็นเรื่องของพระเถระรุ่นปู่

ขณะที่เณรกำลังรำพึงถึงสัจธรรมอันเหลื่อมล้ำของโลกอยู่นั้น

เสียงแหบพร่าของหลวงพ่อเฉลิมก็ดังมาจากข้างหลัง

"เณรเคน..."

เณรสะดุ้งสุดตัว รีบหันไปประนมมือ "ครับหลวงพ่อ"

"เห็นนั่งนิ่งๆ นึกว่าเข้าถึงธรรม

ที่ไหนได้... นั่งพิจารณาเรื่องปากท้องอยู่ล่ะสิ?"

หลวงพ่อถามพลางยิ้มที่มุมปาก

"กระผมแค่คิดว่า... นิพพานมันไกลตัวจังครับหลวงพ่อ

ผมแค่บวชเรียนเผื่อวันข้างหน้าจะได้มีวิชาไปทำมาหากิน"

เณรสารภาพตรงๆ ตามสไตล์คนซื่อ

หลวงพ่อเฉลิมมองดูต้นโศกที่ใบย้อยลง

แล้วหันมามองต้นอโศกที่ใบตั้งขึ้น ก่อนจะพูดนิ่งๆ ว่า

"เออ... จะโศก หรือ อโศก มันก็ต้นไม้เหมือนกันนั่นแหละเณร

เหมือนกับคนเรา จะบวชเอานิพพาน

หรือบวชเอาความรู้ มันก็ต้องอาศัยร่มกาสาวพัสตร์เหมือนกัน"

ท่านหยุดนิดหนึ่งก่อนจะทิ้งท้าย

"แต่อย่ามัวแต่นั่งคิดจนเหงื่อท่วมเลย

รีบไปล้างบาตรซะ ความร้อนน่ะมันอยู่ที่แดด

แต่ความโศกน่ะมันอยู่ที่เณรไม่ยอมลุกไปทำงาน!"

เณรเคนสะดุ้งรอบสอง รีบม้วนสบงที่เปียกเหงื่อแล้ววิ่งจีวรบินออกไปทันที

แดดเมษายนยังร้อนเท่าเดิม

แต่ดูเหมือนต้น "อโศก" ต้นนั้น จะทำให้เณรรู้สึก "ไม่โศก" ขึ้นมาเสียดื้อๆ

ลุงเคน


พันธะสีดำแห่งถ้ำเขานกแสก




พันธะสีดำแห่งถ้ำเขานกแสก


เมษายน พ.ศ. 2564...

ท่ามกลางไอร้อนของเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนขวักไขว่

เคน กลับเลือกเดินทางมุ่งหน้าสู่ความสงัด

ของสำนักสงฆ์ถ้ำเขานกแสก อ.บางสะพานน้อย

ที่นั่นไม่มีเสียงเฉลิมฉลอง

มีเพียงเสียงลมพัดผ่านแมกไม้และหลวงปู่น้อย

พระภิกษุชราเพียงรูปเดียวที่พำนักอยู่ใต้เงาเขา

"ไปพักบนศาลาหลังเล็กนั่นเถอะ" หลวงปู่เอ่ยอนุญาต

มันเป็นศาลาปูนก่ออิฐบล็อกสูงเพียงเมตรเดียว

ส่วนครึ่งบนเปิดโล่งให้ลมป่าผ่านเข้าออกได้เต็มที่

พื้นศาลาเอียงกระเท่ไปข้างหนึ่ง เพราะไม่ได้ระดับน้ำ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการพักพิงเพื่อแสวงหาความสงบ 7 วัน

คืนแรก ความเงียบประหลาดมาเยือน...

ในขณะที่เขานั่งอยู่ในกลดกลางดึก ป่าทั้งป่ากลับเงียบกริบ

ไร้เสียงนกกลางคืนหรือเสียงแมลงอย่างที่ควรจะเป็น

ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าคล้ายไฟหน้ารถยนต์ดวงใหญ่และดวงเล็กพุ่งวาบมาจากชายป่าทึบ

มันสว่างจนเห็นยอดไม้ก่อนจะดับวูบลง

วันรุ่งขึ้นเคนพบเพียงกำแพงต้นไม้หนาทึบที่รถยนต์ไม่มีวันเข้าถึง

แสงนั้นจึงกลายเป็นปริศนาแรกที่เขาก็บ่งบอกไม่ได้ว่าคืออะไร

คืนที่สอง ในความฝันที่กึ่งจริงกึ่งลวง

ชายชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินโอบล้อมเข้ามาหาเขา

ชายคนหนึ่งเอ่ยขอน้ำดื่มด้วยท่าทีอิดโรย

เคนตอบกลับไปอย่างมีสติว่า

"ไปขอหลวงปู่เถิด น้ำขวดที่คนถวายมีมาก ส่วนของฉันมีจำกัดต้องใช้ให้ครบเจ็ดวัน"

ชายผู้นั้นพยักหน้ายอมรับก่อนจะเลือนหายไปในความมืด

เช้าวันที่สาม ระหว่างที่พบหลวงปู่ ท่านเอ่ยขึ้นลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

"คนที่มาพักที่นี่ ปกติจะอยู่ได้ไม่เกินสามวันหรอก...

