วันพระใหญ่ในป่าช้า


 คืนวันเพ็ญลอยเด่นเหนือยอดไม้ในป่าช้า

แสงจันทร์ซีดขาวราวผ้าขาวที่คลุมโลกทั้งใบ

เณรเคนก้าวเท้าเข้าไปช้า ๆ

เสียงใบไม้แห้งกรอบดังกรุบกรับใต้ฝ่าเท้า

ใจหนึ่งก็กล้า อีกใจหนึ่งก็แอบสั่น

คนโบราณเรียกคืนนี้ว่า “วันพระใหญ่”

แต่สำหรับเณรเคน…คืนนี้เหมือนคืนที่ใจต้องใหญ่กว่าเดิม

ลมพัดเอื่อย กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า กลิ่นความเงียบ

ทุกอย่างเหมือนตั้งใจจะสอนอะไรบางอย่าง

พลันสายตาเหลือบไปเห็นแมวตัวหนึ่ง

เดินนวยนาดผ่านกองดินที่เป็นหลุมศพเก่า

ท่าทางของมันสงบ เหมือนเดินอยู่ลานบ้านตัวเอง

เณรเคนยิ้มบาง ๆ ในความมืด

“แมวมันยังไม่กลัวเลย…แล้วเราจะกลัวอะไร”

เณรน้อยนั่งลงบนพื้นดินเย็น ๆ

สมาทานพระกรรมฐานตามแบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน

ระลึกถึงคำสอนของ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

แล้วเริ่มพิจารณากายนี้

กายที่ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว

กายที่วันหนึ่งจะคืนโลกไปโดยไม่มีอะไรติดมือไปเลย

ตายเช้า…ตายสาย…ตายบ่าย…ตายค่ำ

ไม่รู้

แต่รู้ว่าตายแน่

ลมหายใจเข้า…ลมหายใจออก…

คำภาวนาแผ่วเบาอยู่ในใจ

จิตค่อย ๆ ทิ้งความกลัว ทิ้งความคิด ทิ้งความเป็นเณร

เหลือเพียงความรู้ตัวนิ่ง ๆ

เหมือนจมลงไปในความเงียบที่ลึกกว่าป่าช้า

ลึกกว่าความมืด

ลึกกว่าความตาย

ครั้นถอนจิตออกมา

เณรเคนลืมตาขึ้นช้า ๆ

ป่าช้ายังเหมือนเดิม

แมวก็ยังเดินอยู่ที่เดิม

พระจันทร์ก็ยังแขวนอยู่ที่เดิม

แต่ใจ…ไม่เหมือนเดิม

ความกลัวที่พามาด้วย

หายไปไหนก็ไม่รู้

เหลือแต่ความเข้าใจบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก

คนเกิดมาแล้วก็ตาย

สัตว์เกิดมาแล้วก็ตาย

แม้แต่กองดินใต้ตัวก็เคยเป็นใครมาก่อน

ทุกอย่างกำลังเดินทางไปสู่การสลาย

อย่างเงียบงัน

อย่างเป็นธรรมดา

เณรเคนนึกถึงคำครูที่ว่า

“นั่นแหละ…อากิญญจัญญายตนะ”

แม้จะยังไม่เข้าใจ

แต่คืนนี้…เหมือนใจได้แตะชายผ้าของความหมายมันเบา ๆ

เสียงนกกลางคืนร้องแว่วมาไกล ๆ

เณรเคนลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่จีวร

เงยหน้ามองพระจันทร์อีกครั้ง

คืนนี้ป่าช้าไม่ได้สอนเรื่องความตาย

แต่สอนว่า…

สิ่งที่ควรตายก่อน คือ “ความกลัว” ในใจเราเอง.

