พันธะสีดำแห่งถ้ำเขานกแสก




พันธะสีดำแห่งถ้ำเขานกแสก


เมษายน พ.ศ. 2564...

ท่ามกลางไอร้อนของเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนขวักไขว่

เคน กลับเลือกเดินทางมุ่งหน้าสู่ความสงัด

ของสำนักสงฆ์ถ้ำเขานกแสก อ.บางสะพานน้อย

ที่นั่นไม่มีเสียงเฉลิมฉลอง

มีเพียงเสียงลมพัดผ่านแมกไม้และหลวงปู่น้อย

พระภิกษุชราเพียงรูปเดียวที่พำนักอยู่ใต้เงาเขา

"ไปพักบนศาลาหลังเล็กนั่นเถอะ" หลวงปู่เอ่ยอนุญาต

มันเป็นศาลาปูนก่ออิฐบล็อกสูงเพียงเมตรเดียว

ส่วนครึ่งบนเปิดโล่งให้ลมป่าผ่านเข้าออกได้เต็มที่

พื้นศาลาเอียงกระเท่ไปข้างหนึ่ง เพราะไม่ได้ระดับน้ำ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการพักพิงเพื่อแสวงหาความสงบ 7 วัน

คืนแรก ความเงียบประหลาดมาเยือน...

ในขณะที่เขานั่งอยู่ในกลดกลางดึก ป่าทั้งป่ากลับเงียบกริบ

ไร้เสียงนกกลางคืนหรือเสียงแมลงอย่างที่ควรจะเป็น

ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าคล้ายไฟหน้ารถยนต์ดวงใหญ่และดวงเล็กพุ่งวาบมาจากชายป่าทึบ

มันสว่างจนเห็นยอดไม้ก่อนจะดับวูบลง

วันรุ่งขึ้นเคนพบเพียงกำแพงต้นไม้หนาทึบที่รถยนต์ไม่มีวันเข้าถึง

แสงนั้นจึงกลายเป็นปริศนาแรกที่เขาก็บ่งบอกไม่ได้ว่าคืออะไร

คืนที่สอง ในความฝันที่กึ่งจริงกึ่งลวง

ชายชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินโอบล้อมเข้ามาหาเขา

ชายคนหนึ่งเอ่ยขอน้ำดื่มด้วยท่าทีอิดโรย

เคนตอบกลับไปอย่างมีสติว่า

"ไปขอหลวงปู่เถิด น้ำขวดที่คนถวายมีมาก ส่วนของฉันมีจำกัดต้องใช้ให้ครบเจ็ดวัน"

ชายผู้นั้นพยักหน้ายอมรับก่อนจะเลือนหายไปในความมืด

เช้าวันที่สาม ระหว่างที่พบหลวงปู่ ท่านเอ่ยขึ้นลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

"คนที่มาพักที่นี่ ปกติจะอยู่ได้ไม่เกินสามวันหรอก...

หลายคนโดนหลอกจนต้องหอบกลดหนีกันไปหมด"

เคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจพลันคิดถึงแสงปริศนาและชายในความฝัน

'หรือเราจะโดนหลอกเข้าแล้ว?'

เขาตั้งคำถามกับตัวเอง

แต่เขาก็ไม่ได้บอกเล่าสิ่งที่เจอให้หลวงปู่ฟัง

เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ... เลือกที่จะไม่หนี

คืนวันที่สาม บรรยากาศเริ่มเข้มข้นขึ้น

กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง

ท่ามกลางความเงียบที่เย็นยะเยือก

เคนเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ริมผนังศาลา...