หลายคนโดนหลอกจนต้องหอบกลดหนีกันไปหมด"

เคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจพลันคิดถึงแสงปริศนาและชายในความฝัน

'หรือเราจะโดนหลอกเข้าแล้ว?'

เขาตั้งคำถามกับตัวเอง

แต่เขาก็ไม่ได้บอกเล่าสิ่งที่เจอให้หลวงปู่ฟัง

เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ... เลือกที่จะไม่หนี

คืนวันที่สาม บรรยากาศเริ่มเข้มข้นขึ้น

กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง

ท่ามกลางความเงียบที่เย็นยะเยือก

เคนเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ริมผนังศาลา...

หลวงปู่ดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยสัก ที่มรณภาพไปนานแล้ว

ท่านปรากฏกายให้เห็นเพียงครู่ก่อนจะเลือนหาย

เปลี่ยนเป็นร่างของหญิงสาวรูปร่างผอมสูง

ในชุดผ้าฝ้ายทอหยาบสีดำทั้งชุด

เธอสวมเสื้อทรงกระบอกแขนสั้น

นั่งพับเพียบก้มหน้าเศร้าสร้อย

ราวกับรอคอยบางอย่างมานับศตวรรษ

ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น

ทำให้เขาขนลุกชันไปทั้งกาย

เคนทำได้เพียงรวบรวมสมาธิสวดมนต์

จนกระทั่งเธอกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า

บ่ายวันที่สี่ ระหว่างที่เคนเดินจงกรมอยู่ใต้เงาไม้

จิตของเขาดิ่งลึกเป็นสมาธิ

เขาจึงลองยกจิตขึ้นสู่พระจุฬามณีเจดียสถาน

ในนิมิตนั้นเขาพบว่าตนเองยอยู่ท่ามกลางพระอริยเจ้า

และครูบาอาจารย์มากมายที่นั่งเรียงรายต่อหน้าพระพุทธเจ้า

ในสถานที่อันวิจิตรคล้ายโบสถ์

ทันใดนั้น เขากลับเห็นภิกษุชรารูปหนึ่ง

เดินแหวกทางท่ามกลางหมู่สงฆ์เข้ามานั่งลงอย่างสงบ...

ภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่น้อย

ที่เขากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยนั่นเอง

เย็นวันนั้น

เคนตัดสินใจเล่าสิ่งที่เห็นในสมาธิให้หลวงปู่ฟัง

ท่านรับฟังด้วยรอยยิ้มสงบ

ก่อนจะใช้โอกาสนี้แนะนำการใช้วิชา "มโนมยิทธิ"

หรือการมีฤทธิ์ทางใจอย่างเป็นระบบ

"สิ่งที่เธอเห็นนั่นแหละคือการพิสูจน์"

หลวงปู่อธิบาย "การจะรู้ว่าสิ่งที่พบในจิตนั้นจริงหรือเท็จ

ต้องดูที่ความใสสะอาดของสภาวะจิตในขณะนั้น

หากจิตไม่มีนิวรณ์กั้น นิมิตนั้นก็คือความจริงที่จิตไปสัมผัสมา"

ท่านยังสอนวิธีตรวจสอบสิ่งที่พบในจิต

เพื่อให้เคนใช้ปัญญาแยกแยะระหว่าง

'ภาพหลอน' กับ 'สภาวะธรรม' ได้อย่างชัดเจน

"สิ่งที่เห็นด้วยตา หรือสิ่งที่ปรากฏในจิต"

หลวงปู่อธิบาย "จะรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือเท็จ

ให้ดูที่สภาวะจิตในขณะนั้น

หากจิตส่งออกนอกด้วยความกลัวหรือความอยาก

นิมิตนั้นอาจเป็นเพียงสัญญาหลอกลวง

แต่หากจิตนิ่งเป็นหนึ่ง มีอุเบกขา

และพิสูจน์ได้ด้วยปัญญาว่า

สิ่งนั้นมาเพื่อบอกกล่าวหรืออนุโมทนา นั่นแหละคือของจริง"

การสอนวิธีพิสูจน์จิตในเย็นวันนั้น

ทำให้เคนเริ่มเข้าใจว่า

แสงไฟหรือร่างหญิงสาวที่เขาพบ

อาจไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญหรือภาพหลอน

แต่เป็นการสื่อสารจากมิติที่เขายังไม่เคยได้สัมผัส

วันหนึ่ง

หลวงปู่พาลูกศิษย์รวมถึงเคนเข้าไปในถ้ำลึก

เพื่อเก็บสมุนไพร ระหว่างทางเดินกลับ

มีหินงอกแหลมคมห้อยตัวลงมาต่ำ

ทุกคนก้มหลบอย่างชำนาญ

เคนก็ก้มตาม แต่ทว่า...

เปรี้ยง!