ลุงเคน

สภากาแฟเมืองหลวง

 


เช้านี้ที่ร้านกาแฟเฮียเพ้งหน้าหมู่บ้าน

ลมเช้าเอื่อย ๆ พัดกลิ่นกาแฟดำลอยคลุ้งปนเสียงไก่ขันปลายซอย

สมาชิกสภากาแฟทยอยกันมาครบหน้าเร็วกว่าทุกวัน

เหตุเพราะเมื่อวานหวยออก

บางคนมาด้วยสีหน้าผู้ชนะ

บางคนมาด้วยสีหน้าผู้เสียสละเพื่อสังคม

แต่วันนี้เรื่องหวยเป็นเพียงกับแกล้ม

ของจริงที่เคี้ยวกันมันปาก คือข่าวการลาออกของอธิบดีกรมฝนหลวง

ลุงมีวางแก้วกาแฟดังปึ้ง

 “ไอ้ห่า… อธิบดีฝนหลวงลาออกแล้ว ทีนี้ใครจะมาทำฝนให้ล่ะวะ”

ทิดจ้อนหัวเราะหึ

 “ลุง… อธิบดีเขาไม่ได้ขึ้นเครื่องไปโปรยสารเองหรอก เขามีลูกน้อง”

ท่านมหานิ่ม ทายกวัด

ผู้มีนิสัยอ่านข่าวละเอียดกว่าฉลากกินแบ่ง

 เอ่ยเสียงเรียบ

 “เห็นว่า หลานรัฐมนตรีขอดูงบประมาณ ท่านไม่ให้ดู

เพราะมีส่วนได้เสียกับงานประมูล ทีนี้พอไม่ให้ดู

ก็ไปร้องเรียนท่านรัฐมนตรี… แล้วมาตรการกดดันก็เริ่มตามมา”

โต๊ะกาแฟทั้งโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง

 ไม่ใช่เพราะเข้าใจเรื่องงบประมาณราชการ

 แต่เพราะเริ่มเข้าใจเรื่อง ‘มนุษย์’

จากนั้นเสียงก็อื้ออึงขึ้นเหมือนเดิม

 ต่างคนต่างวิเคราะห์การเมืองระดับโลก

 ทั้งที่ยังค้างค่ากับข้าวร้านป้าแฉล้มอยู่สามวัน

บางคนว่าอธิบดีคนนี้ซื่อเกินไป

 บางคนว่ารัฐมนตรีกดดันเกินไป

 บางคนว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรลึกกว่านี้แน่

แต่ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภากาแฟจะลงมติอย่างไร

 มันก็ไปไม่ถึงหูใครที่มีอำนาจอยู่ดี

เพราะสภากาแฟไม่มีงบประมาณ

 ไม่มีอำนาจสั่งย้าย

 และไม่มีใครกลัว

ที่นี่มีแค่กาแฟแก้วละยี่สิบ

 กับความเห็นที่แจกฟรีไม่อั้น

ชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเขา

 ไม่ได้อยากรู้ว่าใครโกงใคร

 ใครกดดันใคร

 ใครย้ายใคร

เขาอยากรู้แค่ว่า

 ปีนี้ฝนจะมาตอนไหน

 ข้าวจะได้ปลูกหรือไม่

 กับข้าวจะแพงขึ้นอีกหรือเปล่า

ส่วนคนที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง

 จะกิน จะโกง จะรับ จะให้ กันอย่างไรนั้น

 ชาวบ้านก็ทำได้เพียงนั่งฟังข่าว

 แล้วถอนหายใจใส่แก้วกาแฟ

ลุงมีจิบกาแฟคำสุดท้ายก่อนลุก

 พูดทิ้งท้ายเหมือนบทสรุปของสภากาแฟประจำวัน

“ไม่เป็นไรหรอก… เดี๋ยวเลือกตั้งรอบหน้า

 เขาก็คงมาแจกค่ารถเราใหม่”

ทิดจ้อนถามกลับ

 “เท่าเดิมห้าร้อยไหมลุง”

ลุงมีส่ายหน้าเบา ๆ

“ของมันแพงขึ้นทุกอย่างแล้ว

 หวังว่าเขาจะขึ้นราคาน้ำใจตามตลาดบ้างก็ยังดี”

ลุงเคน

เด็กเก็บเศษอาหารโต๊ะจีน


 เย็นวันนั้น แสงตะวันรอนๆ

กำลังจะลับขอบฟ้าหลังคาตึกแถว

ไอ้เก้าเพิ่งเดินเตะฝุ่นกลับจากโรงเรียนมาถึงหน้าบ้าน

เสียงแม่แว่วมาจากข้างในครัว "ไอ้เก้า... เย็นนี้สมาคมจีนเขามีงานแต่งนะ"

แค่นั้นแหละ

ข่าวก็แพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในหมู่พวกเด็กแสบละแวกนั้น