หลวงปู่ดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยสัก ที่มรณภาพไปนานแล้ว

ท่านปรากฏกายให้เห็นเพียงครู่ก่อนจะเลือนหาย

เปลี่ยนเป็นร่างของหญิงสาวรูปร่างผอมสูง

ในชุดผ้าฝ้ายทอหยาบสีดำทั้งชุด

เธอสวมเสื้อทรงกระบอกแขนสั้น

นั่งพับเพียบก้มหน้าเศร้าสร้อย

ราวกับรอคอยบางอย่างมานับศตวรรษ

ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น

ทำให้เขาขนลุกชันไปทั้งกาย

เคนทำได้เพียงรวบรวมสมาธิสวดมนต์

จนกระทั่งเธอกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า

บ่ายวันที่สี่ ระหว่างที่เคนเดินจงกรมอยู่ใต้เงาไม้

จิตของเขาดิ่งลึกเป็นสมาธิ

เขาจึงลองยกจิตขึ้นสู่พระจุฬามณีเจดียสถาน

ในนิมิตนั้นเขาพบว่าตนเองยอยู่ท่ามกลางพระอริยเจ้า

และครูบาอาจารย์มากมายที่นั่งเรียงรายต่อหน้าพระพุทธเจ้า

ในสถานที่อันวิจิตรคล้ายโบสถ์

ทันใดนั้น เขากลับเห็นภิกษุชรารูปหนึ่ง

เดินแหวกทางท่ามกลางหมู่สงฆ์เข้ามานั่งลงอย่างสงบ...

ภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่น้อย

ที่เขากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยนั่นเอง

เย็นวันนั้น

เคนตัดสินใจเล่าสิ่งที่เห็นในสมาธิให้หลวงปู่ฟัง

ท่านรับฟังด้วยรอยยิ้มสงบ

ก่อนจะใช้โอกาสนี้แนะนำการใช้วิชา "มโนมยิทธิ"

หรือการมีฤทธิ์ทางใจอย่างเป็นระบบ

"สิ่งที่เธอเห็นนั่นแหละคือการพิสูจน์"

หลวงปู่อธิบาย "การจะรู้ว่าสิ่งที่พบในจิตนั้นจริงหรือเท็จ

ต้องดูที่ความใสสะอาดของสภาวะจิตในขณะนั้น

หากจิตไม่มีนิวรณ์กั้น นิมิตนั้นก็คือความจริงที่จิตไปสัมผัสมา"

ท่านยังสอนวิธีตรวจสอบสิ่งที่พบในจิต

เพื่อให้เคนใช้ปัญญาแยกแยะระหว่าง

'ภาพหลอน' กับ 'สภาวะธรรม' ได้อย่างชัดเจน

"สิ่งที่เห็นด้วยตา หรือสิ่งที่ปรากฏในจิต"

หลวงปู่อธิบาย "จะรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือเท็จ

ให้ดูที่สภาวะจิตในขณะนั้น

หากจิตส่งออกนอกด้วยความกลัวหรือความอยาก

นิมิตนั้นอาจเป็นเพียงสัญญาหลอกลวง

แต่หากจิตนิ่งเป็นหนึ่ง มีอุเบกขา

และพิสูจน์ได้ด้วยปัญญาว่า

สิ่งนั้นมาเพื่อบอกกล่าวหรืออนุโมทนา นั่นแหละคือของจริง"

การสอนวิธีพิสูจน์จิตในเย็นวันนั้น

ทำให้เคนเริ่มเข้าใจว่า

แสงไฟหรือร่างหญิงสาวที่เขาพบ

อาจไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญหรือภาพหลอน

แต่เป็นการสื่อสารจากมิติที่เขายังไม่เคยได้สัมผัส

วันหนึ่ง

หลวงปู่พาลูกศิษย์รวมถึงเคนเข้าไปในถ้ำลึก

เพื่อเก็บสมุนไพร ระหว่างทางเดินกลับ

มีหินงอกแหลมคมห้อยตัวลงมาต่ำ

ทุกคนก้มหลบอย่างชำนาญ

เคนก็ก้มตาม แต่ทว่า...

เปรี้ยง!

เสียงศีรษะของเขากระแทกเข้ากับหินงอกดังสนั่นก้องไปทั้งถ้ำ

ทุกคนหยุดชะงักด้วยความตกใจ

"เป็นอะไรไหม!" ลูกศิษย์สองคนที่เดินตามมาถามด้วยความเป็นห่วง

เคนเอามือลูบหัวด้วยความมึนงง

แต่กลับไม่มีหยดเลือด ไม่มีแผลแตก

มีเพียงความรู้สึกแปลกประหลาด

ที่เหมือนสถานที่แห่งนี้ได้ "ทักทาย" เขาด้วยแรงมหาศาล

ก่อนเดินทางกลับ

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเกิดอาการสั่นคล้ายถูกประทับทรง