เสียงศีรษะของเขากระแทกเข้ากับหินงอกดังสนั่นก้องไปทั้งถ้ำ

ทุกคนหยุดชะงักด้วยความตกใจ

"เป็นอะไรไหม!" ลูกศิษย์สองคนที่เดินตามมาถามด้วยความเป็นห่วง

เคนเอามือลูบหัวด้วยความมึนงง

แต่กลับไม่มีหยดเลือด ไม่มีแผลแตก

มีเพียงความรู้สึกแปลกประหลาด

ที่เหมือนสถานที่แห่งนี้ได้ "ทักทาย" เขาด้วยแรงมหาศาล

ก่อนเดินทางกลับ

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเกิดอาการสั่นคล้ายถูกประทับทรง

เธอส่ายหัวไปมาอย่างแรงก่อนจะเดินตรงมาหาเคน

แล้วเอ่ยคำที่ปลดล็อกความสงสัยทั้งหมด

"เจ้าถ้ำเขาดีใจมากนะที่ท่านกลับมา... ท่านเคยเป็นสมาชิกของที่นี่"

เคนเดินทางออกจากสำนักสงฆ์ถ้ำเขานกแสกกลับสู่ชีวิตปกติ

แต่ความทรงจำทั้ง 7 วัน ตั้งแต่แสงปริศนาไปจนถึงนิมิตบนพระจุฬามณี

ได้กลายเป็นรอยประทับที่ตอกย้ำว่า...

