วิกฤตสภาบันการเงินสหรัฐ

วิกฤตสภาบันการเงินสหรัฐ สาเหตุการเกิดวิกฤติการเงินมาจากอะไร กระทบเศรษฐกิจด้านไหนบ้าง ผลของวิกฤติในอดีตกับปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร คุณวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด มีคำตอบ

วิธีการ Reset Waste Ink Counter ของ Canon MPC 190

วิธีการ Reset Waste Ink Counter (หรือที่เรียกว่าเคลียร์ซับหมึกเต็มนั่นเองละครับ)
ของ Canon MPC 190 (All In One)

การเคลียร์พรินเตอร์รุ่นนี้ไม่ต้องใช้โปรแกรม แต่จะใช้วิธีการกดปุ่ม

1) เข้า SERVICE MODE. โดยกดปุ่ม Menu - Copy - Scan - Copy - Copy
2) เลือก TEST MODE.
3) เลือก [8] PRINTER TEST
4) เลือก 3. [EEPROM CLEAR]
5) เลือก 0. [INK COUNT]
6) กดปุ่ม [Set]
7) กดปุ่ม [Stop/Reset] จะกลับมาที่ข้อ 3) จากนั้นกด [ON/OFF]
แค่นี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการ

เหรัญญิก

บ่ายกลางเดือนกันยายนขณะที่ฝนกำลังโปรยปรายลงมาเบา ๆ พอให้ได้ไอดินกลิ่นฝน ด้วยความที่เคยเป็นเด็กบ้านนอก ก็เลยชอบเวลาฝนตกเป็นพิเศษ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะในออฟฟิตเงียบ ๆ ก็ได้ยินเสียงไอ้กาน สาวห้าว โหดประจำก๊วนส่งเสียงมาจากโต๊ะข้าง ๆ “ป๋า ปลายเดือนนี้ บริษัทจะจัดกีฬาสีนะ” “เหรอ” ข้าพเจ้าพึมพำออกไปขณะที่ถอดแว่นออกมาเซ็ดคราบสกปรกที่ชายเสื้อ “ป๋า กานลงชื่อ ป๋าเป็นกรรมการด้วยนะ” ไอ้กานพูดของมันต่อ “แล้วกรรมการต้องทำอะไรมั่งวะ” ข้าพเจ้าเริ่มสนใจ “ป๋าไม่ต้องทำอะไร นั่งแดกเบียร์อยู่ที่เต้นท์กรรมการอย่างเดียว” “จิงป่ะ นั่งกินเบียร์อย่างเดียวนะ” ข้าพเจ้าเริ่มตกหลุม ตามประสาคนชอบแดกเหล้า “ง้านก้อลงชื่อได้เลยงานแบบนี้ชอบ” “แล้วเอ็งทำหน้าที่อะไรวะ” “กานเป็นเหรัญญิกมีหน้าที่เก็บเงิน” ตลอดสองอาทิตย์คนทั้งบริษัทต่างพากันพูดแต่เรื่องกีฬาสีที่จะมีขึ้น ความขัดแย้งวางไว้ก่อน ใครที่เคยคิดจะตบกันก็มาเล่นทีมเดียวกัน ความสามัคคีไม่รู้มาจากไหน ใครที่เคยขี้เกียจลุกขึ้นมาหยิบโน่นทำนี่ ช่วยเหลือสีของตนเอง คนละเล็กละน้อย ในความคิดของข้าพเจ้าอยากให้พวกเราทำงานร่วมกันเหมือนแข่งกีฬาสี องค์กรจะได้พัฒนา และแล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง สำหรับข้าพเจ้า ไม่ใช่รอจะเล่นกีฬานะ แต่รอจะแดกเบียร์ให้เมาหัวทิ่ม เย็นวันเสาร์เป็นวันเริ่มแข่งนัดแรก ไอ้กานเจ้ากี้เจ้าการ เรียกไอ้ก้อง กับไอ้จอนมาประชุม “เอาเงินมาคนละ 50 บาท เดี๋ยวไปกินเบียร์กันเย็นนี้” เฮียเริญเดินผ่านมาพอดีได้ยิน “อ่ะ เฮียให้ 200” “ป๋า เก็บเงินไว้” ไอ้กานสั่งการ 6 โมงเย็นกีฬาเริ่มแข่ง ข้าพเจ้าเริ่มคอแห้งมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร ไอ้กานไปขานคะแนน ไอ้ก้องไปเป็นกรรมการ ไอ้จอนห์ เชียร์โยนลูกเหล็กอยู่ เหลือไอ้หนุ่ม เด็กปราจีนคนเดียวไม่ได้ทำอะไร แมร่งเมาอยู่ในเต้นท์สีแดง “เฮ้ย ไอ้หนุ่ม เอาเงินนี่ไปแปลงเพศเป็นเบียร์ให้หน่อย เด๋วนับคนก่อน ให้กินเฉพาะคนที่จ่าย ยกเว้นเอ็ง ” “เบียร์สิงห์นะ” ข้าพเจ้าบอกไอ้หนุ่มไป เพราะก๊วนนี้ตั้งแต่ไอ้จอนห์เสนอให้แดกเบียร์สิงห์แล้ว แมร่งมันไม่ยอมสั่งลีโออีกเลย