เธอส่ายหัวไปมาอย่างแรงก่อนจะเดินตรงมาหาเคน

แล้วเอ่ยคำที่ปลดล็อกความสงสัยทั้งหมด

"เจ้าถ้ำเขาดีใจมากนะที่ท่านกลับมา... ท่านเคยเป็นสมาชิกของที่นี่"

เคนเดินทางออกจากสำนักสงฆ์ถ้ำเขานกแสกกลับสู่ชีวิตปกติ

แต่ความทรงจำทั้ง 7 วัน ตั้งแต่แสงปริศนาไปจนถึงนิมิตบนพระจุฬามณี

ได้กลายเป็นรอยประทับที่ตอกย้ำว่า...

บนโลกนี้ยังมีมิติที่เรามองไม่เห็น

และบางครั้ง จิตก็พาเรากลับไปยังที่ที่เราเคยอยู่

เพื่อเรียนรู้และสืบต่อพันธะสัญญาแห่งธรรมสืบไป

ลุงเคน

การรักษาโรค

 นิทาน

1. - *โรคเกี่ยวกับกระดูกที่ไม่แข็งแรง หรืออ่อนแอ ไม่ว่าส่วนใดของร่างกายหรือกล้ามเนื้อ
ส่วนผสมน้ำมันมะพร้าว ๑ กิโล + พิมเสน ๑ ขีด
ผสมให้เข้ากัน แล้วให้นวดส่วนนั้นด้วยไม้เนื้อแข็งเท่านั้น
2 .โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
ให้ตัดอ้อยแดงเหนือข้อบนล่างประมาณ ๑ นิ้ว จำนวน ๓ ข้อ
ไม่ต้องปลอกเปลือก จำนวน ๓ ข้อ
ห่อด้วยผ้าขาวต้มน้ำดื่มแทนน้ำเปล่า น้ำไม่เกิน ๔ ลิตร ต้มได้ ๓ ครั้ง กินแทนน้ำเปล่าอย่างน้อยสองเดือน
3.ทุกโรคที่เกี่ยวระบบเลือดของร่างกาย โรคไตต้องยังไม่เคยฟอกมาก่อน ให้แก้เหมือนข้อ 2 แต่ใช้อ้อยดำแทน
4.ไขมันพอกตับ ต้นเหตุที่เกี่ยวโรคตับต่างๆ ปล่อยไว้มะเร็งตับจะถามหา
ให้ต้มน้ำเก็กฮวย ดื่มตอนเช้าและ ตอนเย็น ครั้งละ ๑ แก้ว
ย้ำว่า เช้า ๑ แก้ว เย็น ๑ แก้วเท่านั้น และห้ามใส่น้ำตาลเด็ดขาด
อย่างน้อยสองเดือน
5.สตรีถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งเต้านม ห้ามให้กระดูกสันหลังช่วงบริเวนสบัก คตหรืองอ คตซ้ายเป็นขวา คตขวาเป็นซ้าย
ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจให้ไปจัดกระดูกสันหลังให้ตรงซะแล้วจะไม่เป็น
6. ขาชาข้างใดข้างหนึ่ง ลงน้ำหนักได้น้อยกว่า หรือข้างนั้นลงน้ำหนักมากไม่ได้ ตามมาด้วยหัวเข่าข้างนั้นไม่แข็งแรงสาเหตุเพราะกระดูกสันหลังช่วงที่ตรงกับสะดือมันคตหรือโก่ง คตซ้าย ชาขาขวา คตขวาชาขาซ้าย ให้ไปจัดกระดูกซะ
7. สายตา ไม่ว่ามองไม่ชัด หรือสั้นยาว
ให้ใช้ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ผลดิบเท่านั้น + น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชา ทานวันละครั้งอย่างน้อย ๖ เดือน สายตาจะปกติได้
8.อายุมากขึ้น หน้าอกจะร้อน ตัวร้อนง่าย หงุดหงิดง่าย มีลมมาก เพราะธาตุลมและน้ำพร่องตามธรรมชาติ
