คำแนะนำสำหรับปี 2009 โดย วอร์เรน บัฟเฟ่ตต์ ... บุคคลที่รวยที่สุดคนหนึ่งในโลก
เราเริ่มต้นปีใหม่นี้ด้วย...
ความกระตือรือร้นที่หดหู่ และ การมองโลกแง่ดีที่ถูกทำลาย
ความสุขของเราถูกเจือจางลง และ ความสงบสุขของเราถูกคุกคาม...
ด้วยเชื้อป่วยไข้ของเศรษฐกิจ ที่ระบาดมายังครอบครัว องค์กร และ ประเทศชาติของเรา เราทุกคนต่างค้นหายารักษาอย่างสิ้นหวัง เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของเศรษฐกิจ และให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
พวกเราต่าง...ฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ
ว่าพวกเขาจะจัดหายารักษาให้แก่พวก เราได้
ทั้งที่จริง พวกเราคงลืมไปว่า...
ก็ไม่ใช่พวกผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ เหล่านี้หรอกหรือ ที่เป็นคนสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมาเอง
ทุกๆ ปีใหม่ ผมนำ “คติพจน์เก่าๆ” มาเป็น “ไฟนำทาง” อนาคตของผม
สูตรบำบัดรักษาตัวเองต่อไปนี้...
ให้ความมั่นใจกับผมว่า...ในแต่ละปีที่ผ่านไป
ผมเติบโต-อย่างมีปัญญามากขึ้น...ไม่ใช่แก่-อายุมากขึ้น
ปีนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคน...ให้นำความคิดคุณ
เจาะเข้าถึง...ข้อคิดที่ให้สติทางการเงินนี้ร่วมกัน และกลายป็น...ผู้ที่ชาญฉลาดทางเศรษฐกิจ
ความขยัน : ทุกความขยัน...นำรายได้มาให้, แค่พูด...มีแต่นำความยากจนมาให้
ขี้เกียจ : กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป
เงินที่หาได้ : อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด
(อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)
การใช้จ่าย : ถ้าคุณ“ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง“ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า
การออม : อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว
การยืม : คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น...“ทาสของเจ้าหนี้”
ทำบัญชี : จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่
ตรวจสอบ : ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆ ได้
การเสี่ยง : อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)
การลงทุน : อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ...รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว
ผมมั่นใจว่า...ใครก็ตามที่ ฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว
เป็นผู้ที่ดำรงการมี ฐานะการเงินที่แข็งแรงไว้ได้
ผมมั่นใจเท่าๆ กันด้วยว่า...ใครก็ตามที่ เริ่มต้นฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้
จะกลับมาเป็นผู้มี ฐานะการเงินที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว
ขอเราทุกคนต่างกลายเป็น...
ผู้ที่มีปัญญามากขึ้น และ นำไปสู่ความสุข มีชีวิตที่แข็งแรง, มั่งคั่งและ สงบสุข.
แปลและเรียบเรียง โดย
โอกาส ชาญเชาวน์กุล
25 ก.พ. 2552
เรื่องราว และข้อมูลที่เก็บไว้ ณ ที่นี้ เป็นของที่เก็บมาจากที่ต่าง ๆ ทั้งมีที่มาและหาที่มาไม่ได้หากท่านผ่านทางเข้ามาอ่าน หากไม่ชอบใจต้องขออภัย The stories and information collected here are collected from various sources, both originated and unrecognizable. If you pass by, read through If you don't like it, sorry.
ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน
ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน จากทรรศนะของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล
วันนี้ผมได้รับเมล์หนึ่งฉบับ ส่งข้อมูลมาให้เกี่ยวกับทรรศนะของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ และสื่อมวลชนอาวุโสท่านหนึ่ง ได้แสดงทรรศเกี่ยวกับการล้มการประชุมอาเชียนผ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับที่เท่าไรคนส่งไม่ได้บอก ซึ่งมีข้อความดังนี้
บทความในเดลินิวส์ โดยสมเกียรติ อ่อนวิมล
บันทึกอาเซียน ASEAN DIARY
การประชุมสุดยอดอาเซียนล้มเหลวที่พัทยา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน+6 ที่พัทยา
ผมอยู่ในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท ทุกวัน เหมือนสื่อมวลชนทั้งหลาย ในวันแรกที่ไปถึง รู้สึกสะดวกสบายและเห็นความราบรื่นในการเตรียมงาน มองเห็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่จากการประชุม เพราะการเตรียมงานเรียบร้อย มีประสิทธิภาพอย่างน่าภาคภูมิใจในฐานะคนไทยที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทย อาคารสถานที่ของโรงแรมก็โอ่โถง กว้างขวาง โอฬาร สมเป็นสถานที่จัดประชุมระดับโลก บรรยากาศสดชื่นงดงามของทะเลและชายหาดเป็นอมตะจนไม่ต้องอธิบาย บุคคลากรของกระทรวงการต่างประเทศทำงานสนับสนุนรัฐบาลที่ผมเชื่อมั่นในคุณภาพของนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผมภูมิใจในพื้นฐานความรู้ด้านการต่างประเทศอย่างที่สุด ผมชื่นชอบในบุคลิกการสื่อสารและภาษาที่ท่านใช้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนประวัติอันดีงามและความซื่อสัตย์สุจริตโปรงใสในชีวิตของท่านนั้นผมมั่นใจได้อย่างบริบูรณ์
แต่พอเริ่มงานในวันที่ 10 เมษายน 2552 ทุกอย่างก็ไหวสะเทือนเพราะแรงการประท้วงจากฝูงชนผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ใส่เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ผมทราบดีว่าคุณทักษิณ ต้องการอำนาจกลับคืนมา แต่ไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากล้มรัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ และไม่มีวิธีอื่นใดที่จะล้มรัฐบาลได้ขณะที่ตัวเองเป็นผู้ต้องหนีโทษไปอยู่ต่างประเทศ นอกจากจะให้ตัวแทนของตนในประเทศไทย รวมพลังมวลชนมาก่อกวนเพื่อล้มรัฐบาลด้วยเงื่อนไขที่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยใดๆจะรับได้ แต่ผมก็ไม่คิดว่ามวลชนของคุณทักษิณจะมาล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยา ที่ผมคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้นำการประท้วงกล่าวบนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาลที่กรุงเทพฯว่าจะไม่ขัดขวางการประชุมสุดยอดอาเซียนและพิสูจน์การรักษาสัจจะให้เห็นแล้วในระหว่างการประชุมสุดยอดก่อนหน้านี้ที่ชะอำ
ในวันที่ 10 เมษายน ขบวนประท้วงเดินทางเข้ามาถึงหน้าโรงแรมอย่างง่ายดาย ทั้งๆที่ทางเข้าก็แคบและมีทางเข้าด้านหน้าทางเดียว ทางเข้าด้านหลังโรงแรมก็มี แต่ก็สามารถปิดกั้นให้ความปลอดภัยแก่สถานที่ประชุมได้หากตำรวจและทหารต้องการจะทำหน้าที่จริงๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธรุนแรง เพียงแต่ตั้งเครื่องกีดขวางเสริมด้วยตำรวจและทหารหลายๆแถว แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดความหวั่นไหวในหมู่สื่อมวลชนทั้งหลายว่าการประชุมจะดำเนินไปได้อย่างไร หากผู้ประท้วงจะบุกเข้ามาในอาคารที่เป็นศูนย์สื่อมวลชน เมื่อไรก็ย่อมได้ และสามารถบุกต่อไปยังอาคารที่ประชุมได้เช่นกัน ผู้ประท้วงนำโดยคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ซึ่งตะโกนป่าวร้องบนรถบรรทุก ต่อว่าด่าทอรัฐบาลด้วยถ้อยคำที่รุนแรง แต่เงื่อนไขที่ขอให้มีตัวแทนอาเซียนมารับหนังสือประณามรัฐบาลไทย และฟ้องรัฐบาลชาติอื่นนั้น