บนโลกนี้ยังมีมิติที่เรามองไม่เห็น

และบางครั้ง จิตก็พาเรากลับไปยังที่ที่เราเคยอยู่

เพื่อเรียนรู้และสืบต่อพันธะสัญญาแห่งธรรมสืบไป

ลุงเคน

การรักษาโรค

 นิทาน

1. - *โรคเกี่ยวกับกระดูกที่ไม่แข็งแรง หรืออ่อนแอ ไม่ว่าส่วนใดของร่างกายหรือกล้ามเนื้อ
ส่วนผสมน้ำมันมะพร้าว ๑ กิโล + พิมเสน ๑ ขีด
ผสมให้เข้ากัน แล้วให้นวดส่วนนั้นด้วยไม้เนื้อแข็งเท่านั้น
2 .โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
ให้ตัดอ้อยแดงเหนือข้อบนล่างประมาณ ๑ นิ้ว จำนวน ๓ ข้อ
ไม่ต้องปลอกเปลือก จำนวน ๓ ข้อ
ห่อด้วยผ้าขาวต้มน้ำดื่มแทนน้ำเปล่า น้ำไม่เกิน ๔ ลิตร ต้มได้ ๓ ครั้ง กินแทนน้ำเปล่าอย่างน้อยสองเดือน
3.ทุกโรคที่เกี่ยวระบบเลือดของร่างกาย โรคไตต้องยังไม่เคยฟอกมาก่อน ให้แก้เหมือนข้อ 2 แต่ใช้อ้อยดำแทน
4.ไขมันพอกตับ ต้นเหตุที่เกี่ยวโรคตับต่างๆ ปล่อยไว้มะเร็งตับจะถามหา
ให้ต้มน้ำเก็กฮวย ดื่มตอนเช้าและ ตอนเย็น ครั้งละ ๑ แก้ว
ย้ำว่า เช้า ๑ แก้ว เย็น ๑ แก้วเท่านั้น และห้ามใส่น้ำตาลเด็ดขาด
อย่างน้อยสองเดือน
5.สตรีถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งเต้านม ห้ามให้กระดูกสันหลังช่วงบริเวนสบัก คตหรืองอ คตซ้ายเป็นขวา คตขวาเป็นซ้าย
ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจให้ไปจัดกระดูกสันหลังให้ตรงซะแล้วจะไม่เป็น
6. ขาชาข้างใดข้างหนึ่ง ลงน้ำหนักได้น้อยกว่า หรือข้างนั้นลงน้ำหนักมากไม่ได้ ตามมาด้วยหัวเข่าข้างนั้นไม่แข็งแรงสาเหตุเพราะกระดูกสันหลังช่วงที่ตรงกับสะดือมันคตหรือโก่ง คตซ้าย ชาขาขวา คตขวาชาขาซ้าย ให้ไปจัดกระดูกซะ
7. สายตา ไม่ว่ามองไม่ชัด หรือสั้นยาว
ให้ใช้ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ผลดิบเท่านั้น + น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชา ทานวันละครั้งอย่างน้อย ๖ เดือน สายตาจะปกติได้
8.อายุมากขึ้น หน้าอกจะร้อน ตัวร้อนง่าย หงุดหงิดง่าย มีลมมาก เพราะธาตุลมและน้ำพร่องตามธรรมชาติ
แก้ด้วยไปยืนเหยียบหญ้าหรือดินด้วยเท้าเปล่า ตอนเช้าหรือเย็น จนตัวเย็น
และทานเครื่องดื่มและอาหารที่เป็นธาตุเย็น(กินน้ำตามไม่อร่อย)
9.อายุยืนได้ ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงตาย
สร้างนิสัยเมตตา ไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง
**เจ็บหนัก แขนขาหัก เหตุเพราะสัตว์ใหญ่
ป่วยเรื้อรังไม่หายเหตุเพราะสัตว์ตัวเล็ก ดังนั้นแก้ให้ถูกทาง**
10. มนุษย์หากแกนพลังพลังงานตามแนวกระดูกสันหลังขนานพื้น ไม่ว่าใครก็ต้องไป แต่ถ้าเอียงบ้าง ใกล้ล้ม ใกล้เอียงบ้าง
ทำบุญใหญ่ ซื้อปลาหน้าเขียง ไปปล่อยบ้าง
ถวายสังฆทานบ้าง ปล่อยโคกระบือบ้าง
ทำบุญร่วมสร้างพระใหญ่บ้างท่านจะอยู่ต่อได้ และสร้างความดีสม่ำเสมอ **ท่านยมฯบอกมา**
11.ใบฤาษีคืนชีพ ๔ ถึง ๕ ใบ ต่อน้ำ ๑ แก้วต้มทาน
กินแทนน้ำอย่างน้อย ๓ เดือนต้มได้เรื่อยไปจนกว่าน้ำจะใส
ไขมันในเลือดท่านจะน้อยลงหรือหายไปได้(อย่าเอาทางแพทย์มาอ้างว่าเท่าเดิมไม่เพิ่มขึ้น)
เพราะที่เล่าคือนิทาน
12.ว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ ใช้ ๕ ถึง ๖ หัว
เอามาต้มให้ได้น้ำประมาณ ๒ แก้ว(ครึ่งลิตร)
หรือเอามาฝนก่อนต้มก็ได้
กรณีฝนไม่เกิน ๕ นาที พวกเป็นกระเพาะหรือลำไสทะลุจะเห็นผลเลยจะสามารถรักษาโรค ที่มาเล็งๆ ไม่ยอมยิงๆซักทีได้
ข้อจำกัดคือรักษาได้ ถ้าอวัยวะนั้นอยู่ระหว่างเหนือหัวเข่าขึ้นมาและไม่เกินจมูก
***ให้ระวังหัวที่มีหน่อสีขาวโผล่ออกมา ห้ามใช้หน่อสีขาวนี้เด็ดขาดยกเว้นอยากตายเร็วขึ้น***
13.เส้นเลือดสมองเคยตีบ หรือ เส้นเลือดสมองเคยแตกมาก่อน ต้องมีคนช่วยพาไปเดินเหยียบดินด้วยเท้าเปล่า และให้ทานแต่อุ่นเท่านั้น ผ่านไปครึ่งปี ท่านผู้นั้นจะกลับมาเป็นเหมือนปกติได้
14.ใบรางจืด + รากหญ้าฟางแพรก
ผสมกันนำมาต้มเอาน้ำทาน ใช้ในกรณีที่ติดเชื้อในกระแสเลือดจากกรณีสาเหตุมาจากเชื้อโรค ส่วนทางเคมีถามแล้วก็ใช้ได้เช่นกัน ถ้ารู้สึกเลือดวิ่งไปจิ๊ดๆที่เท้าและปลายนิ้วและอุ่นๆบริเวณหลังนั่นคือกำลังรักษา
15.พบพระเกจิระดับครูบารอาจารย์ที่ท่านแค่มาแกล้งแตะๆตัวแล้วท่านหายเลย ซึ่งแล้วแต่ดวงล้วนๆ
16.พวกอฐิษฐานจิตได้ ถ้าฆารวาส ต้องเข้าออกฌานได้ ๑๕ รอบกรณีไม่ร้ายแรงมาก ๒๐ กรณีร้ายแรงรอบในลมหายใจเดียว ถึงพอช่วยบรรเทาได้ ส่วนเจอพวกที่ใช้สภาวะดับได้ ,พวกใช้เรื่องพลังงานได้นี่ก็แล้วแต่ดวงล้วนๆ
17.โรค ๙๐ % วิบาก ๑๐ % หายได้ปกติ, โรค ๕๐ % วิบาก ๕๐ % หายได้แต่เหนื่อยหน่อย , โรค ๑๐ % วิบาก ๙๐ % แม้พระเกจิที่เคยแตะตัวท่านแล้วหาย ตลอดจนท่านยมบาล ก็ช่วยไม่ได้
18.พระเกจิฯมากความสามารถทางจิต รักษาคนอื่นได้ แต่ทำไมท่านไม่รักษาตนเอง? เหตุเพราะท่านดำรงชีวิตแบบตัว You คือเพื่อบุคคลอื่น เป็นเมตตาแบบไม่มีประมาณ มีเหตุมาจากจิตที่บริสุทธิ์
ถ้าคุณยังใช้ชีวิตแบบตัว ไอ อยู่ แล้วไปเผลอว่าท่านทางอกุศล คุณจะไม่มีทางเข้าใจวิถีจิตแบบนี้ และคุณมักจะเคยป่วยเป็นโรคร้ายแรง กล้าเถียงไหม?
19.สัญญาเป็นปัญญาสมสมุติ ทุกดวงจิตถึงระดับอัจฉริยะได้เหมือนกัน ใช้เป็นแนวทางเดินปัญญาได้ แต่ถ้าเผลอยึด จะเข้าใจว่าเป็นสติปัญญาแล้วเผลอไปวิปัสสนาจะกลายเป็นวิปัสสนึก ผลคือ จะกี่ปีนิสัยไม่ดีขึ้น ความเข้าใจนามธรรมไม่พัฒนา เข้าใจว่าความคิดตนที่สุด ยกตนข่มท่าน ไร้เหตุผลเพียงแค่ต้องการเอาชนะ ไร้ความสามารถทางจิตใช้งานได้ แม้พูดเรื่องสมาธิระดับสูง หรือฝึกกรรมฐานอะไรจะยึดติดในนิมิตแต่คิดว่าตนที่สุดแม้ใช้งานไม่ได้จริงพิสูจน์ไม่ได้จริง เจ้าคิดเจ้าแค้น ติดการยอมรับ อยากให้คนอื่นมองว่าคนเก่ง แบ่งฝ่ายตามที่คิดเห็นคล้ายตน
20.การยึดติด ในลาภยศ สุข สรรเสริญ ชื่อเสียง การอยากได้รับการยอมรับว่าตนเก่งไม่ว่าไปที่ใด ไม่ใช่คุณลักษณะของดวงจิตที่มีคุณวิเศษในตน
21.ถ้าเข้าใจว่าอายุเฉลี่ย 90 มากสุด 121 ปี ไม่แปลก แต่ถ้าเคยเจอท่านในดงฯทั้งหลาย ความเข้าใจอาจจะเปลี่ยนไปได้เอง
22.มะนาวต่างตุ๊ด มีจริงไหม ตอบว่าใช้คำว่ามีไม่ได้
เพราะไม่สามารถเห็นได้ทุกคนเหมือนดวงจันทร์
ปล.สุดท้ายไม่ว่าใครก็ต้องไป ยกเว้นว่าท่านจะมีความสามารถระดับมารตฐานปฏิสัมทาญาน แล้วขออยู่ต่อ คือ สำเร็จระดับจิตธาตุเป็นพื้น คือ คิดอะไรเป็นอย่างนั้น
แค่เพียงแต่เล่านิทานให้ฟัง จบ ที่มา : https://www.facebook.com/nopphakan.jaisaard วันที่ 24 เมษายน 2567