เราไม่ได้ยินดีปรีดากับการไปร่วมเป็นสักขีพยาน

ในความรักของบ่าวสาวหรอกครับ

แต่เรายินดีกับ "ของเหลือ" บนโต๊ะจีนต่างหาก

งานแต่งสมาคมจีนยุคนั้น

อาหารการกินเขาจัดเต็ม โต๊ะจีนสิบที่นั่ง

อาหารวางเรียงรายจนล้นโต๊ะ

แขกเหรื่อกินกันไม่หมดหรอก

มันเป็นจารีตกลายๆ ว่าต้องเหลือไว้บ้างเพื่อความโก้หรู

แต่ไอ้ความเหลือเหล่านั้นแหละ คือสวรรค์ชั้นดีของพวกเรา

หัวค่ำ ไอ้ขวัญเพื่อนซี้ก็มาตะโกนเรียกหน้าบ้าน

"เฮ้ยไอ้เก้า! ไปเว้ย ไปจัดโต๊ะจีนกัน!"

เก้าสวนกลับไป "จะรีบไปไหนวะ แขกยังไม่ทันได้นั่งเลย"

"เออหน่า ไปเล่นรอแถวนั้นแหละ"

พวกเด็กก็ไปเล่นซนกันจนเหงื่อซก

แอบชะเง้อคอมองแขกที่เริ่มทยอยนั่งประจำโต๊ะ

กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาเตะจมูกน้ำลายสอ

เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเด็กหิวโซ

พอเริ่มเห็นแขกบางโต๊ะลุกจากเก้าอี้

ทีมงานเก็บจานเริ่มเดินสายปฏิบัติการ

นี่แหละสัญญาณนกหวีดเริ่มเกม!

พวกเด็กกรูกันเข้าไปเหมือนฝูงมดรุมตอมซาก

อาหารที่เหลือพร่องไปไม่เท่าไหร่

ก็โดนกวาดลงถุงพลาสติกที่เตรียมมา

บางครั้งถุงที่เตรียมมาก็ไม่พอ ก็ต้องอาศัยเทรวมๆ กันไป

ยิ่งผสมกันนัวเนียยิ่งอร่อย

ขาหมูเอย ผัดหมี่เอย รวมกันอยู่ในถุงเดียว

แม้แต่น้ำอัดลมหลากสีที่แขกเหลือทิ้งไว้ในแก้ว

เราก็เทรวมเข้าด้วยกัน หวานแหว่งปนเปกันไป

กลับไปถึงบ้านให้แม่อุ่นร้อนหน่อย

อร่อยเหาะอย่าบอกใครเชียว

นั่นคือวิถีของความจน

หรือจะเรียกว่าความขาดแคลนก็ตามแต่จะเอ่ยนาม

มันเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตต้องดิ้นรน เพื่อให้อิ่มท้องไปมื้อหนึ่ง

วันเวลาผ่านไปจนป่านนี้

ภาพจำเหล่านั้นก็ยังไม่จางหาย

บางครั้งเวลาไปงานเลี้ยงโต๊ะจีน

เห็นเงาวูบวาบของเด็กๆ แอบโผล่มาแถวขอบโต๊ะ

ก็นึกถึงอดีต อดไม่ได้ที่จะคอยตักอาหารที่เหลือแยกใส่กล่องไว้ให้พวกแก

สำหรับแขกเหรื่อเหล่านั้น

มันอาจเป็นเพียงเศษอาหารที่ต้องทิ้งลงถัง

แต่สำหรับบางชีวิต...

มันคืออาหารวิเศษที่ช่วยประทังความหิวให้ผ่านไปได้อีกคืนหนึ่ง


ลุงเคน

เมื่อพระเกศโมลีกลายเป็นทองเหลือง



หลังฝนซา กลิ่นดินชื้นลอยคลุ้งไปทั่วลานวัด

ต้นโพธิ์หน้าศาลาเหมือนจะเขียวขึ้นกว่าทุกวัน

หยดน้ำค้างเกาะปลายใบสั่นระริกเหมือนยังไม่อยากตก

เณรเคนเดินช้า ๆ ออกจากกุฏิ 

หลังนั่งกรรมฐานยาวกว่าปกติ

ใจนิ่ง…แต่หูยังได้ยินเสียงโลก

เสียงโลกวันนี้ ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงนก

แต่เป็นเสียงข่าว

ข่าวที่ว่ามีคนคิดจะถอด “พระเกศโมลีทองคำ”