ทำให้ผมคิดตามเดิมว่าเขาคงไม่ขัดขวางการประชุมแน่นอน ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีบอกกับผมว่าคุณอริสมันต์ สัญญาว่าหลังจากมอบหนังสือแล้วจะถอยขบวนประท้วงออกไปทันที เมื่อคุณอริสมันต์ กับพวกอีกประมาณห้าคน ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอาคารศูนย์สื่อมวลชนเพื่อยื่นหนังสือและรอตัวแทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียน ระหว่างรอตัวแทนจากอาเซียนอยู่นั้นผมเข้าไปคุยกับตัวแทนพวกเสื้อแดงผู้สนับสนุนคุณทักษิณคนหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เขารู้จักผม จึงคุยกันได้ฉันมิตรด้วยภาษาที่สุภาพ เขาบอกผมว่าพวกเขามาถึงหน้าโรงแรมนานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจจะออกมาพูดจาถามไถ่ถึงความต้องการ ไม่มีใครเข้ามาเจรจาเลย รออยู่นาน ปราศรัยบนรถอยู่นานก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่น้อยใจ ไม่มีภาษาที่ก้าวร้าว ต่างกับภาษาที่ก้าวร้าวยั่วยวนหยาบคายที่เขาใช้บนเวทีปราศรัยบนรถนำขบวน ผมเชื่อว่าการที่เขาพูดคุยกับผมอย่างสุภาพและสงบก็เพราะเขาคุยกับผมซึ่งเขารู้จักในฐานะสื่อมวลชน ( อาวุโส) ที่มิได้อยู่ตรงข้ามกับเขา หรือเข้าข้างฝ่ายใด การพูดคุยกันจึงพอจะได้รับข้อมูลที่จริงใจ ผมสะกิดหลังคุณอริสมันต์ที่กำลังยืนพูดกับผู้สื่อข่าวข้างหน้า คุณอริสมันต์หันมาทักทายผม แล้วผมก็บอกคุณอริสมันต์ ที่พวกเราสื่อมวลชนเรียก “ กี้ ” ซึ่งเป็นชื่อเล่น ผมขอร้องคุณอริสมันต์ว่าขอให้ถอนกำลังมวลชนกลับไปหลังจากยื่นหนังสือแล้ว ตามที่ได้สัญญาไว้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ขอให้เห็นแก่อาเซียนและรัฐบาลซึ่งหมายถึงรัฐบาลของท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลท่านนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลของท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งหมดรวมกัน เพราะทุกรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ร่วมกันทำงานเพื่ออาเซียน เพื่อชื่อเสียงของประเทศไทยมานานแรมปี อาเซียนเป็นของทุกรัฐบาล เป็นของคนไทย และเป็นของพลเมืองเกือบ 600 ล้านคนใน 10 ประเทศร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา อาเซียนไม่เกี่ยวกับปัญหาระหว่างคุณทักษิณกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แต่ประการใด อาเซียนไม่เกี่ยวกับเสื้อเหลือหรือเสื้อแดง ผมพูดกับคุณอริสมันต์โดยความหมายรวมทำนองนี้ในเวลาไม่ถึงนาที แล้วย้ำกับคุณอริสมันต์ว่า หากมวลชนของคุณอริสมันต์ถอยกลับตามสัญญาก็จะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะที่แสดงความเป็นนักประชาธิปไตยในการประท้วงแล้วส่งความคิดเห็นตามช่องทางที่เหมาะสม จบแล้วก็จบกระบวนการประท้วง
หลังการยื่นหนังสือประณามรัฐบาลไทยแล้วขบวนมวลชนเสื้อแดงของคุณอริสมันต์ก็ถอยกลับไปอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผมโล่งใจและภูมิใจในความยึดมั่นสัจจะวาจาของคุณอริสมันต์ หลังจากนั้นผมก็ได้ข่าวว่ามีชาวพัทยาจำนวนหนึ่งไม่พอใจการที่พวกคุณอริสมันต์มาประท้วงทำให้เสียหายต่อบรรยากาศทางสังคมและธุรกิจของเมืองพัทยา และกลุ่มชาวพัทยาที่มาประท้วงรอ อยู่ปากทางตอนที่พวกคุณอริสมันต์กำลังถอยขบวนย้อนทางออกไป ชาวพัทยาที่ประท้วงใส่เสื้อสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ ผมถามท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีก็ได้ความว่ามีจำนวนรวม 500 คน และท่านรับทราบถึงการมาของขบวนชาวเมืองพัทยา กลุ่มเสื้อสีน้ำเงินมีทั้งชาวเมืองที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวและชาวประมง แต่การใส่เสื้อสีน้ำเงินแสดงถึงการจัดตั้งกลุ่มผู้ชุมนุมเอามาต่อต้านฝ่ายเสื้อแดงซึ่งมีจำนวนมากกว่า ผมมาทราบทีหลังว่ามีการตะโกนด่าทอและขว้างปาใส่กันบ้าง แต่ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต
เมื่อผมกลับไปพักที่โรงแรมริเวียร่า ในเขตนาเกลือ ไกลจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ได้ดูช่องโทรทัศน์ D - Station ผ่านดาวเทียมของคุณทักษิณ ชมการปราศรัยบนเวทีของผู้ประท้วงที่กรุงเทพฯ ประกาศให้มวลชนเสื้อแดงเดินทางไปสมทบและเตรียมประท้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาอีกรอบหนึ่ง ผมฟังคำปราศรัยของคุณทักษิณ ผ่านจอภาพวิดีโอ บอก ว่า “ ผมแพ้ไม่ได้ ” ประท้วงแล้ว “ ต้องมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมา ” แล้วเรียกร้องการชุมนุมที่เข้มข้นขึ้น ได้ยินดังนี้แล้วผมก็สิ้นหวัง และเชื่อว่าคำสั่งของคุณทักษิณนั้นศักดิ์สิทธิ์เหนือสัจจะวาจาใดๆที่คุณอริสมันต์ให้ไว้กับผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หรือที่สัญญากับผมจากการคุยกันอย่างฉาบฉวยไม่กี่วินาที
วันที่ 11 เมษายน 2552 ผมไม่คิดว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนจะเป็นไปได้ ดูจากสีหน้าที่โกรธขึ้งของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และคุณจตุพร พรหมพันธุ์ บนเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาลก็ เห็นความรุนแรงและมุ่งมั่นที่จะเอาชัยชนะติดมือจากพัทยากลับไปมอบให้คุณทักษิณให้ได้ ระหว่างทางบนถนนนาเกลือ ไปสู่โรงแรมที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียน ผมพบกลุ่มเสื้อแดงวิ่งไล่ตีชาวพัทยาบริเวณวงเวียนน้ำพุ กระเจิดกระเจิงมาในซอยที่ผมกับทีมงานสารคดีโทรทัศน์อาเซียนหลบอยู่ ชายหนุ่มชาวพัทยาที่หนีเข้ามามือโชกเลือดเนื้อฉีกเป็นแผ่นยาวน่ากลัว เลือดไหลไม่หยุด ผมให้ผ้าเช็ดหน้าไปซับเลือด แล้วเจ้าของร้านขายของบริเวณใกล้เคียงก็ออกมาช่วยทำแผลให้ พวกเสื้อแดง วิ่งไล่ล่าตามมาในซอยหวังทุบตีด้วยไม้กระบองในมือ แต่ชาวพัทยาผู้บาดเจ็บก็ขึ้นรถหลบหนีไป ผมกับช่างภาพวิดีโอส่องกล้องถ่ายภาพเหล่านี้ไว้แล้วเดินออกไปปากซอย ดูเหตุการณ์ถึงวงเวียงน้ำพุแยกถนนนาเกลือ ซึ่งอยู่หน้าโรงแรมดุสิตธานีอันเป็นที่พักผู้นำชาติเอเชียตะวันออก ผมพบพวกเสื้อแดงในอาการโกรธแค้น ด่าทอหยาบคาย ผมเห็นตำรวจพัทยาปลอบใจหญิงเสื้อแดงที่อยากจะอยู่สู้กับชาวพัทยาบนถนน แต่ตำตำรวจบอกให้ไปอยู่กับคนเสื้อแดงบนรถจะได้ปลอดภัย ผมได้คุยกับนายอำเภอบางละมุงเพื่อประเมินสถานการณ์ หากผมจะเดินทางต่อไปยังโรงแรมที่