ฝัน 14.12.2566

 วันนี้ เวลาประมาณ 04.30 น.
     ฝันว่าเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นถ้ำ เราได้ถวายสังฆทาน 1 ชุด และวางเงินบนถาดถวายทานด้วย จากนั้นก็เดินภายในถ้ำนั้น พบพระภิกษุรูปหนึ่ง เดินมาจับคางพร้อมกับกล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า "อีกไม่นานจะได้กลับบ้านเก่าแล้วนะ ดีกว่าเดิม"

เล่าเรื่องป่วย ความไม่เที่ยงของสังขาร (2)

   วันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 เวลานัด 16.00 น. แต่เราไปถึง รพ.นครปฐม ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เนื่องจาก รพ.นี้หาที่จอดรถยากนิดนึงนะ ใครเคยไปก็จะรู้เลยแหละ 

   แต่เราไปถึงลานจอดรถ โอ้ว แม่เจ้า ไม่ที่ว่าง 1 ช่องพอดีเลย กราบเลย กราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เมตตาให้ลูกมีที่จอดรถโดยไม่ต้องวนหา 5555++  จะขอบคุณท่านผู้อำนวยการ รพ.ก็ไม่ได้ รอท่านสร้างตึกจอดรถเป็นเรื่องเป็นราว ผอ.ท่านใดทำได้คงเป็นมหากุศลกับผู้ใช้บริการ รพ.นี้อย่างมาก

  พยาบาลคนสวยก็ใจดี เจาะเปิดเส้นเลือดไว้ให้ รอเข้าห้อง CT Scan ไปฉีดสีต่อ ใครที่ไม่เคยฉีดสี ถ้ารู้ตัวว่ากลั้นอะไรไม่ได้เลยควรใส่แพมเพิสไปด้วยนะ เผื่อทวารมันเปิดตอนนั้นพอดี พี่พยาบาลต้องมานั่งทำความสะอาดอีก หลังจาก Scan แล้วอย่างเพิ่งกลับบ้านนะรอ 30 นาทีก่อนสังเกตุอาการว่าแพ้สารที่ฉีดหรือไม่ อาการแพ้มันเป็นยังงัยไม่รู้นะ เห็นนั่งรอ ๆ กันแล้วก็กลับกันเลย

   ทีนี้ก็รอวันที่ 14 ธันวาคม 2566 ล่ะ ว่าคุณหมออ่านผล CT Scan แล้วจะวินิจฉัยอย่างไรต่อไป


เล่าเรื่องป่วย ความไม่เที่ยงของสังขาร (1)

 วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน 2566
ระลึกถึงคุณท่านพระราหูก็เลยจัดเตรียมของไหว้ ซื้อจาก 7-11 แหระ ของดำหาง่ายมีครบใน 7-11 ในงบประมาณไม่ถึง 80 บาท 

   เวลา 19.00 น. ตะวันตกดินแล้วก็เลยไหว้ท่านพระราหูตามศาสตร์ความเชื่อที่่คนเขาทำกัน จริงแล้วเราก็ไม่ได้เชื่อหรอกแต่ด้วยความที่เป็นชาวราศีกันย์ พระราหูเล็งลัคน์ ก็เลยต้องรับท่านซะหน่อยเผื่อจะรวยไม่เลิกตามความเชื่อนะ