ไปขาย เพื่อซื้อที่ถวายวัด

ฟังดูเหมือนบุญใหญ่

แต่พอไปถึงร้านทอง กลับกลายเป็นทองเหลือง

เรื่องนี้ทำให้เณรเคนยิ้มมุมปาก

ไม่ใช่ยิ้มขำคน

แต่ยิ้มขำกิเลส

หลวงตาเคยพูดไว้ว่า

“ของบางอย่าง…ไม่ได้ปลอมที่เนื้อโลหะ

แต่มันปลอมตั้งแต่เจตนา”

พระเกศนั้น ถูกเก็บไว้ในห้องอย่างดี

จะเอาออกมาประดับเศียรพระก็เฉพาะวันมีงาน

เณรเคนนึกถึงคำหลวงตาอีกครั้ง

“คนบางคน เอาพระพุทธเจ้าออกมาใช้เฉพาะวันที่ต้องการโชว์ศรัทธา

แต่วันที่ต้องใช้ธรรมะ กลับเก็บท่านใส่ตู้”

พระเกศโมลี กลายเป็นเหมือนทองในงานแต่งงานชาวบ้าน

มีไว้ให้คนเห็นว่า “ฉันก็มี”

ต่างกันแค่ว่า…

อันหนึ่งประดับคน

อีกอันประดับพระ

แต่เจตนาเดียวกัน

กลัวขโมย

กลัวหาย

กลัวคนไม่เห็นค่า

ทั้งที่ของถวายเป็นพุทธบูชา

เขาถวายเพราะอยาก “ให้พ้นจากความเป็นเจ้าของ”

แต่คนรุ่นหลัง กลับ “ยึดให้แน่นกว่าเดิม”

หลวงตาเคยหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกเณรเคนว่า

“เวลาคนถวายของให้พระพุทธเจ้า

เขาปล่อยวาง

แต่เวลาพระรับไว้

กลับยึดแทนโยม”

เณรเคนยืนมองพระประธานในโบสถ์

เศียรพระว่างเปล่า

ว่าง…แต่ดูสง่างามกว่าทุกวันที่ประดับเกศโมลี

เพราะวันนี้ไม่มีอะไร “ห้อยความอยาก” ไว้บนพระเศียร

ลมพัดผ่านหน้าต่างโบสถ์เข้ามาเย็น ๆ

เณรเคนนึกถึงคำหนึ่งของหลวงตาที่ฝังใจ

“คนที่คิดจะเอาของบนหัวพระไปขาย

ไม่ได้กำลังซื้อที่ดินให้วัด

แต่กำลังขายศรัทธาเพื่อซื้อความดีให้ตัวเอง”

บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก

เป็นเพียงโลหะชิ้นหนึ่ง

แต่หลวงตาสอนว่า

“ของบางอย่าง ราคาไม่อยู่ที่ตลาดทอง

แต่อยู่ที่ตลาดกรรม”

ทองคำหรือทองเหลือง ไม่สำคัญเท่า

ใจที่คิดจะถอดพระพุทธเจ้าออกจากที่ของท่าน

เพื่อเอาไปแลกกับที่ดิน

เณรเคนถอนหายใจเบา ๆ

ลูกที่ขายเนื้อพ่อเพื่อหากิน

จะเรียกว่ากตัญญูหรือไม่…ไม่ต้องตอบ

กรรมจะตอบเอง

และเณรเคนก็เผลอพึมพำคำของอาจารย์ยอดออกมาโดยไม่รู้ตัว

“แรงใดในโลก เสมอด้วยแรงกรรมไม่มี”


ลุงเคน 

หลวงปู่ขำ วัดห้วยพลู

 


หากจะกล่าวถึงตำนานเกจิอาจารย์รุ่นปู่ รุ่นทวด 

แห่งเมืองนครปฐมชื่อของ “หลวงปู่ขำ” 

แห่งวัดห้วยพลู ต้องถูกจารึกไว้ในลำดับต้นๆ 

ในฐานะพระผู้ทรงอภิญญาที่มีประวัติโลดโผนไม่แพ้ใคร 

ท่านไม่ได้มาพร้อมกับความนุ่มนวลเพียงอย่างเดียว 

แต่มาพร้อมกับ "ตบะ" และ "บารมี" 