ทีมงานของผมขับรถหลบพวกเสื้อแดงที่ปิดหน้าโรงแรมอยู่ แล้วอ้อมเข้าด้านหลังโรงแรมรอยัล คลิฟ รีสอร์ท ซึ่งเงียบสงบและปลอดภัย เดินผ่านสวนของโรงแรม เห็นเหล่าทหารที่ไม่มีหน้าที่ยืนแถวเตรียมพร้อมนอนเอนกายกันทั่วไปในสภาพที่ไม่เตรียมพร้อม เป็นภาพที่ไม่สวย ไม่เข้มแข็ง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม ผมคิดว่าไม่ว่าทหารจะมีจำนวนมาก น้อยเท่าใด ทั้งหมดก็ควรเข้าแถวยืนประจันหน้ากับผู้ประท้วง และควรกันผู้ประท้วงไม่ให้เข้ามาตั้งแต่ปากทางแล้ว การไปดูแลความปลอดภัยของที่ประชุมระดับโลกเช่นนี้ไม่ควรไปนอนรอคอยคำสั่งหรือนอนพักผ่อนแต่อย่างใด การปกป้องที่ประชุมสุดยอดระดับโลกเช่นนี้หย่อนยานมาก และ น่าตำหนิในความไม่เอาใจใส่ภาพลักษณ์ของทหารเลย ใกล้ๆกันก็มีพวกเสื้อแดงเข้ามานั่งและเดินด่ารัฐบาลกันระเกะระกะบนสนามของโรงแรม ขณะที่ขบวนประท้วงใหญ่อยู่กันแน่นถนนหน้าโรงแรม ผมเดินเข้าไปนั่งคุยกับพวกเสื้อแดงที่นั่งกันอยู่ราว 50 คน ผมอยากรู้จักคนเหล่านี้ว่าเป็นใครมาจากไหนอย่างไร และมีความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบไหน ชาวเสื้อแดงคุยกับผมอย่างสงบและสุภาพ เว้นหญิงคนหนึ่งที่เดินไปมามองหน้าและด่าทอใส่ผมตลอดเวลา เธอไม่ได้ด่าผม แต่ด่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อย่างหยาบคาย แต่หันหน้ามาทางผมตอนที่ด่า ตามคำบอกเล่าของชายที่นั่งข้างผม เธอเป็นชาวจันทบุรี ฟังจากสำเนียงก็เหน่อแบบจันทบุรีแน่
ผมวิเคราะห์และสรุปนานแล้วว่าความหยาบคายในการใช้ภาษาของพวกพันธมิตรฯเสื้อเหลืองแสดงถึงความขาดสติและขาดเหตุผลที่จะอธิบายแนวคิดของตนเอง เป็นการขาดการศึกษาและวัฒนธรรมของผู้ประท้วงเสื้อเหลืองที่ผมพบมาตั้งแต่ปี 2551
ที่พัทยาคราวนี้ผมมาพบความหยาบคายในหมู่คนเสื้อแดงอีกทั้งบนเวทีปราศรัยที่กรุงเทพฯและที่พัทยา และพบตรงๆแบบด่าใส่หน้าบนสนามหญ้าของโรงแรมที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียนผมก็คิดว่าคุยไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเธอผู้หยาบคายมีแต่อารมณ์ร้าย ผมคุยกับชายวัยใกล้เคียงกับผม (ปัจจุบันผมอายุ 60 ปี) ซึ่งเป็นชาวสุพรรณบุรี บ้านเดียวกับผม เขาบอกว่า ที่สุพรรณบุรี สมาชิกพรรคไทยรักไทยที่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นผู้จัดรวบรวมและขนชาวสุพรรณฯ มาร่วมชุมนุม โดยดูแลความสะดวกต่างๆ แต่เขายืนยันว่าไม่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดตามที่เป็นข่าว ผมพยายามอธิบายหลักวิชาการประชาธิปไตยว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองนั้นทำได้ แต่ความหยาบคายนั้นสร้างแต่ความโกรธไม่สร้างความเข้าใจอันดี เพราะการด่าไม่มีข้อมูลให้ช่วยคิดอะไรใหม่ได้ การไล่นายกฯอภิสิทธิ์ออกเพราะบอกว่าเป็นคนเลวก็ไม่ถูก เพราะนายกฯอภิสิทธิ์เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ ไม่มีเรื่องทุจริตเหมือนคุณทักษิณ ดังนั้นการที่จะไล่นายกอภิสิทธิ์ออกจากตำแห่งก็ต้องทำด้วยเหตุแห่งความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และการประท้วงเป็นเพียงการแสดงความเห็นเท่านั้น ส่วนการจะให้ลาออกได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตย ต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้องแท้จริง คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร หรือการยุบสภาแล้วลาออกเองโดยนายกรัฐมนตรี ผู้มาประท้วงไม่มีสิทธิ์สร้างเป็นเงื่อนไขในการประท้วง การจะล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนหากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออกนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในระบอบ
มาถึงเวทีการประท้วงซึ่งอาศัยหลังคารถบรรทุกเป็นที่ยืนปราศรัย ผู้ปราศรัยนำโดยคุณอริสมันต์ พงศ์เรื่องรองเช่นเดิม เห็นหน้าคุณอริสมันต์อีกครั้งผมก็หมดความเชื่อถือในสัจจะวาจาที่เคยให้ไว้เมื่อวาน ผมเชื่อในใจว่าคุณอริสมันต์จริงใจกับอาเซียนเมื่อวันวานที่ถอยกำลังกลับไป แต่ก็มั่นใจว่าคุณทักษิณมีอำนาจสั่งการเหนือกว่า แล้วสั่งผ่านผู้นำบนเวทีอภิปรายหน้าทำเนียบรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ผมเชื่อว่าการล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นของติดไม้ติดมือกลับที่คุณทักษิณต้องการเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ไม่ว่าจะอ้างเงื่อนไขอะไร เมื่อวันวานผู้ประท้วงสร้างเงื่อนไขเพียงขอยื่นหนังสือประท้วง แต่มาวันนี้ผู้ประท้วงขอขัดขวางการประชุม หากไม่จับตัวคนที่ทำให้พวกเสื้อแดงเสียชีวิตในการปะทะกันที่พัทยา โดยอ้างว่ามีพวกเสื้อแดงเสียชีวิตจริง แต่ข้อเท็จจริงต้อนนั้นไม่มีใครทราบ ผมเองทราบเป็นส่วนตัวเพราะพบเห็นโดยตรงว่าพวกเสื้อแดงตีชาวพัทยามือฉีกเลือดโชกไปหนึ่งคน หนุ่มพัทยาที่รับผ้าเช็ดหน้าจากผมไปห้ามเลือดย่อมยืนยันได้ ความจริงในวันต่อมาก็พบว่าไม่มีใครเสียชีวิตตามที่คุณอริสมันต์ประกาศเอาเป็นเงื่อนไขการล้มการประชุมสุดยอดอา
คุณทักษิณใช้คุณอริสมันต์ทำลายอาเซียนจนคุณทักษิณและคุณอริสมันต์ถือว่าฝ่ายตนได้รับชัยชนะ แต่ในความเห็นของผมนั้นคุณทักษิณพ่ายแพ้ยับเยินจากพฤติกรรมที่ก่อขึ้นครั้งนี้ ไม่มีใครในโลกจะเห็นเป็นอื่น ไม่มีใครจะสรุปว่าคุณทักษิณเป็นคนดีได้เลย หากได้เห็นและรู้จักวิเคราะห์คุณทักษิณอย่างที่ผมรู้จักและวิเคราะห์คุณทักษิณมานาน 25 ปี
สำหรับอาเซียนและประเทศไทยนั้นก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียหายมหาศาลด้วยแน่นอน การประชุมสุดอยอดอาเซียน+6 ล่มลงอย่างน่าเสียใจ โลกชะงักงันต่อโอกาสในการประชุมแก้ปัญหาวิกฤติการเงินที่ทั้งโลกและอาเซียนเผชิญอยู่ อาเซียนต้องหยุดกระบวนการทำงานที่สำคัญที่สุดในรอบ 42 ปีของอาเซียนที่กำเนิดที่ประเทศไทย แล้วก็มาบาดเจ็บสาหัสที่ประเทศไทยในครั้งนี้
รัฐบาลไทยของผมและของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเสียหายอย่างหนักที่สุด ในนามของประเทศไทย เราจะไม่มีโอกาสดีเช่นนี้อีกแล้วในการทำงานเพื่ออาเซียน หน้าที่ของเราต่อไปนี้ก็คือทำงานหนักเพื่อกลับไปร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนให้เหมือนสมาชิกปรกติธรรมดาให้ได้ในอนาคต คุณทักษิณไม่มีทางจะกลับมาเป็นผู้นำประเทศไทยและร่วมอยู่ในสมาคมอาเซียนได้อีกเลยเพราะคุณทักษิณเป็นผู้ทำลายอาเซียน
อนาคตที่เราจะกลับเข้าสู่ความอบอุ่นของอาเซียนนั้นอยู่ข้างหน้า แต่อยู่ยาวไกลมากๆ เพราะชื่อเสียงเกียรติภูมิของราชอาณาจักรไทยเสียหายหมดสิ้นแล้ว ชื่อเสียงที่ว่าหมดสิ้นแล้วนั้นเป็นความจริงที่ชาวโลกกำหนด แต่เราก็สร้างชื่อเสียงขึ้นใหม่ได้แม้จะใช้เวลานานก็ตาม ผมเห็นว่าคนรุ่นปัจจุบันที่เป็นผู้สนับสนุนคุณทักษิณ ขาดเหตุผล ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ขาดวัฒนะธรรมสังคมประชาธิปไตย เขาเป็นผู้ทำลายเกียรติภูมิของชาติของตนและทำลายศักดิ์ศรีของตนเองในฐานะพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย จะแก้ไขได้ก็โดยการเพิ่มการศึกษาอบรม หาความรู้เพิ่มเติมให้มากๆเพื่อให้เป็นคนมีเหตุผลและมีวัฒนธรรมและสามารถดำเนินชีวิตในสังคมประชาธิปไตยได้ เรื่องนี้ทำได้แม้จะยากยิ่ง เพราะต้องใช้เวลาและต้องตั้งใจพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นจากอารมณ์ที่เกิดจากการรับข้อมูลข่าวสารที่ผิดจริงๆ คุณทักษิณและผู้สนับสนุนทั่วประเทศจะต้องมีความพร้อมที่จะวิเคราะห์ตัวเองด้วยหลักปรัชญาประชาธิปไตย ต้องมีความพร้อมในการเรียนรู้หลักประชาธิปไตยที่แท้จริงกันใหม่ ซึ่งมา ณ เวลานี้ก็สายเกินไปแล้ว เพราะอารมณ์มาอยู่เหนือสติยั้งคิด เรียนรู้พัฒนาตนเองให้อยู่ในสังคมประชาธิปไตยไม่ทันแล้ว