   เวลาไหว้ว่าคาถาอะไร ก็ตามที่เขาพิมพ์ไว้ในอินเทอร์เน็ตนะว่าไปตามนั้นเลย


  วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน 2566

   เวลาประมาณ 20.30 น. เข้าที่ไหว้พระตามปกติ ปรากฎว่าเอามือลูบไปที่คอ พบว่ามีก้อนเนื้อแปลก ๆ อยู่ที่คอ ตอนนี้ตกใจมาก แต่ก็คิดว่าเราก็ศิษย์มีครูดี ก็ไม่ต้องกังวลไป

   วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2566 

    วันนี้มีอาการไข้นิดหน่อย แต่มีนัดกับลูกค้าต้องไปตามนัด ตกเย็นมาเลยไปคลินิกหมอสมศักดิ์ นครชัยศรี คุณหมอแนะนำให้ไปตรวจระเอียดที่ รพ.นครปฐม

   วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2566

    ไปพบแพทย์ รพ.ห้วยพลู นครชัยศรี หมอสั่งเจาะเลือดตรวจไทรอยด์

   วันที่อังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2566

    ไปพบแพทย์ รพ.ห้วยพลู เพื่อฟังผลเลือด ผลเลือดปกติ หมอเลยให้ไปตรวจละเอียดที่ รพ.นครปฐม

   วันที่พฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2566

    ไปพบแพทย์ รพ.นครปฐม แผนกหู คอ จมูก ปรากฎว่าวันนี้มีหมอท่านเดียวและก็ติดผ่าตัดไม่สามารถมาตรวจรักษาคนไข้ที่ไม่ได้นัด พี่พยาบาลคนสวยเลยออกใบนัดให้มารับการรักษาอีกครั้งในวันที่ 22 มกราคม 2567 และกำชับว่าถ้าหายแล้วก็ไม่ต้องมาอีก คิดดูแล้วตั้งแต่วันที่ไปหาหมอจนถึงวันนัด ถ้าคนไข้ยังรอตรวจกับหมออีกไม่หายเอง ก็คงเผาไปแล้ว น่าสงสารคนไทยที่บริการทางการแพทย์ยังไม่เพียงพอกับอาการเจ็บป่วย หรืออาจจะเป็นกฎของกรรมที่เราเองทำไว้ ทำให้ยังไม่เจอหมอที่รักษาโรค

  ตอนเย็นวันนี้ก็เลยไปคลินิกหู คอ จมูก เจอคุณหมอให้ยามารับประทาน อาการวูบ ๆ  วาบ ๆ ลดลง แต่คลินิกไม่มีเครื่องมือตรวจ หมอแนะนำให้ไปตรวจละเอียดที่ รพ.นครปฐมอีก 555

  วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566

  ยังไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา นัดขอตรวจไปที่คลินิก SMC รพ.นครปฐม ได้คิวตรวจวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2566

 วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2566

  ไปพบแพทย์ตามกำหนดนัด คุณหมอตรวจแล้วสั่งให้เจาะเลือด และทำ CT Scan ให้ไปนัดทำ CT Scan มีในเวลากับนอกเวลา สอบถามเจ้าหน้าที่แล้วหากจะรอคิวในเวลาจะได้คิวประมาณเดือนเมษายน 2567 คุณแม่+++ แต่ถ้าอยากตรวจเร็วให้ใช้บริการนอกเวลามีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 2,050 บาท ก็เลยตกลงตรวจนอกเวลาไป ได้คิวนัดวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 เวลา 16.00 น.

  และได้คิวนัดหมอต่อไร้ท่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 น.


การบูชาท่านจตุคามรามเทพ

 ธูปดำ 12 ดอก 

เทียน1เล่ม 

กาแฟดำแก้วนึง 

น้ำเปล่าแก้วนึง 

ดอกไม้อะไรก็ได้เท่าที่หาได้ 


ที่มา : https://raming2555.blogspot.com/2018/06/blog-post.html

ฝัน 19.04.2566

 เช้ามืดวันที่ 19.04.2566 หลังตีหนึ่งแล้ว

ฝันว่าขับรถไปที่วัดแห่งหนึ่งน่าจะเป็นวัดท่าซุง ปรากฎว่าไปแต่งกายเป็นนักบวช แต่ไม่รู้บวชวัดไหน จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดท่าซุง ช่วงนั้นเป็นช่วงปฏิบัติธุดงค์ของวัด แต่ไม่สามารเข้าร่วมกิจกรรมกับทางวัดได้ เนื่องจากไม่เข้าพวก จะไปในฐานะนักบวชอาคันตุกะก็ไม่ได้ จะเข้าไปในฐานะนักบวชช่วงธุดงค์ก็ไม่ได้ เลยไปลาสิกขาที่วัดประกายฟ้า จำเจ้าอาวาสวัดนี้ได้

วัดมงคลประชาราม

 เมื่อวันที่ 01.12.2565

งานฌาปนกิจศพได้นำพาผมมาสู่สถานที่อันเป็นที่พำนักแห่งความสงบ

ณ วัดมงคลประชาราม แถวคลองโยง

ความตายหรือการจากไปของสังขารนั้น

มักเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีถึงสัจธรรมความไม่เที่ยง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะนำพาเราไปพบกับเหตุการณ์

