ลมคำรามอยู่เหนือหลังคาวัด
ลมฝนแรงมาก
สายฝนสาดกระทบพื้นศาลาจนแตกเป็นฝอย
เหมือนใครบางคนกำลังโปรยความโกรธลงมาจากฟ้า
เมื่อเช้าแดดยังแผดเผาจนแสบผิว
ตกบ่ายกลับเย็นเฉียบด้วยพายุฤดูร้อนที่ไม่มีใครบอกล่วงหน้า
เณรนั่งนิ่ง มองม่านฝนที่ไหลพร่า
สายตาไม่ได้จ้องออกไปไกลนัก
แต่เหมือนมองทะลุไปถึงบางอย่างที่ไกลกว่านั้น
เสียงลมพัดป้ายโฆษณาหน้าวัดล้มครืน
ต้นไม้ที่ดูแข็งแรงเมื่อวาน วันนี้กลับหักโค่นอย่างง่ายดาย
เณรนึกในใจ…
พายุนี้ คล้ายโลกข้างนอกเหลือเกิน
โลกที่ลมไม่ได้พัดด้วยอากาศ แต่พัดด้วยคำพูด
โลกที่ฝนไม่ได้ตกจากเมฆ แต่ตกจากนิ้วมือบนหน้าจอ
ใครขวางทางลม ก็ถูกพัดล้ม
ใครอ่อนแอ ก็ถูกโค่นโดยไม่ต้องถามเหตุผล
แม้แต่ในรั้วผ้าเหลือง ก็ไม่พ้นแรงพายุนี้
ปฏิบัติดี…ก็เงียบไป
ปฏิบัติพลาด…เสียงดังไปทั่วทิศ
จนบางครั้ง เสียงของคนผิด
กลบเสียงของคนที่พยายามทำถูก
เณรถอนหายใจเบา ๆ
พระภิกษุ…ก็มาจากลูกชาวบ้าน
ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนละชนิดเพียงเพราะห่มจีวร
ยังต้องฝึกจิต
ยังต้องฝึกกาย
ยังต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ในทางของตน
พายุไม่ได้ทำลายทุกอย่าง
มันเพียงทดสอบว่า อะไร “หยั่งราก” ไว้ลึกพอ
ศาสนาก็เช่นกัน
ไม่ได้อยู่รอดเพราะเสียงโวยวาย
แต่อยู่รอดเพราะคนที่ยังใช้ปัญญาเงียบ ๆ พิจารณาตามความเป็นจริง
ลมเริ่มเบาลง
ฝนเริ่มซา
เณรมองหยดน้ำที่เกาะปลายชายคา
ก่อนมันจะหยดลงพื้นอย่างสงบ
ฟ้าหลังพายุ ไม่ได้สดใสเพราะพายุหายไป
แต่สดใส…เพราะสิ่งที่ยังยืนอยู่ได้ หลังพายุผ่านไปต่างหาก
ลุงเคน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น