ผมคิดว่าต้องมอบประเทศไทยและอาเซียนให้กับคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่จะต้องเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจังต่อสถานการณ์และความล้มเหลวของคนรุ่นปัจจุบัน เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551-2552 นี้ต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่สงบงดงามให้เกิดขึ้นให้จงได้ การศึกษาเท่านั้นที่สร้างสังคมและวัฒนธรรมประชาธิปไตยขึ้นได้ในราชอาณาจักรไทย
สมเกียรติ อ่อนวิมล
พัทยา
11 เมษายน 2552
วันนี้ผมได้รับเมล์หนึ่งฉบับ ส่งข้อมูลมาให้เกี่ยวกับทรรศนะของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ และสื่อมวลชนอาวุโสท่านหนึ่ง ได้แสดงทรรศเกี่ยวกับการล้มการประชุมอาเชียนผ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับที่เท่าไรคนส่งไม่ได้บอก ซึ่งมีข้อความดังนี้
บทความในเดลินิวส์ โดยสมเกียรติ อ่อนวิมล
บันทึกอาเซียน ASEAN DIARY
การประชุมสุดยอดอาเซียนล้มเหลวที่พัทยา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน+6 ที่พัทยา
ผมอยู่ในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท ทุกวัน เหมือนสื่อมวลชนทั้งหลาย ในวันแรกที่ไปถึง รู้สึกสะดวกสบายและเห็นความราบรื่นในการเตรียมงาน มองเห็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่จากการประชุม เพราะการเตรียมงานเรียบร้อย มีประสิทธิภาพอย่างน่าภาคภูมิใจในฐานะคนไทยที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทย อาคารสถานที่ของโรงแรมก็โอ่โถง กว้างขวาง โอฬาร สมเป็นสถานที่จัดประชุมระดับโลก บรรยากาศสดชื่นงดงามของทะเลและชายหาดเป็นอมตะจนไม่ต้องอธิบาย บุคคลากรของกระทรวงการต่างประเทศทำงานสนับสนุนรัฐบาลที่ผมเชื่อมั่นในคุณภาพของนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผมภูมิใจในพื้นฐานความรู้ด้านการต่างประเทศอย่างที่สุด ผมชื่นชอบในบุคลิกการสื่อสารและภาษาที่ท่านใช้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนประวัติอันดีงามและความซื่อสัตย์สุจริตโปรงใสในชีวิตของท่านนั้นผมมั่นใจได้อย่างบริบูรณ์
แต่พอเริ่มงานในวันที่ 10 เมษายน 2552 ทุกอย่างก็ไหวสะเทือนเพราะแรงการประท้วงจากฝูงชนผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ใส่เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ผมทราบดีว่าคุณทักษิณ ต้องการอำนาจกลับคืนมา แต่ไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากล้มรัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ และไม่มีวิธีอื่นใดที่จะล้มรัฐบาลได้ขณะที่ตัวเองเป็นผู้ต้องหนีโทษไปอยู่ต่างประเทศ นอกจากจะให้ตัวแทนของตนในประเทศไทย รวมพลังมวลชนมาก่อกวนเพื่อล้มรัฐบาลด้วยเงื่อนไขที่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยใดๆจะรับได้ แต่ผมก็ไม่คิดว่ามวลชนของคุณทักษิณจะมาล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยา ที่ผมคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้นำการประท้วงกล่าวบนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาลที่กรุงเทพฯว่าจะไม่ขัดขวางการประชุมสุดยอดอาเซียนและพิสูจน์การรักษาสัจจะให้เห็นแล้วในระหว่างการประชุมสุดยอดก่อนหน้านี้ที่ชะอำ
ในวันที่ 10 เมษายน ขบวนประท้วงเดินทางเข้ามาถึงหน้าโรงแรมอย่างง่ายดาย ทั้งๆที่ทางเข้าก็แคบและมีทางเข้าด้านหน้าทางเดียว ทางเข้าด้านหลังโรงแรมก็มี แต่ก็สามารถปิดกั้นให้ความปลอดภัยแก่สถานที่ประชุมได้หากตำรวจและทหารต้องการจะทำหน้าที่จริงๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธรุนแรง เพียงแต่ตั้งเครื่องกีดขวางเสริมด้วยตำรวจและทหารหลายๆแถว แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดความหวั่นไหวในหมู่สื่อมวลชนทั้งหลายว่าการประชุมจะดำเนินไปได้อย่างไร หากผู้ประท้วงจะบุกเข้ามาในอาคารที่เป็นศูนย์สื่อมวลชน เมื่อไรก็ย่อมได้ และสามารถบุกต่อไปยังอาคารที่ประชุมได้เช่นกัน ผู้ประท้วงนำโดยคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ซึ่งตะโกนป่าวร้องบนรถบรรทุก ต่อว่าด่าทอรัฐบาลด้วยถ้อยคำที่รุนแรง แต่เงื่อนไขที่ขอให้มีตัวแทนอาเซียนมารับหนังสือประณามรัฐบาลไทย และฟ้องรัฐบาลชาติอื่นนั้น
ทำให้ผมคิดตามเดิมว่าเขาคงไม่ขัดขวางการประชุมแน่นอน ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีบอกกับผมว่าคุณอริสมันต์ สัญญาว่าหลังจากมอบหนังสือแล้วจะถอยขบวนประท้วงออกไปทันที เมื่อคุณอริสมันต์ กับพวกอีกประมาณห้าคน ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอาคารศูนย์สื่อมวลชนเพื่อยื่นหนังสือและรอตัวแทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียน ระหว่างรอตัวแทนจากอาเซียนอยู่นั้นผมเข้าไปคุยกับตัวแทนพวกเสื้อแดงผู้สนับสนุนคุณทักษิณคนหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เขารู้จักผม จึงคุยกันได้ฉันมิตรด้วยภาษาที่สุภาพ เขาบอกผมว่าพวกเขามาถึงหน้าโรงแรมนานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจจะออกมาพูดจาถามไถ่ถึงความต้องการ ไม่มีใครเข้ามาเจรจาเลย รออยู่นาน ปราศรัยบนรถอยู่นานก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่น้อยใจ ไม่มีภาษาที่ก้าวร้าว ต่างกับภาษาที่ก้าวร้าวยั่วยวนหยาบคายที่เขาใช้บนเวทีปราศรัยบนรถนำขบวน ผมเชื่อว่าการที่เขาพูดคุยกับผมอย่างสุภาพและสงบก็เพราะเขาคุยกับผมซึ่งเขารู้จักในฐานะสื่อมวลชน ( อาวุโส) ที่มิได้อยู่ตรงข้ามกับเขา หรือเข้าข้างฝ่ายใด การพูดคุยกันจึงพอจะได้รับข้อมูลที่จริงใจ ผมสะกิดหลังคุณอริสมันต์ที่กำลังยืนพูดกับผู้สื่อข่าวข้างหน้า คุณอริสมันต์หันมาทักทายผม แล้วผมก็บอกคุณอริสมันต์ ที่พวกเราสื่อมวลชนเรียก “ กี้ ” ซึ่งเป็นชื่อเล่น ผมขอร้องคุณอริสมันต์ว่าขอให้ถอนกำลังมวลชนกลับไปหลังจากยื่นหนังสือแล้ว ตามที่ได้สัญญาไว้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ขอให้เห็นแก่อาเซียนและรัฐบาลซึ่งหมายถึงรัฐบาลของท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลท่านนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลของท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งหมดรวมกัน เพราะทุกรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ร่วมกันทำงานเพื่ออาเซียน เพื่อชื่อเสียงของประเทศไทยมานานแรมปี อาเซียนเป็นของทุกรัฐบาล เป็นของคนไทย และเป็นของพลเมืองเกือบ 600 ล้านคนใน 10 ประเทศร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา อาเซียนไม่เกี่ยวกับปัญหาระหว่างคุณทักษิณกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แต่ประการใด อาเซียนไม่เกี่ยวกับเสื้อเหลือหรือเสื้อแดง ผมพูดกับคุณอริสมันต์โดยความหมายรวมทำนองนี้ในเวลาไม่ถึงนาที แล้วย้ำกับคุณอริสมันต์ว่า หากมวลชนของคุณอริสมันต์ถอยกลับตามสัญญาก็จะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะที่แสดงความเป็นนักประชาธิปไตยในการประท้วงแล้วส่งความคิดเห็นตามช่องทางที่เหมาะสม จบแล้วก็จบกระบวนการประท้วง
