ชาวบ้านร้านตลาดนั้น ประหลาดอยู่อย่าง...
ยามคนอยู่ไม่ใคร่จะสนใจถามไถ่ว่าอดหรืออิ่ม
แต่พอคนสิ้นลมละสังขารเท่านั้นแหละ
ความเป็นหูเป็นตาแทนญาติมิตรจะทำงานขึ้นมาทันที
ทิดมั่น แกเป็นคนประเภท "เสือซุ่ม"
เมียตายแทนที่จะร้องห่มร้องไห้ป่าวประกาศให้ก้องทุ่ง
แกกลับทำตัวเหมือนคนทำของหายแล้วหาเจอคนเดียว
แกแจ้งราชการเสร็จสรรพ ก็จัดการ "ฌาปนกิจ"
แบบ Private หรือจะเรียกแบบฝรั่งให้โก้ก็คือ Exclusive ส่วนตัวสุดขีด
ใช้ฟืนที่หามาได้ประเคนไฟลงไป
ส่งเมียขึ้นสวรรค์ด้วยมือเปล่า ๆ ของแกเอง
แล้วกวาดเถ้ากระดูกไปไว้โคนไม้
เป็นอันจบพิธีแบบไม่ต้องพึ่งทายกให้เสียเวลา
แต่พอกลิ่นไหม้จางลง เสียง "นินทา" กลับหนาขึ้นมาแทน!
ป้าสายข้างบ้านที่ปกติไม่เคยแม้จะส่งแกงสักถ้วยให้เมียทิดมั่นตอนป่วย
กลับเป็นเดือดเป็นแค้นขึ้นมาเสียฉิบ
“ดูซิ...นังขวัญมันอาภัพ ผัวใจดำทำเหมือนเผาตอไม้
ไม่บอกพระบอกเจ้า ไม่เกรงใจประเพณีอันดีงาม!”
เณรเคน ท่านนั่งรำพึง...ประเพณีอันดีงามที่ว่าน่ะหรือ?
เณรเคยไปนั่งเป็นพร็อพบนอาสนะในงานศพ "ผู้มีเกียรติ" มาก็มาก
เห็นพิธีกรพ่นน้ำลายสาธยายเกียรติประวัติผู้ตายเสียจนนึกว่าเทวดาจุติมาเกิด
ทั้งที่ตอนอยู่เจ้าตัวอาจจะชอบกินสินบนมากกว่ากินข้าวเสียด้วยซ้ำ
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานน่ะหรือ?
ปากก็บอกว่ามาด้วยความอาลัย
แต่หูนั้นคอยฟังเสียงพระว่าเมื่อไหร่จะสวด "จบ" เสียที
“พระท่านจะรีบไปไหนนะ สวดรวบรัดเหลือเกิน” รายหนึ่งบ่น
“เออ...สวดเร็วก็ดี ฉันจะได้รีบกลับไปดูละครน้ำเน่าตอนจบ” อีกรายตอบสวน
ในขณะที่เจ้าภาพกำลัง "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
ด้วยการสั่งพวงหรีดดอกไม้สดที่พรุ่งนี้ก็กลายเป็นขยะกองโต
และจ่ายค่าเช่าศาลาแพงระยับเพื่อ "รักษาหน้า"
ป้าอีกคนในงานราชพยาบาลกลับบ่นอุบว่า
“อารัมภบทยาวจริงแม่คุณ
เอ่ยชื่อแขกผู้มีเกียรติจนจะครบทั้งอำเภออยู่แล้ว ฉันต้องรีบไปรับหลาน!”
นี่แหละหนอ...ความหมายของงานศพยุคใหม่
มันคือการ "แสดง" มากกว่าการ "ปลง"
เณรเคนถอนใจอีกครั้ง
นึกถึงทิดมั่น...
แกคงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เข้าถึงหัวใจของความตายจริง ๆ
แกไม่ได้เอาศพเมียไปเป็นเครื่องมือสร้างภาพพจน์
แกเผาความรัก ความผูกพัน
และความเศร้าไปพร้อมกับกองฟืนนั้น
แล้วคืนร่างที่เหลือให้กลายเป็นปุ๋ยแก่ต้นไม้
ส่วนคนที่ด่าทิดมั่นน่ะหรือ?
ก็คือคนที่ไม่ได้ช่วยออกค่าฟืนสักกิ่งเดียว
แต่กลับอยากเข้ามา "บริหารจัดการ" ความตายของคนอื่นเสียเหลือเกิน
“คนเรามักเก่งเรื่องการจัดฉากให้คนอื่นดู
แต่ลืมไปว่า...ท้ายที่สุดแล้ว บนกองฟืนนั้น
เราต่างก็เหลือเพียงเถ้ากระดูกเท่ากันหนึ่งกำมือ
จะเผาด้วยเครื่องเพชรหรือเผาด้วยกิ่งมะม่วง
ผลลัพธ์มันก็คือความว่างเปล่าอย่างเดียวนั่นแหละ!”
ลุงเคน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น