ที่เปิดประตูสู่มิติแห่งความรู้สึกที่อยู่เหนือเหตุผลทางโลก

ในวันนั้น ผมขับรถเข้าไปจอดในช่องกลางบริเวณหน้ากุฏิพระ

ซึ่งในขณะนั้นมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา

และทำกิจของสงฆ์อยู่เป็นจำนวนมาก

ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความสงบและร่มรื่น

ก่อนที่ผมจะเดินลัดเลาะไปตามแนวข้างพระอุโบสถ

เพื่อหาพื้นที่สำหรับพักผ่อนจิตใจและทบทวนความรู้สึกก่อนถึงเวลาพิธี

ผมเลือกนั่งลงที่โต๊ะหินอ่อนด้านหน้าพระอุโบสถ

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนเหมาะแก่การ

อ่านหนังสือเล่มโปรดที่นำติดตัวมา

ระหว่างที่กำลังจดจ่ออยู่กับตัวอักษรอยู่นั้น

จิตก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกประหลาด

คล้ายมีใครบางคนมายืนอยู่เคียงข้าง

เมื่อหันไปมองทางด้านขวามือ

ก็พบพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งยืนนิ่งอยู่

ท่านมีรูปร่างค่อนข้างท้วม ห่มจีวรสีเหลืองอร่าม

ท่านยืนอยู่นานเสียจนผมต้องเอ่ยปากถามออกไปด้วยความสุภาพว่า

"มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับหลวงพ่อ"

ไม่มีคำตอบเป็นวาจาจากท่าน

แต่เมื่อผมหันกลับไปด้านหลัง

สายตาก็สะดุดเข้ากับศาลาหลังเล็กที่ตั้งอยู่อย่างสงบนิ่ง

เหมือนดั่งมีแรงดึงดูดบางอย่างให้นำพาผมก้าวเท้าเดินเข้าไปหา

ภายในศาลาแห่งนั้น ผมได้พบกับความอัศจรรย์ใจ

และสัมผัสได้ถึงพลังงานของความเคารพศรัทธา

ประกอบด้วยรูปลักษณ์ขององค์พระพุทธะ หลวงปู่โต

หลวงปู่อีกสององค์ และรูปลักษณ์ของพระแม่

โดยด้านหน้าศาลาจารึกนามไว้ชัดเจนว่า “วิหารหลวงปู่ดำ”

ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงัดไร้ผู้คน

ในขณะที่เวลารอบตัวดูเหมือนจะหยุดหมุน

ผมไม่ปล่อยให้ช่วงเวลานั้นผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

ผมจึงน้อมจิตอัญเชิญบารมีแห่งพระรัตนตรัย

และเริ่มต้นสวดพระคาถาจักรพรรดิ

น้อมถวายบูชาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

หลังจากตั้งจิตสวดมนต์จนเกิดความปีติและสงบร่มเย็น

ผมได้ทำการแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเหล่าภพภูมิ

โลกวิญญาณ และเหล่าโอปปติกะทั้งหลายที่สถิตอยู่ในเขตวัดแห่งนี้

ให้ได้รับอานิสงส์และพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

การมาเยือนวัดมงคลประชารามในวันนั้น

ไม่เพียงแต่เป็นการมาร่วมส่งดวงวิญญาณในงานฌาปนกิจ

แต่ยังเป็นการเดินทางเข้ามาทบทวนจิตวิญญาณของตัวเอง

ท่ามกลางความเงียบสงบที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่า

มนุษย์เราและภพภูมิอื่น ๆ นั้น

ต่างยังคงเชื่อมโยงกันด้วยความเมตตาและบุญกุศลอย่างแยกไม่ออก

บันทึกไว้อ่านเล่น



ฝันวันที่ 06.12.2565

 กลางคืนวันที่ 06.12.2565 

ฝันว่า มีผู้นำพาลงไปใต้น้ำ พบว่า บนพื้นทรายภายใต้น้ำนั้นมีโอ่งหลายใบวางอยู่

ภายในโอ่งแต่ละใบ มีหอยคล้ายหอยกาบตัวขนาดหอยแครง อยู่เป็นจำนวนมาก

เหมือนกับถูกเลี้ยงไว้ ผู้นำพา ได้นำวัตถุคล้ายไม้คนลงไปในโอ่งใบหนึ่งให้ดู

ตื่น ๆๆๆ

ฝันต่ออีก ได้ไปช่วยงานทำความสะอาดวัตถุมงคล แต่มีวัตถุอันนึงดึงออกมาแล้วคล้ายตรีศูล 

ตื่น ๆๆๆ

นิทาน ทางพลังงาน by nopphakan.jaisaard

 * = ทั่วไป , ** = นิทาน ทางพลังงาน

1. - *โรคเกี่ยวกับกระดูกที่ไม่แข็งแรง หรืออ่อนแอ ไม่ว่าส่วนใดของร่างกาย
ให้ทำน้ำมันนวด
ส่วนผสมน้ำมันมะพร้าว ๑ กิโล + พิมเสน ๑ ขีด
ผสมให้เข้ากัน แล้วให้นวดส่วนนั้นด้วยไม้เนื้อแข็งเท่านั้น ย้ำว่าไม้เนื้อแข็งลูบไปลูบมานั่นหละ
** นิทาน ทางพลังงาน ไม้เนื้อแข็งกับส่วนผสมที่กล่าวมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มธาตุดิน ก็คือกระดูกได้**