หลังการยื่นหนังสือประณามรัฐบาลไทยแล้วขบวนมวลชนเสื้อแดงของคุณอริสมันต์ก็ถอยกลับไปอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผมโล่งใจและภูมิใจในความยึดมั่นสัจจะวาจาของคุณอริสมันต์ หลังจากนั้นผมก็ได้ข่าวว่ามีชาวพัทยาจำนวนหนึ่งไม่พอใจการที่พวกคุณอริสมันต์มาประท้วงทำให้เสียหายต่อบรรยากาศทางสังคมและธุรกิจของเมืองพัทยา และกลุ่มชาวพัทยาที่มาประท้วงรอ อยู่ปากทางตอนที่พวกคุณอริสมันต์กำลังถอยขบวนย้อนทางออกไป ชาวพัทยาที่ประท้วงใส่เสื้อสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ ผมถามท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีก็ได้ความว่ามีจำนวนรวม 500 คน และท่านรับทราบถึงการมาของขบวนชาวเมืองพัทยา กลุ่มเสื้อสีน้ำเงินมีทั้งชาวเมืองที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวและชาวประมง แต่การใส่เสื้อสีน้ำเงินแสดงถึงการจัดตั้งกลุ่มผู้ชุมนุมเอามาต่อต้านฝ่ายเสื้อแดงซึ่งมีจำนวนมากกว่า ผมมาทราบทีหลังว่ามีการตะโกนด่าทอและขว้างปาใส่กันบ้าง แต่ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต
เมื่อผมกลับไปพักที่โรงแรมริเวียร่า ในเขตนาเกลือ ไกลจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ได้ดูช่องโทรทัศน์ D - Station ผ่านดาวเทียมของคุณทักษิณ ชมการปราศรัยบนเวทีของผู้ประท้วงที่กรุงเทพฯ ประกาศให้มวลชนเสื้อแดงเดินทางไปสมทบและเตรียมประท้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาอีกรอบหนึ่ง ผมฟังคำปราศรัยของคุณทักษิณ ผ่านจอภาพวิดีโอ บอก ว่า “ ผมแพ้ไม่ได้ ” ประท้วงแล้ว “ ต้องมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมา ” แล้วเรียกร้องการชุมนุมที่เข้มข้นขึ้น ได้ยินดังนี้แล้วผมก็สิ้นหวัง และเชื่อว่าคำสั่งของคุณทักษิณนั้นศักดิ์สิทธิ์เหนือสัจจะวาจาใดๆที่คุณอริสมันต์ให้ไว้กับผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หรือที่สัญญากับผมจากการคุยกันอย่างฉาบฉวยไม่กี่วินาที
วันที่ 11 เมษายน 2552 ผมไม่คิดว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนจะเป็นไปได้ ดูจากสีหน้าที่โกรธขึ้งของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และคุณจตุพร พรหมพันธุ์ บนเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาลก็ เห็นความรุนแรงและมุ่งมั่นที่จะเอาชัยชนะติดมือจากพัทยากลับไปมอบให้คุณทักษิณให้ได้ ระหว่างทางบนถนนนาเกลือ ไปสู่โรงแรมที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียน ผมพบกลุ่มเสื้อแดงวิ่งไล่ตีชาวพัทยาบริเวณวงเวียนน้ำพุ กระเจิดกระเจิงมาในซอยที่ผมกับทีมงานสารคดีโทรทัศน์อาเซียนหลบอยู่ ชายหนุ่มชาวพัทยาที่หนีเข้ามามือโชกเลือดเนื้อฉีกเป็นแผ่นยาวน่ากลัว เลือดไหลไม่หยุด ผมให้ผ้าเช็ดหน้าไปซับเลือด แล้วเจ้าของร้านขายของบริเวณใกล้เคียงก็ออกมาช่วยทำแผลให้ พวกเสื้อแดง วิ่งไล่ล่าตามมาในซอยหวังทุบตีด้วยไม้กระบองในมือ แต่ชาวพัทยาผู้บาดเจ็บก็ขึ้นรถหลบหนีไป ผมกับช่างภาพวิดีโอส่องกล้องถ่ายภาพเหล่านี้ไว้แล้วเดินออกไปปากซอย ดูเหตุการณ์ถึงวงเวียงน้ำพุแยกถนนนาเกลือ ซึ่งอยู่หน้าโรงแรมดุสิตธานีอันเป็นที่พักผู้นำชาติเอเชียตะวันออก ผมพบพวกเสื้อแดงในอาการโกรธแค้น ด่าทอหยาบคาย ผมเห็นตำรวจพัทยาปลอบใจหญิงเสื้อแดงที่อยากจะอยู่สู้กับชาวพัทยาบนถนน แต่ตำตำรวจบอกให้ไปอยู่กับคนเสื้อแดงบนรถจะได้ปลอดภัย ผมได้คุยกับนายอำเภอบางละมุงเพื่อประเมินสถานการณ์ หากผมจะเดินทางต่อไปยังโรงแรมที่
ทีมงานของผมขับรถหลบพวกเสื้อแดงที่ปิดหน้าโรงแรมอยู่ แล้วอ้อมเข้าด้านหลังโรงแรมรอยัล คลิฟ รีสอร์ท ซึ่งเงียบสงบและปลอดภัย เดินผ่านสวนของโรงแรม เห็นเหล่าทหารที่ไม่มีหน้าที่ยืนแถวเตรียมพร้อมนอนเอนกายกันทั่วไปในสภาพที่ไม่เตรียมพร้อม เป็นภาพที่ไม่สวย ไม่เข้มแข็ง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม ผมคิดว่าไม่ว่าทหารจะมีจำนวนมาก น้อยเท่าใด ทั้งหมดก็ควรเข้าแถวยืนประจันหน้ากับผู้ประท้วง และควรกันผู้ประท้วงไม่ให้เข้ามาตั้งแต่ปากทางแล้ว การไปดูแลความปลอดภัยของที่ประชุมระดับโลกเช่นนี้ไม่ควรไปนอนรอคอยคำสั่งหรือนอนพักผ่อนแต่อย่างใด การปกป้องที่ประชุมสุดยอดระดับโลกเช่นนี้หย่อนยานมาก และ น่าตำหนิในความไม่เอาใจใส่ภาพลักษณ์ของทหารเลย ใกล้ๆกันก็มีพวกเสื้อแดงเข้ามานั่งและเดินด่ารัฐบาลกันระเกะระกะบนสนามของโรงแรม ขณะที่ขบวนประท้วงใหญ่อยู่กันแน่นถนนหน้าโรงแรม ผมเดินเข้าไปนั่งคุยกับพวกเสื้อแดงที่นั่งกันอยู่ราว 50 คน ผมอยากรู้จักคนเหล่านี้ว่าเป็นใครมาจากไหนอย่างไร และมีความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบไหน ชาวเสื้อแดงคุยกับผมอย่างสงบและสุภาพ เว้นหญิงคนหนึ่งที่เดินไปมามองหน้าและด่าทอใส่ผมตลอดเวลา เธอไม่ได้ด่าผม แต่ด่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อย่างหยาบคาย แต่หันหน้ามาทางผมตอนที่ด่า ตามคำบอกเล่าของชายที่นั่งข้างผม เธอเป็นชาวจันทบุรี ฟังจากสำเนียงก็เหน่อแบบจันทบุรีแน่
ผมวิเคราะห์และสรุปนานแล้วว่าความหยาบคายในการใช้ภาษาของพวกพันธมิตรฯเสื้อเหลืองแสดงถึงความขาดสติและขาดเหตุผลที่จะอธิบายแนวคิดของตนเอง เป็นการขาดการศึกษาและวัฒนธรรมของผู้ประท้วงเสื้อเหลืองที่ผมพบมาตั้งแต่ปี 2551
ที่พัทยาคราวนี้ผมมาพบความหยาบคายในหมู่คนเสื้อแดงอีกทั้งบนเวทีปราศรัยที่กรุงเทพฯและที่พัทยา และพบตรงๆแบบด่าใส่หน้าบนสนามหญ้าของโรงแรมที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียนผมก็คิดว่าคุยไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเธอผู้หยาบคายมีแต่อารมณ์ร้าย ผมคุยกับชายวัยใกล้เคียงกับผม (ปัจจุบันผมอายุ 60 ปี) ซึ่งเป็นชาวสุพรรณบุรี บ้านเดียวกับผม เขาบอกว่า ที่สุพรรณบุรี สมาชิกพรรคไทยรักไทยที่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นผู้จัดรวบรวมและขนชาวสุพรรณฯ มาร่วมชุมนุม โดยดูแลความสะดวกต่างๆ แต่เขายืนยันว่าไม่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดตามที่เป็นข่าว ผมพยายามอธิบายหลักวิชาการประชาธิปไตยว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองนั้นทำได้ แต่ความหยาบคายนั้นสร้างแต่ความโกรธไม่สร้างความเข้าใจอันดี เพราะการด่าไม่มีข้อมูลให้ช่วยคิดอะไรใหม่ได้ การไล่นายกฯอภิสิทธิ์ออกเพราะบอกว่าเป็นคนเลวก็ไม่ถูก เพราะนายกฯอภิสิทธิ์เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ ไม่มีเรื่องทุจริตเหมือนคุณทักษิณ ดังนั้นการที่จะไล่นายกอภิสิทธิ์ออกจากตำแห่งก็ต้องทำด้วยเหตุแห่งความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และการประท้วงเป็นเพียงการแสดงความเห็นเท่านั้น ส่วนการจะให้ลาออกได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตย ต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้องแท้จริง คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร หรือการยุบสภาแล้วลาออกเองโดยนายกรัฐมนตรี ผู้มาประท้วงไม่มีสิทธิ์สร้างเป็นเงื่อนไขในการประท้วง การจะล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนหากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออกนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในระบอบ
