ฝุ่นสีแดงหนาทึบรอบล้อรถคอกหมูที่วิ่งผ่าน
คือภาพจำจำเจของพวกเราในสมัยโน้น
หน้าร้อนแล้งกับหน้าร้อนเงิน
มักจะเวียนมาพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
บนถนนลูกรังสายนั้น
ถ้าคุณเห็นใครสักคนเดินหัวซุกหัวซุนอยู่ข้างทาง
อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเขาเป็นผู้ร้ายหลบหนีคดี
พวกผู้หญิงมักใช้ผ้าคลุมหัวซ้อนด้วยหมวกใบลานใบโต
ส่วนพวกผู้ชายก็เอาผ้าขาวม้าผืนเดียวผูกเงื่อนคลุมหน้า
เหลือไว้แค่รูตาพอให้มองเห็นทาง
รถยนต์ในหมู่บ้านมีนับคันได้
ถ้าระดับเศรษฐีถึงจะมีรถกระบะป้ายแดง
แต่ถ้าเป็นระดับชาวบ้านร้านตลาด
'จักรยาน' คือพาหนะอันทรงเกียรติที่สุดแล้ว
ถึงขนาดที่ว่ายามพลบค่ำ
บ้านไหนมีจักรยานเป็นต้องช่วยกันยกขึ้นไปเก็บ
ไว้บนเรือนนอน ด้วยเกรงว่าพวกตีนแมวจะแอบมาสอยไปขี่เล่น
ช่วงสายของวัน
ทำนองชีวิตของพวกเรา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งประดิษฐ์จากสวิตเซอร์แลนด์
หากแต่อยู่ที่หนังหน้ากลองเพลจากวัดท้ายหมู่บ้าน
พอเสียง "ตึง... ตึง... ตึง..." แว่วผ่านทุ่งนามาตามลม
นั่นคือฎีกาจากพระคุณเจ้าส่งสัญญาณว่า
"พักได้แล้วพวกมึง!"
ชาวไร่ชาวนาจะวางคันไถ วางเคียว
หิ้วปิ่นโตเข้าโคนไม้ใหญ่
กินข้าวปลาเสร็จก็นอนผายปอด
ลมพัดตึงๆ งีบหลับสักตื่นพอแรงกลับคืน
แล้วค่อยลุกขึ้นมาสู้แดดบ่าย
ไม่มีใครต้องคอยเหลียวมองข้อมือ
ไม่มีใครต้องกังวลว่าเกินเวลาไปกี่นาที
มาวันนี้ ถนนลูกรังกลายเป็นยางมะตอย
ฝุ่นสีแดงหายไปพร้อมกับเสียงกลองเพล
พระท่านเลิกตีกลอง
เพราะกลัวรบกวนเวลาพักผ่อนของคนรุ่นใหม่
ชาวบ้านมีนาฬิกาเรือนงามแนบติดข้อมือ
คนทำงานโรงงานมีเสียงหวูด
ไซเรนคอยแผดเสียงสั่งการเป็นช่วงเวลา
คิดๆ ดูแล้วก็น่าขำดีเหมือนกัน
มนุษย์เราอุตส่าห์สร้างเทคโนโลยีขึ้นมา
เพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น
แต่สุดท้ายกลับยอมตกเป็นทาสของเข็มนาฬิกา
เดินตามจังหวะที่ติ๊กต๊อกๆ
กำหนดไว้ทั้งวันอย่างว่าง่าย
โดยหลงคิดไปเองว่า
นั่นคือชีวิตที่มีอิสรภาพ!
ลุงเคน