แก้ด้วยไปยืนเหยียบหญ้าหรือดินด้วยเท้าเปล่า ตอนเช้าหรือเย็น จนตัวเย็น
และทานเครื่องดื่มและอาหารที่เป็นธาตุเย็น(กินน้ำตามไม่อร่อย)
9.อายุยืนได้ ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงตาย
สร้างนิสัยเมตตา ไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง
**เจ็บหนัก แขนขาหัก เหตุเพราะสัตว์ใหญ่
ป่วยเรื้อรังไม่หายเหตุเพราะสัตว์ตัวเล็ก ดังนั้นแก้ให้ถูกทาง**
10. มนุษย์หากแกนพลังพลังงานตามแนวกระดูกสันหลังขนานพื้น ไม่ว่าใครก็ต้องไป แต่ถ้าเอียงบ้าง ใกล้ล้ม ใกล้เอียงบ้าง
ทำบุญใหญ่ ซื้อปลาหน้าเขียง ไปปล่อยบ้าง
ถวายสังฆทานบ้าง ปล่อยโคกระบือบ้าง
ทำบุญร่วมสร้างพระใหญ่บ้างท่านจะอยู่ต่อได้ และสร้างความดีสม่ำเสมอ **ท่านยมฯบอกมา**
11.ใบฤาษีคืนชีพ ๔ ถึง ๕ ใบ ต่อน้ำ ๑ แก้วต้มทาน
กินแทนน้ำอย่างน้อย ๓ เดือนต้มได้เรื่อยไปจนกว่าน้ำจะใส
ไขมันในเลือดท่านจะน้อยลงหรือหายไปได้(อย่าเอาทางแพทย์มาอ้างว่าเท่าเดิมไม่เพิ่มขึ้น)
เพราะที่เล่าคือนิทาน
12.ว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ ใช้ ๕ ถึง ๖ หัว
เอามาต้มให้ได้น้ำประมาณ ๒ แก้ว(ครึ่งลิตร)
หรือเอามาฝนก่อนต้มก็ได้
กรณีฝนไม่เกิน ๕ นาที พวกเป็นกระเพาะหรือลำไสทะลุจะเห็นผลเลยจะสามารถรักษาโรค ที่มาเล็งๆ ไม่ยอมยิงๆซักทีได้
ข้อจำกัดคือรักษาได้ ถ้าอวัยวะนั้นอยู่ระหว่างเหนือหัวเข่าขึ้นมาและไม่เกินจมูก
***ให้ระวังหัวที่มีหน่อสีขาวโผล่ออกมา ห้ามใช้หน่อสีขาวนี้เด็ดขาดยกเว้นอยากตายเร็วขึ้น***
13.เส้นเลือดสมองเคยตีบ หรือ เส้นเลือดสมองเคยแตกมาก่อน ต้องมีคนช่วยพาไปเดินเหยียบดินด้วยเท้าเปล่า และให้ทานแต่อุ่นเท่านั้น ผ่านไปครึ่งปี ท่านผู้นั้นจะกลับมาเป็นเหมือนปกติได้
14.ใบรางจืด + รากหญ้าฟางแพรก
ผสมกันนำมาต้มเอาน้ำทาน ใช้ในกรณีที่ติดเชื้อในกระแสเลือดจากกรณีสาเหตุมาจากเชื้อโรค ส่วนทางเคมีถามแล้วก็ใช้ได้เช่นกัน ถ้ารู้สึกเลือดวิ่งไปจิ๊ดๆที่เท้าและปลายนิ้วและอุ่นๆบริเวณหลังนั่นคือกำลังรักษา
15.พบพระเกจิระดับครูบารอาจารย์ที่ท่านแค่มาแกล้งแตะๆตัวแล้วท่านหายเลย ซึ่งแล้วแต่ดวงล้วนๆ
16.พวกอฐิษฐานจิตได้ ถ้าฆารวาส ต้องเข้าออกฌานได้ ๑๕ รอบกรณีไม่ร้ายแรงมาก ๒๐ กรณีร้ายแรงรอบในลมหายใจเดียว ถึงพอช่วยบรรเทาได้ ส่วนเจอพวกที่ใช้สภาวะดับได้ ,พวกใช้เรื่องพลังงานได้นี่ก็แล้วแต่ดวงล้วนๆ