มาถึงเวทีการประท้วงซึ่งอาศัยหลังคารถบรรทุกเป็นที่ยืนปราศรัย ผู้ปราศรัยนำโดยคุณอริสมันต์ พงศ์เรื่องรองเช่นเดิม เห็นหน้าคุณอริสมันต์อีกครั้งผมก็หมดความเชื่อถือในสัจจะวาจาที่เคยให้ไว้เมื่อวาน ผมเชื่อในใจว่าคุณอริสมันต์จริงใจกับอาเซียนเมื่อวันวานที่ถอยกำลังกลับไป แต่ก็มั่นใจว่าคุณทักษิณมีอำนาจสั่งการเหนือกว่า แล้วสั่งผ่านผู้นำบนเวทีอภิปรายหน้าทำเนียบรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ผมเชื่อว่าการล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นของติดไม้ติดมือกลับที่คุณทักษิณต้องการเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ไม่ว่าจะอ้างเงื่อนไขอะไร เมื่อวันวานผู้ประท้วงสร้างเงื่อนไขเพียงขอยื่นหนังสือประท้วง แต่มาวันนี้ผู้ประท้วงขอขัดขวางการประชุม หากไม่จับตัวคนที่ทำให้พวกเสื้อแดงเสียชีวิตในการปะทะกันที่พัทยา โดยอ้างว่ามีพวกเสื้อแดงเสียชีวิตจริง แต่ข้อเท็จจริงต้อนนั้นไม่มีใครทราบ ผมเองทราบเป็นส่วนตัวเพราะพบเห็นโดยตรงว่าพวกเสื้อแดงตีชาวพัทยามือฉีกเลือดโชกไปหนึ่งคน หนุ่มพัทยาที่รับผ้าเช็ดหน้าจากผมไปห้ามเลือดย่อมยืนยันได้ ความจริงในวันต่อมาก็พบว่าไม่มีใครเสียชีวิตตามที่คุณอริสมันต์ประกาศเอาเป็นเงื่อนไขการล้มการประชุมสุดยอดอา
คุณทักษิณใช้คุณอริสมันต์ทำลายอาเซียนจนคุณทักษิณและคุณอริสมันต์ถือว่าฝ่ายตนได้รับชัยชนะ แต่ในความเห็นของผมนั้นคุณทักษิณพ่ายแพ้ยับเยินจากพฤติกรรมที่ก่อขึ้นครั้งนี้ ไม่มีใครในโลกจะเห็นเป็นอื่น ไม่มีใครจะสรุปว่าคุณทักษิณเป็นคนดีได้เลย หากได้เห็นและรู้จักวิเคราะห์คุณทักษิณอย่างที่ผมรู้จักและวิเคราะห์คุณทักษิณมานาน 25 ปี
สำหรับอาเซียนและประเทศไทยนั้นก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียหายมหาศาลด้วยแน่นอน การประชุมสุดอยอดอาเซียน+6 ล่มลงอย่างน่าเสียใจ โลกชะงักงันต่อโอกาสในการประชุมแก้ปัญหาวิกฤติการเงินที่ทั้งโลกและอาเซียนเผชิญอยู่ อาเซียนต้องหยุดกระบวนการทำงานที่สำคัญที่สุดในรอบ 42 ปีของอาเซียนที่กำเนิดที่ประเทศไทย แล้วก็มาบาดเจ็บสาหัสที่ประเทศไทยในครั้งนี้
รัฐบาลไทยของผมและของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเสียหายอย่างหนักที่สุด ในนามของประเทศไทย เราจะไม่มีโอกาสดีเช่นนี้อีกแล้วในการทำงานเพื่ออาเซียน หน้าที่ของเราต่อไปนี้ก็คือทำงานหนักเพื่อกลับไปร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนให้เหมือนสมาชิกปรกติธรรมดาให้ได้ในอนาคต คุณทักษิณไม่มีทางจะกลับมาเป็นผู้นำประเทศไทยและร่วมอยู่ในสมาคมอาเซียนได้อีกเลยเพราะคุณทักษิณเป็นผู้ทำลายอาเซียน
อนาคตที่เราจะกลับเข้าสู่ความอบอุ่นของอาเซียนนั้นอยู่ข้างหน้า แต่อยู่ยาวไกลมากๆ เพราะชื่อเสียงเกียรติภูมิของราชอาณาจักรไทยเสียหายหมดสิ้นแล้ว ชื่อเสียงที่ว่าหมดสิ้นแล้วนั้นเป็นความจริงที่ชาวโลกกำหนด แต่เราก็สร้างชื่อเสียงขึ้นใหม่ได้แม้จะใช้เวลานานก็ตาม ผมเห็นว่าคนรุ่นปัจจุบันที่เป็นผู้สนับสนุนคุณทักษิณ ขาดเหตุผล ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ขาดวัฒนะธรรมสังคมประชาธิปไตย เขาเป็นผู้ทำลายเกียรติภูมิของชาติของตนและทำลายศักดิ์ศรีของตนเองในฐานะพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย จะแก้ไขได้ก็โดยการเพิ่มการศึกษาอบรม หาความรู้เพิ่มเติมให้มากๆเพื่อให้เป็นคนมีเหตุผลและมีวัฒนธรรมและสามารถดำเนินชีวิตในสังคมประชาธิปไตยได้ เรื่องนี้ทำได้แม้จะยากยิ่ง เพราะต้องใช้เวลาและต้องตั้งใจพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นจากอารมณ์ที่เกิดจากการรับข้อมูลข่าวสารที่ผิดจริงๆ คุณทักษิณและผู้สนับสนุนทั่วประเทศจะต้องมีความพร้อมที่จะวิเคราะห์ตัวเองด้วยหลักปรัชญาประชาธิปไตย ต้องมีความพร้อมในการเรียนรู้หลักประชาธิปไตยที่แท้จริงกันใหม่ ซึ่งมา ณ เวลานี้ก็สายเกินไปแล้ว เพราะอารมณ์มาอยู่เหนือสติยั้งคิด เรียนรู้พัฒนาตนเองให้อยู่ในสังคมประชาธิปไตยไม่ทันแล้ว
ผมคิดว่าต้องมอบประเทศไทยและอาเซียนให้กับคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่จะต้องเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจังต่อสถานการณ์และความล้มเหลวของคนรุ่นปัจจุบัน เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551-2552 นี้ต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่สงบงดงามให้เกิดขึ้นให้จงได้ การศึกษาเท่านั้นที่สร้างสังคมและวัฒนธรรมประชาธิปไตยขึ้นได้ในราชอาณาจักรไทย
สมเกียรติ อ่อนวิมล
พัทยา
11 เมษายน 2552
พล่าปลาสลิด
เครื่องปรุง
ปลาสลิดแห้ง 2 - 3 ตัว
ตะไคร้อ่อนซอย 1 ต้น
หอมแดงซอย 1-2 หัว
พริกขี้หนูซอย 5 - 6 เม็ด
กระเทียมหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่งหั่นเป็นท่อน ๆ 1 ต้น
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่เด็ดใบไว้โรยหน้า
ใบผักกาดหอมสำหรับรองจาน
วิธีทำ
นำปลาสลิดล้างฝุ่นล้างเค็มออกเสียหน่อย แล้วนำมาย่างไฟอ่อน ๆ จนสุกทั้งสองด้าน แกะเอาแต่เนื้อแล้วจัดใส่จานที่รองด้วยใบผักกาดหอมรอไว้ พักไว้ก่อน จากนั้นก็มาทำน้ำยำ โดยนำตะไคร้ซอยบาง ๆ หอมแดงซอย พริกขี้หนู กระเทียม ผักชีฝรั่ง มาคลุกรวมกับน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว จนน้ำตาลละลายส่วนผสมเข้ากันดี ชิมรสตามชอบใจแต่ควรให้ออกรสจัดซะหน่อย นำไปราดบนปลาสลิดที่เราเตรียมไว้ตอนแรก สุดท้ายโรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ให้สวยงาม ก็เป็นอันเรียบร้อย
ที่มา:คอลัมน์อาทิตย์ละมื้อ โดย กระวาน กานพลู มติชนสุดสัปดาห์
ภาพโต๊ะจีนในความหลัง
ภาพโต๊ะจีนในความหลัง
โดย เคน