ที่สยบได้แม้กระทั่งวิญญาณร้ายและนักเลงหัวไม้ในสมัยนั้น

อิฐจากวัดร้าง... และอาถรรพ์ที่ถูกสยบ

ในยุคที่วัดห้วยพลูยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์รกชัฏริมน้ำ 

หลวงปู่ขำท่านเริ่มสร้างวัดด้วยความเด็ดเดี่ยว 

เรื่องแปลกมันอยู่ตรงที่ท่านเลือกไปขนอิฐมาจาก 

“วัดโบสถ์” ซึ่งเป็นวัดร้างเก่าแก่ที่มีคำเล่าลือว่า “เฮี้ยน” 

จนชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะเดินเฉียด เพราะเจ้าที่แรงเหลือใจ

แต่สำหรับหลวงปู่ขำ 

ท่านเดินดุ่มเข้าไปเจรจากับสิ่งลี้ลับเหล่านั้นด้วยวิถีของสงฆ์ผู้มีวิชา 

ท่านขนอิฐเหล่านั้นมาสร้างโบสถ์ 

สร้างวิหารที่วัดห้วยพลูจนสำเร็จ 

ว่ากันว่าที่ท่านทำแบบนั้นได้เพราะ "วาจาสิทธิ์" 

และอำนาจจิตที่แข็งแกร่งเกินกว่าสัมภเวสีหน้าไหนจะต่อกร

ยุคที่นักเลงครองเมือง... แต่ต้องสยบให้ผ้าเหลือง

ลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีสมัยก่อน 

ไม่ใช่ที่สำหรับคนขวัญอ่อน 

นักเลงสมัยนั้นเขา "ของจริง" 

ใครว่าดี ใครว่าเหนียว ต้องมาลองดีกับหลวงปู่ที่วัดห้วยพลูเสมอ 

มีเรื่องเล่าว่านักเลงดีหลายรายตั้งใจจะมา "ลองของ" กับท่าน

แต่พอเห็นสายตาและคำพูดเพียงไม่กี่คำของหลวงปู่ขำ 

บางคนถึงกับเข่าทรุด หรือบ้างก็ถึงกับละพยศ 

ยอมก้มกราบขอเป็นลูกศิษย์กันถ้วนหน้า

ท่านไม่ได้ดุด้วยโทสะ แต่ท่านดุด้วย "ความจริง"

ครมาดีท่านเมตตา ใครมาข่มท่านสยบด้วยบารมีธรรม

อมตะแห่งรูปหล่อ... และศรัทธาที่ไม่เลือนหาย

แม้สังขารท่านจะล่วงลับไปตั้งแต่อดีตสมัย 

(ว่ากันว่าช่วงปลายอยุธยาถึงต้นธนบุรี) 

แต่ความขลังของท่านไม่เคยจางหาย ในปี พ.ศ. 2451 

หรือเมื่อกว่าร้อยปีก่อน 

ชาวบ้านที่ได้รับสืบทอดเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์

จึงได้ร่วมใจกันสร้าง รูปหล่อจำลอง ของท่านขึ้นมา

ที่แปลกคือ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด 

ความรู้สึก "อุ่นใจ" 

ของคนที่ไปกราบไหว้ท่านที่ริมน้ำนครชัยศรีนั้นยังคงเดิม 

เหมือนหลวงปู่ยังคงนั่งตรวจตรา 

ดูแลลูกหลานชาวห้วยพลูอยู่เสมอ 

ใครที่ครอบครองวัตถุมงคลของท่าน 

ไม่ว่าจะเป็นรุ่นปี 2536 หรือรุ่นใดก็ตาม 

ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ถ้าไม่แน่จริง 

คนนครปฐมเขาไม่หวงกันขนาดนี้หรอก"

เรื่องของหลวงปู่ขำ 

ไม่ใช่แค่เรื่องของพระเครื่องหรือความเหนียว 

แต่มันคือเรื่องของ "หัวใจ" ของพระเถระยุคเก่า 

ที่สร้างวัดท่ามกลางดงนักเลงและวิญญาณร้าง

มาได้ด้วยพลังแห่งพุทธคุณโดยแท้ 

ใครผ่านไปแถวนครชัยศรี 

ลองแวะไปกราบท่านที่ริมน้ำดูเถิดครับ 

แล้วจะรู้ว่าความขลังแบบโบราณที่สัมผัสได้ด้วยใจ... เป็นอย่างไร!

ลุงเคน