หลบลมในใจ

 


บ่ายแก่ ๆ ใต้เงา ต้นไทร

อากาศร้อนอบอ้าวจนลมหายใจเหมือนติดอยู่ในอก

เณรเคนนั่งพับเพียบอยู่ข้างหลวงตา
บทสนทนาลอยไปเรื่อยตามประสาคนแก่เล่า คนหนุ่มฟัง

หลวงตามักย้อนอดีตเสมอ
ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นสารวัตรทหารเรือ ในยุคของ
จอมพล ป.พิบูลสงคราม

เรื่องราวของทะเล ของวินัย ของคำสั่ง
ฟังแล้วเหมือนหนังเก่า ๆ ที่ยังมีเสียงคลื่นกระทบหู

เณรเคนฟังตาโต
โลกของหลวงตากว้างไกลกว่ารั้ววัดหลายเท่า

เณรถามขึ้นเบา ๆ
“หลวงตา…ทำไมถึงมาบวช”

หลวงตาหัวเราะในคอ
“กูเกษียณแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร ก็อาศัยศาสนาขัดเกลาใจ เพื่อความหลุดพ้นโว้ย”

เณรยิ้มเจ้าเล่ห์
“จะหลุดพ้นไปไหน จากเจ้าหนี้เหรอหลวงตา”

หลวงตาค้อน
“เออ เด็กเวร นี่ไม่เคยได้ยินหรือไง…กระทำให้แจ้งเพื่อนิพพานน่ะ”

เณรนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อ
“นิพพานมันเป็นที่แบบไหนเหรอหลวงตา
แล้วคนธรรมดาที่ไม่ได้บวช จะปฏิบัติยังไงได้บ้าง”

คำถามลอยค้างอยู่ในอากาศร้อน

หลวงตาเงียบลง

ยังไม่ทันตอบ
พายุฤดูร้อนก็พัดมาพอดี

ลมกรรโชกแรงจนใบไทรสะบัดดังพรึ่บ
ฝุ่นทรายปลิวเข้าตา

ทั้งเณร ทั้งหลวงตา วิ่งหลบเข้ากุฏิแทบไม่ทัน

ประตูกระทบกรอบดังประตูปัง

ในความอื้ออึงของลมฝน
เณรตะโกนแข่งเสียงพายุ

“หรือการปฏิบัติธรรมต้องทำแบบนี้วะหลวงตา

ข้าศึกบุกเราหลบ ข้าศึกหลบเราแหย่!”

หลวงตาหอบนิด ๆ ก่อนหัวเราะ

เสียงหัวเราะคนแก่ แปลกดี

มันดังสวนกับเสียงพายุข้างนอก

หลวงตาพูดช้า ๆ

“เอ็งดูนะ…
เมื่อกี้ลมมา เราไม่ได้ไปสู้กับลม
เราแค่หาที่หลบ”

“ธรรมะก็เหมือนกัน
ไม่ได้เอาไว้สู้กับโลก
เอาไว้หลบโลก…ในใจเรา”

เณรเงียบ

เสียงฝนเริ่มซาลง

หลวงตาพูดต่อ

“นิพพานไม่ใช่ที่

มันคือสภาพที่ใจไม่ถูกลมพัดไปไหนอีก”

“คนไม่บวชก็ทำได้
แค่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหลบ
เมื่อไหร่ควรหยุด
เมื่อไหร่ควรนิ่ง”

ลมเบาลงจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำจากชายคา

เณรมองออกไปนอกกุฏิ

ต้นไทรยังยืนอยู่ที่เดิม

เหมือนมันรู้มานานแล้วว่า
หน้าที่ของมัน…ไม่ใช่สู้กับพายุ

แต่แค่หยั่งรากให้ลึกพอ
แล้วปล่อยให้พายุผ่านไปเอง

ลุงเคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น