วันนี้ข้าพเจ้าไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนในงานแต่งงานเพื่อน ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ใหญ่ และเด็กกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 กว่าคน ยืนรอคอยอะไรสักอย่างอยู่รอบ ๆ บริเวณที่จัดเลี้ยง ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อยังเป็นเด็ก ที่ต้องไปคอยรอเก็บเศษอาหารที่เหลือจากแขก ไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนทีไรอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ บางทีก็กินอะไรไม่ลง อยากจะเหลืออาหารเอาไว้บนโต๊ะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมัน อาหารที่เหลืออาจไม่มีความสำคัญสำหรับคนมีเงิน แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะกินอิ่มนอนอุ่นมันสำคัญมาก มันหมายถึงความอยู่รอดของชีวิต เมื่อท้องอิ่มแล้วชีวิตก็มีความสุข
ย้อนหลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ข้าพเจ้าเป็นเด็กหน้าตามอมแมม ใส่กางเกงขาดกระรุ่งกระริ่ง เสื้อยืดผุ ๆ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่เสื้อ จำได้ว่าเสื้อนักเรียนมีอยู่ 2 ชุด ใส่สลับกันไป เมื่อใส่แล้วตกเย็นต้องกลับมาซัก ที่โรงเรียนเมื่อมีเสื้อผ้ามาแจกนักเรียนยากจนทีไรจะมีชื่อข้าพเจ้าไปรับทุกครั้ง เนื่องจากทางบ้านยากจน แม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ พ่อเป็นภารโรงที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่อยู่อาศัยเป็นกระต๊อบสังกะสีเก่าคร่ำคร่า เป็นที่ซุกหัวนอน ข้าพเจ้าเรียกมันว่า “บ้าน” อยู่ในชุมชนสลัมแห่งหนึ่งของจังหวัด ใกล้บ้านจะมีโรงงิ้ว ซึ่งเป็นของสมาคมจีน สำหรับจัดงานต่าง ๆ ของชุมชนชาวจีนในจังหวัด ณ สถานที่แห่งนี้ มักจะมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นประจำ อาของข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างร้านอาหารซึ่งจะต้องไปทำอาหารโต๊ะจีนอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน อาก็จะมาบอกพวกเรา ให้ไปรอคอยเก็บเศษอาหารภายในงานเลี้ยง
งานจะเริ่มจะเสร็จกี่โมงไม่เคยรู้ เรียนมาตั้งแต่ ป.1 จนจบ ป.6 ยังอ่านเข็มนาฬิกาไม่เป็นเลย ประมาณว่าไม่เคยมีนาฬิกาใช้นั่นเอง ตอนเรียนอยู่ ป.5 จำได้ว่าครูก็สอน แต่ไม่เข้าใจ รู้เพียงแต่ว่าวันไหนถ้ามีงานเลี้ยงโต๊ะจีน จะไปรอกันตั้งแต่ตะวันตกดิน ไปถึงบริเวณงานก็พากันวิ่งเล่นตามประสาเด็ก จนเหนื่อยจึงไปยืนคอยใกล้ ๆ บริเวณงานรอเวลาแขกกลับ จะได้เข้าไปเก็บเศษอาหาร ก่อนที่โต๊ะจีนจะเก็บโต๊ะ วิธีสังเกตดูว่าแขกจะกลับเมื่อไหร่ก็ง่าย ๆ หากพวกที่มาเก็บเศษอาหารเหมือนกันไปยืนรอกันรอบ ๆ บริเวณงานเมื่อไรแสดงว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว
เวลาเก็บเศษอาหาร ถ้าเป็นอาหารแห้งประเภทของทอดจะใส่ถุงเดียวกัน ถ้าอาหารมีน้ำจะใส่แยกถุง ส่วนถ้าเป็นของหวานจะใส่รวม ๆ กันไป เก็บแม้กระทั้งน้ำอัดลม
ตอนเป็นเด็กโอกาสที่จะได้กินน้ำอัดลมก็ตอนไปเก็บเศษอาหารจากโต๊ะจีนนี่แหละ จำได้ว่าที่บ้านไม่เคยซื้อน้ำอัดลมมากินเลย ไม่ใช่ไม่อยากกินหรอก แต่เพราะไม่มีเงินนั่นเอง สมัยนั้น ใครได้กินน้ำอัดลมฐานะจะค่อนข้างดี
เมื่อได้เศษอาหารเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพากันกลับบ้านด้วยความดีใจ เด็กแต่ละคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางมีความสุขกันทุกคน พอกลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็จะเอาขนมให้น้องอีกสองคนที่ไม่ได้ไปกิน ส่วนอาหารก็จะแยกใส่จานแล้วให้แม่อุ่นเก็บไว้กินตอนเช้า เมื่อถึงตอนเช้า พวกเราพี่น้องก็จะมีอาหารหรูเริ่ดกินกัน บางครั้งเป็นอาหาร 3 – 4 อย่างผสมกัน ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่พวกเรากินแล้วก็อร่อย ดีกว่ากินน้ำพริกผักต้มที่แม่ทำให้กินทุกวัน
อาหารที่เรากินกันดูเหมือนอาหารที่พระสายปฏิบัติฉัน คือ เทอาหารรวม ๆ กัน แล้วจึงฉัน รสชาดคงไม่ได้ดีกว่าอาหารหมูเท่าไหร่ แต่พวกเราได้กินแล้วก็มีมีความสุข มีชีวิตรอดกันไปอีกวันหนึ่ง
ขอบคุณเศษอาหารโต๊ะจีน และสมาคมจีนสุโขทัย
โดย เคน
วันนี้ข้าพเจ้าไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนในงานแต่งงานเพื่อน ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ใหญ่ และเด็กกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 กว่าคน ยืนรอคอยอะไรสักอย่างอยู่รอบ ๆ บริเวณที่จัดเลี้ยง ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อยังเป็นเด็ก ที่ต้องไปคอยรอเก็บเศษอาหารที่เหลือจากแขก ไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนทีไรอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ บางทีก็กินอะไรไม่ลง อยากจะเหลืออาหารเอาไว้บนโต๊ะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมัน อาหารที่เหลืออาจไม่มีความสำคัญสำหรับคนมีเงิน แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะกินอิ่มนอนอุ่นมันสำคัญมาก มันหมายถึงความอยู่รอดของชีวิต เมื่อท้องอิ่มแล้วชีวิตก็มีความสุข
ย้อนหลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ข้าพเจ้าเป็นเด็กหน้าตามอมแมม ใส่กางเกงขาดกระรุ่งกระริ่ง เสื้อยืดผุ ๆ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่เสื้อ จำได้ว่าเสื้อนักเรียนมีอยู่ 2 ชุด ใส่สลับกันไป เมื่อใส่แล้วตกเย็นต้องกลับมาซัก ที่โรงเรียนเมื่อมีเสื้อผ้ามาแจกนักเรียนยากจนทีไรจะมีชื่อข้าพเจ้าไปรับทุกครั้ง เนื่องจากทางบ้านยากจน แม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ พ่อเป็นภารโรงที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่อยู่อาศัยเป็นกระต๊อบสังกะสีเก่าคร่ำคร่า เป็นที่ซุกหัวนอน ข้าพเจ้าเรียกมันว่า “บ้าน” อยู่ในชุมชนสลัมแห่งหนึ่งของจังหวัด ใกล้บ้านจะมีโรงงิ้ว ซึ่งเป็นของสมาคมจีน สำหรับจัดงานต่าง ๆ ของชุมชนชาวจีนในจังหวัด ณ สถานที่แห่งนี้ มักจะมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นประจำ อาของข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างร้านอาหารซึ่งจะต้องไปทำอาหารโต๊ะจีนอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน อาก็จะมาบอกพวกเรา ให้ไปรอคอยเก็บเศษอาหารภายในงานเลี้ยง
งานจะเริ่มจะเสร็จกี่โมงไม่เคยรู้ เรียนมาตั้งแต่ ป.1 จนจบ ป.6 ยังอ่านเข็มนาฬิกาไม่เป็นเลย ประมาณว่าไม่เคยมีนาฬิกาใช้นั่นเอง ตอนเรียนอยู่ ป.5 จำได้ว่าครูก็สอน แต่ไม่เข้าใจ รู้เพียงแต่ว่าวันไหนถ้ามีงานเลี้ยงโต๊ะจีน จะไปรอกันตั้งแต่ตะวันตกดิน ไปถึงบริเวณงานก็พากันวิ่งเล่นตามประสาเด็ก จนเหนื่อยจึงไปยืนคอยใกล้ ๆ บริเวณงานรอเวลาแขกกลับ จะได้เข้าไปเก็บเศษอาหาร ก่อนที่โต๊ะจีนจะเก็บโต๊ะ วิธีสังเกตดูว่าแขกจะกลับเมื่อไหร่ก็ง่าย ๆ หากพวกที่มาเก็บเศษอาหารเหมือนกันไปยืนรอกันรอบ ๆ บริเวณงานเมื่อไรแสดงว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว
เวลาเก็บเศษอาหาร ถ้าเป็นอาหารแห้งประเภทของทอดจะใส่ถุงเดียวกัน ถ้าอาหารมีน้ำจะใส่แยกถุง ส่วนถ้าเป็นของหวานจะใส่รวม ๆ กันไป เก็บแม้กระทั้งน้ำอัดลม
ตอนเป็นเด็กโอกาสที่จะได้กินน้ำอัดลมก็ตอนไปเก็บเศษอาหารจากโต๊ะจีนนี่แหละ จำได้ว่าที่บ้านไม่เคยซื้อน้ำอัดลมมากินเลย ไม่ใช่ไม่อยากกินหรอก แต่เพราะไม่มีเงินนั่นเอง สมัยนั้น ใครได้กินน้ำอัดลมฐานะจะค่อนข้างดี