2 .- * โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
ให้ตัดอ้อยแดงเหนือข้อบนล่างประมาณ ๑ นิ้ว จำนวน ๓ ข้อ ไม่ต้องปลอกเปลือก จำนวน ๓ ข้อ
ห่อด้วยผ้าต้มน้ำดื่มแทนน้ำเปล่า น้ำไม่เกิน ๔ ลิตร ต้มได้ ๓ ครั้งแล้วเปลี่ยน
** ทางพลังงาน มีคุณสมบัติฟอกเลือดที่ไหลเข้าระบบหัวใจ **

3. - *ทุกโรคที่เกี่ยวระบบเลือดของร่างกาย โดยเฉพาะให้แก้เหมือนข้อ ๓
สาเหตุแขนขาหัก เพราะสัตว์ใหญ่ ป่วยเรื้อรังเพราะสัตว์เล็ก 8นั่นหละ **

4. - * ไขมันพอกตับ ต้นเหตุที่เกี่ยวโรคตับต่างๆ ปล่อยไว้มะเร็งตับจะถามหา
ให้ต้มน้ำเก็กฮวย ดื่มตอนเช้าและ ตอนเย็น วันละ ๑ แก้ว ย้ำว่า เช้า ๑ แก้ว เย็น ๑ แก้ว เท่านั้น และห้ามใส่น้ำตาลเด็ดขาด
** ทางพลังงานมันจะไปล้างตับเอาไขมันที่ตับออก**

5. - หญิง ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งเต้านม ห้ามให้กระดูกสันหลังช่วงบริเวนสบัก คตหรืองอ
คตซ้ายเป็นขวา คตขวาเป็นซ้าย ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจให้ไปจัดกระดูกสันหลังให้ตรงซะแล้วจะไม่มีทางเป็น
** กระดูกคตช่วงสะบัก ทำสมดุลย์พลังป่วนคือหมุนไม่ครบรอบ สาเหตุโรคมะเร็ง**

6. - ขาชาข้างใดข้างหนึ่ง ลงน้ำหนักได้น้อยกว่า หรือข้างนั้นลงน้ำหนักมากไม่ได้ ตามมาด้วยหัวเข่าข้างนั้นไม่แข็งแรงสาเหตุเพราะกระดูกสันหลังช่วงที่ตรงกับสะดือมันคตหรือโก่ง คตซ้าย ชาขาขวา คตขวาชาขาซ้าย ให้ไปจัดกระดูกซะ
** ทางพลังงานถ้ามันคต พลังงานจะมามากที่ก้นกบ คุณจะรู้สึกปวดก้นข้างนั้นๆ**

7. - สายตา ไม่ว่ามองไม่ชัด หรือสั้นยาว
ให้ใช้ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ผลดิบเท่านั้น + น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชา ทานวันละครั้ง ๖ เดือน สายตาจะปกติได้
**ทางพลังงานมันจะไปรักษาดวงตา**

8. - อายุมาก หน้าอกร้อน ตัวร้อน หงุดหงิดง่าย มีลมมาก(เวลาถ่ายเห็นชัด)
เพราะธาตุลมและน้ำพร่องตามธรรมชาติ คือมีมากไป แก้ด้วย ไปยืนเหยียบหญ้าหรือดินด้วยเท้าเปล่า
ตอนเช้าหรือเย็น จนตัวเย็น และทานเครื่องดื่มและอาหารที่เป็นธาตุเย็น
** ทางพลังงาน ดินหรือหญ้าช่วยดูดธาตุที่พร่อง** ควรทานน้ำเปล่าให้มากๆ

9. - อายุยืนได้ ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงตาย ให้มีนิสัยเมตตา ไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง
**เจ็บหนัก แขนขาหัก เหตุเพราะสัตว์ใหญ่ ป่วยเรื้อรังไม่หายเหตุเพราะสัตว์ตัวเล็ก ดังนั้นแก้ให้ถูกทาง**

ปล.ข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ต่อเนื่อง ๓ เดือน ข้อ ๖ ระวังบุคลิก อย่างน้อย ๖ เดือน ข้อ ๗ ต่อเนื่อง ๖ เดือนเช่นกัน

10. - **มนุษย์หากแกนพลังพลังงานตามแนวกระดูกสันหลังขนานพื้น
ไม่ว่าใครก็ต้องไป แต่ถ้าเอียงบ้าง ใกล้ล้ม ใกล้เอียงบ้าง ทำบุญใหญ่ ซื้อปลาหน้าเขียง ไปปล่อยบ้าง ถวายสังฆทานบ้าง ปล่อยโคกระบือบ้าง ท่านจะอยู่ต่อได้ และสร้างความดีสม่ำเสมอ ท่านยมบอกมา **

ปล.สุดท้ายไม่ว่าใครก็ต้องไป
** ยกเว้นว่าท่านจะมีความสามารถระดับปฏิสัมทาญาน แล้วขออยู่ต่อ คือ สำเร็จระดับจิตธาตุเป็นพื้น คือ คิดอะไรเป็นอย่างนั้น**
แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง เป็นนิทาน

https://www.facebook.com/nopphakan.jaisaard