17.โรค ๙๐ % วิบาก ๑๐ % หายได้ปกติ, โรค ๕๐ % วิบาก ๕๐ % หายได้แต่เหนื่อยหน่อย , โรค ๑๐ % วิบาก ๙๐ % แม้พระเกจิที่เคยแตะตัวท่านแล้วหาย ตลอดจนท่านยมบาล ก็ช่วยไม่ได้
18.พระเกจิฯมากความสามารถทางจิต รักษาคนอื่นได้ แต่ทำไมท่านไม่รักษาตนเอง? เหตุเพราะท่านดำรงชีวิตแบบตัว You คือเพื่อบุคคลอื่น เป็นเมตตาแบบไม่มีประมาณ มีเหตุมาจากจิตที่บริสุทธิ์
ถ้าคุณยังใช้ชีวิตแบบตัว ไอ อยู่ แล้วไปเผลอว่าท่านทางอกุศล คุณจะไม่มีทางเข้าใจวิถีจิตแบบนี้ และคุณมักจะเคยป่วยเป็นโรคร้ายแรง กล้าเถียงไหม?
19.สัญญาเป็นปัญญาสมสมุติ ทุกดวงจิตถึงระดับอัจฉริยะได้เหมือนกัน ใช้เป็นแนวทางเดินปัญญาได้ แต่ถ้าเผลอยึด จะเข้าใจว่าเป็นสติปัญญาแล้วเผลอไปวิปัสสนาจะกลายเป็นวิปัสสนึก ผลคือ จะกี่ปีนิสัยไม่ดีขึ้น ความเข้าใจนามธรรมไม่พัฒนา เข้าใจว่าความคิดตนที่สุด ยกตนข่มท่าน ไร้เหตุผลเพียงแค่ต้องการเอาชนะ ไร้ความสามารถทางจิตใช้งานได้ แม้พูดเรื่องสมาธิระดับสูง หรือฝึกกรรมฐานอะไรจะยึดติดในนิมิตแต่คิดว่าตนที่สุดแม้ใช้งานไม่ได้จริงพิสูจน์ไม่ได้จริง เจ้าคิดเจ้าแค้น ติดการยอมรับ อยากให้คนอื่นมองว่าคนเก่ง แบ่งฝ่ายตามที่คิดเห็นคล้ายตน
20.การยึดติด ในลาภยศ สุข สรรเสริญ ชื่อเสียง การอยากได้รับการยอมรับว่าตนเก่งไม่ว่าไปที่ใด ไม่ใช่คุณลักษณะของดวงจิตที่มีคุณวิเศษในตน
21.ถ้าเข้าใจว่าอายุเฉลี่ย 90 มากสุด 121 ปี ไม่แปลก แต่ถ้าเคยเจอท่านในดงฯทั้งหลาย ความเข้าใจอาจจะเปลี่ยนไปได้เอง
22.มะนาวต่างตุ๊ด มีจริงไหม ตอบว่าใช้คำว่ามีไม่ได้
เพราะไม่สามารถเห็นได้ทุกคนเหมือนดวงจันทร์
ปล.สุดท้ายไม่ว่าใครก็ต้องไป ยกเว้นว่าท่านจะมีความสามารถระดับมารตฐานปฏิสัมทาญาน แล้วขออยู่ต่อ คือ สำเร็จระดับจิตธาตุเป็นพื้น คือ คิดอะไรเป็นอย่างนั้น
แค่เพียงแต่เล่านิทานให้ฟัง จบ ที่มา : https://www.facebook.com/nopphakan.jaisaard วันที่ 24 เมษายน 2567

ฝัน 14.12.2566

 วันนี้ เวลาประมาณ 04.30 น.
     ฝันว่าเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นถ้ำ เราได้ถวายสังฆทาน 1 ชุด และวางเงินบนถาดถวายทานด้วย จากนั้นก็เดินภายในถ้ำนั้น พบพระภิกษุรูปหนึ่ง เดินมาจับคางพร้อมกับกล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า "อีกไม่นานจะได้กลับบ้านเก่าแล้วนะ ดีกว่าเดิม"