เมื่อได้เศษอาหารเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพากันกลับบ้านด้วยความดีใจ เด็กแต่ละคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางมีความสุขกันทุกคน พอกลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็จะเอาขนมให้น้องอีกสองคนที่ไม่ได้ไปกิน ส่วนอาหารก็จะแยกใส่จานแล้วให้แม่อุ่นเก็บไว้กินตอนเช้า เมื่อถึงตอนเช้า พวกเราพี่น้องก็จะมีอาหารหรูเริ่ดกินกัน บางครั้งเป็นอาหาร 3 – 4 อย่างผสมกัน ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่พวกเรากินแล้วก็อร่อย ดีกว่ากินน้ำพริกผักต้มที่แม่ทำให้กินทุกวัน
อาหารที่เรากินกันดูเหมือนอาหารที่พระสายปฏิบัติฉัน คือ เทอาหารรวม ๆ กัน แล้วจึงฉัน รสชาดคงไม่ได้ดีกว่าอาหารหมูเท่าไหร่ แต่พวกเราได้กินแล้วก็มีมีความสุข มีชีวิตรอดกันไปอีกวันหนึ่ง
ขอบคุณเศษอาหารโต๊ะจีน และสมาคมจีนสุโขทัย
วิธีการจัดเป้สำหรับเดินป่า และยามฉุกเฉิน
เรื่องโดย หญิงเหล็ก
ก่อนอื่น เราควรจะคิดถึงสิ่งที่ควรจะเอาใส่เป้ไปด้วยเวลาไปเดินป่า ว่าควรจะมีอะไรไป บ้าง ซึ่งของใช้จำเป็นในการเดินป่าทุกครั้ง พอจะแบ่งออกได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้
- ถุงนอน
- เต็นท์หรือเปล
- เสื้อผ้า (ปกติเวลาเดินอยู่ในป่าเรามักจะต้องการแค่ชุดที่ใส่ตอนนอนอีกเพียงชุดเดียว ส่วนตอน กลางวันที่เดินป่าก็มักจะใส่ชุดเดิม แต่สำหรับบางคนที่ทนกลิ่นตัวเองไม่ไหว อาจจะเอาเสื้อผ้า สำรองเข้าไปเปลี่ยนในแต่ละวันด้วยก็ได้
– นอกจากนี้ ควรจะเตรียมชุดต่างหากอีกชุดเอาไว้ใส่ ในวันกลับ)
- อาหาร อุปกรณ์ทำครัว และเชื้อเพลิง
- ของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว ผ้าถุง ผ้าขาวม้า และยาแก้แพ้ต่างๆ
- ของใช้อื่นๆ เช่น ไฟฉาย เสื้อกันฝน น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เข็มทิศ ถุงพลาสติกหรือถุง ดำใบใหญ่ๆ นกหวีด (มีประโยชน์มากในกรณีที่หลงทาง) และของขบเคี้ยวระหว่างทาง (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะนิยมช็อกโกแล็ตหรือขนมที่ช่วยให้พลังงาน)
- อาหารสำรอง ซึ่งอาจจะเป็นขนมปังหรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ให้รับประทานในขณะที่ยังอยู่ ในป่า ควรจะเก็บเอาไว้จนถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง ที่เราแน่ใจว่าจะกลับออกมาข้างนอกได้ แล้ว เผื่อเอาไว้หากมีกรณีฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถออกจากป่าได้ตามที่กำหนดไว้ และอาหารที่ เตรียมไปอาจจะหมดก่อนที่จะสามารถออกจากป่าได้ เช่น หลงป่า หรือมีน้ำป่าทำให้ต้องอยู่ในป่า เกินเวลาที่กำหนดไว้
เมื่อรู้ว่าควรจะนำอะไรติดตัวเข้าไปในป่าแล้ว เราก็มาดูวิธีการจัดเป้กันว่าควรจะวางอะไร ไว้ตรงไหนบ้าง หลักการง่ายๆ อย่างแรกก็คือ วางของที่คิดว่าจะใช้ทีหลังสุดไว้ล่างสุด สำหรับนักเดินป่ามือใหม่ก็คงจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้อะไรตอนไหน ลองจินตนาการดูง่าย ๆ โดยไล่ไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น สิ่งที่เราจะใช้เป็นสิ่งสุดท้ายก็ควรจะเป็นถุงนอน เพราะกว่าจะนอนได้ ก็ต้องเดินไปถึงจุดหมายที่ตั้งแค้มป์แล้ว ถุงนอนจึงเป็นสิ่งที่มักจะวางไว้ส่วนล่างสุดของเป้ และเป้ โครงในรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีช่องแยกต่างหากไว้ให้เก็บถุงนอนไว้ด้านล่างด้วยเช่นกัน
ข้อควรจำอีกอย่างสำหรับการเดินป่าในเมืองไทยคือ ทุกครั้งที่จัดของลงเป้ เพื่อความปลอดภัย เราควรจะใส่ของทุกอย่างในถุงพลาสติกอีกชั้นก่อนที่จะใส่ลงในเป้ เพราะสมัยนี้ เมืองไทยฝนตกแทบ ทั้งปี ไม่ว่าจะเดินป่าฤดูไหน หรือถึงแม้จะไม่มีฝนตก บางครั้งการเดินป่าก็จำเป็นจะต้องมีการเดินข้ามน้ำ หรือปีนป่ายตามน้ำตกบ้าง หรือแม้กระทั่งน้ำค้างในตอนเช้า การห่อหุ้มของใช้ต่างๆ ในถุงพลาสติกอีกชั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น และไม่ได้ทำให้น้ำหนักของกระเป๋าหนักขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากไม่ได้ใส่ของต่างๆ ในถุงพลาสติกแล้ว เกิดกระเป๋าของเรามีอันเป็นไป แอบหนีไปนอนเล่นในน้ำ หรือมีฝนตกระหว่างเดิน ทั้งเป้ทั้งของในเป้ก็คงเปียกหมด ทีนี้ล่ะ คงจะได้น้ำหนักส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา อย่างหลีกไม่ได้แน่นอน
ตัวอย่างการจัดของในเป้ตัวอย่างการจัดของในเป้
อุปกรณ์ต่อมาก็คือ เต็นท์หรือเปลและฟรายชีท ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นถุงยาวๆ โดยปรกติ เราจะนำเปลและฟรายชีทใส่รวมกันและนำมาวางไว้ในเป้ต่อจากเสื้อผ้า ส่วนเต๊นท์บางครั้งเราอาจจะแยก พวกโครงของเต๊นท์ออกมาและมัดเอาไว้ด้านนอกกระเป๋า ซึ่งควรจะมัดให้สมดุลและแน่น ไม่โคลงเคลง ไปมาทำให้เป็นอุปสรรคในการเดินได้
จากนั้นก็ควรจะเก็บอุปกรณ์ทำครัวต่างๆ เอาไว้ในบริเวณกลางเป้ และเป็นตำแหน่งที่ใกล้กับส่วน หลังของเรา โดยอาจจะหุ้มไว้ด้วยเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์เบาๆ อื่นๆ เพื่อป้องกันการกระแทกอีกด้วย เพราะ การจัดเป้ที่ดีนั้น ควรจะวางของที่มีน้ำหนักมากไว้บริเวณที่ใกล้กับกลางหลังของเราหรือค่อนไปทางด้านบน ของเป้ ซึ่งจะเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ดี และไม่ทำให้เสียการทรงตัวหรือกระเป๋าส่ายไปมาในระหว่างเดิน
ต่อมา ก็คือการเก็บอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น พวกเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว สบู่ และแชมพูเป็นต้น ส่วนของใช้อื่นๆ นั้น อาจจะจำเป็นต้องหยิบขึ้นมาใช้ระหว่างการเดินทาง เช่น ไฟฉาย เสื้อกันฝน หรือชุดปฐมพยาบาล ควรจะเก็บไว้ด้านบนที่สามารถหยิบออกมาได้ง่าย เป้ส่วนใหญ่จะมีช่องเก็บของบริเวณฝากระเป๋าด้านบน จึงสามารถจะใส่ของจุกจิกพวกนี้ไว้ได้ สำหรับน้ำดื่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นตลอดการเดินทาง ก็ควรจะแยกเก็บไว้ที่กระเป๋าด้านนอกหรือบริเวณที่สามารถหยิบออกมาได้ง่ายเช่นกัน
สำหรับขั้นตอนในการสะพายเป้ให้กระชับและคล่องตัวที่สุดนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยแรกสุดก่อนที่จะสะพายเป้ ก็ควรจะผ่อนสายรัดต่างๆ ออกให้หลวมเสียก่อน จากนั้นเมื่อสะพายเป้ขึ้นบ่าแล้วจึงเริ่มจากการปรับสายรัดสะโพกให้กระชับพอดี ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป แล้วจึงปรับสายของที่สะพายบ่า โดยดึงปลายสายลงพร้อมกันทั้งสองข้าง ให้รู้สึกว่ากระชับพอดี ไม่อึดอัด แล้วจึงดึงสายปรับระดับตัวเป้ที่เชื่อมระหว่างที่สะพายบ่ากับตัวเป้ทั้งสองข้างพร้อมกัน ให้กระชับเพื่อความคล่องตัวในเวลาเดินเพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถเดินป่าได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่การทรมานร่างกายเหมือนที่บางคนเคยประสบมา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)