ผิดกับเมื่อก่อน แมร่งแดกกันเหล้าขาวงี้ เหล้าดองยางี้ เบียร์ช้างงี้ “ได้เบียร์มาแล้วเอ็งเอาไปแจกตามรายชื่อนี้นะ” ข้าพเจ้าทวนรายชื่อให้ไอ้หนุ่มฟัง 5 รอบ แมร่งเมาจำรัยไม่ค่อยได้ พอเบียร์กระป๋องแรกผ่านไป ก้อมีเบียร์เป็นขวดตามมาเป็นระยะ ๆ จนข้าพเจ้าเริ่มเมา แต่ก็อดขำไอ้ก้องไม่ได้ ท่าทางที่มันเมากอดเสาเน็ตวอลเล่ย์ แล้วก้อเป่าให้ซ้าย เป่าให้ขวา ทำเอาผู้ตัดสินกับนักกีฬางงไปตามกัน วันรุ่งขึ้น ก็มีการเปิดการแข่งขันกันไปตามประเพณี กีฬาเริ่มการแข่งขันกันไปพักใหญ่ 10.00 น. เริ่มหิวข้าว หิวเบียร์แระ เลยไปบอกไอ้กาน “เฮ้ย ไอ้กาน เอาตังค์มาเดี๋ยวจะไปเอาเบียร์มาแช่ให้กรรมการ” “จะแดกอะไรแต่เช้าเนี่ย ข้าวก้อยังไม่ได้กิน เดี๋ยวรอก่อน” ไอ้กานโวยวายตามสไตล์ จนสายมากต่างคนต่างหิว พอดีได้ข้าวเหนียวหมูทอดสีน้ำเงินมากิน ทั้งเฮียเริญ ไอ้กาน ใครต้องใครพากันหน้ามืดจ้วงข้าวเหนียวหมูทอด กันหมด พอท้องอิ่ม ปากก้อเริ่มต้องการของขมแระ “ไอ้กาน เบียร์อ่ะ ว่างัย” “กรรมการคนอื่นเค้าไม่แดกเบียร์กัน เรามานั่งแดกกัน 3 – 4 คน เดี๋ยวเค้าว่าเอา” ไอ้กานว่าของมัน เวลาผ่านไปเกือบบ่ายข้าพเจ้านึกได้ว่ายังมีเงินที่รับบริจาคไว้เมื่อวานยังเหลืออยู่นิดหน่อย เลยเรียกเด็กไปซื้อเบียร์มาแจกให้สมาชิกในก๊วนกินกัน แต่เป็น “ลีโอนะ” ไอ้พวกนี้ แมร่งเห็นกระป๋องลีโอพากันส่ายหน้า กระเดือกไม่ลง แต่ไอ้จะให้รอเบียร์กรรมการของไอ้กานคงจะไม่ไหวเลยพากันกระเดือกจนหมด ตอนบ่ายข้าพเจ้าไปดูการแข่งขันฟุตบอล ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้า คอเริ่มแห้งผาก ต้องการอะไรเย็น ๆ มาดับกระหายหน่อย พอดีไอ้กานนั่งอยู่ใกล้ก็เลยชวนกันไป “บ้านสีฟ้า” ศูนย์รวมความบันเทิงประจำก๊วน ที่มาประจำที่นี่เพราะน้ำแข็งฟรี บวกกับเมาแล้วไม่ค่อยหลับ เพราะจะมียุงตัวเมียมากัดให้เสียวตลอด สั่งเบียร์สั่งกับแกล้มมากินได้พักหนึ่ง คลำดูที่กระเป๋ากางเกงนึกได้ว่าไม่ได้พกเงินมาด้วย มีแต่โทรศัพท์ เลยโทรไปชวนไอ้แพน สาวจอมโวยวายประจำออฟฟิต “แพน ทำรัยอยู่” “นั่งเล่นคอมอยู่ พี่มีอะไร” “มาสูดอากาศข้างนอกหน่อยสิ เนี่ยบอลกำลังเตะน่าดู” “พี่อยู่ไหนล่ะ” “บ้านสีฟ้า” “ไปนั่งแดกเบียร์อีกล่ะสิ” “นิดหน่อย พอดีอากาศมันร้อน” “ออกมาเร็ว ๆ นะ” “จะให้ไปจ่ายค่าเบียร์ล่ะสิ” ผู้หญิงเดี่ยวนี้ฉลาดนะ ยังไม่ทันพูดเลยก็รู้แล้ว 55+ ตกตอนเย็นกีฬาสีเลิก ไอ้กาน “เหรัญญิก"” บอกข้าพเจ้าว่า “ป๋า เงินค่าน้ำกรรมการยังไม่ได้จ่ายเลย ค่ากับข้าวด้วย” ทุกบาททุกสตางค์ยังอยู่คบ ข้าพเจ้าดูแล้วมันต้องอยู่ครบแน่ ๆ แมร่งแม้แต่ซองเงินมันยังไม่ได้ฉีกเลย เป็นเหรัญญิกที่เก็บเงินเก่งจริง ๆ “จะทำยังงัยกับเงินดี” มันเริ่มขอความเห็นแระ “ไอ้บ้า ทีตอนข้าบอกให้เอาเงินมาใช้เอ็งก็ไม่เอามา ทีนี้จะมาหาวิธีใช้” “เอางี้ ไปเอาเบียร์มาลังนึง ” 5555+

การปลูกต้นไม้ใน 8 ทิศ ตามหลักโหราศาสตร์



1. ทิศตะวันออก (ทิศบูรพา): ควรปลูกไม้ไผ่ ต้นกุ่ม และต้นมะพร้าว ในบริเวณบ้าน จะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บไม่ให้เกิดขึ้นแก่คนในครอบครัว
2. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) : ควรปลูกต้นสารภี ต้นยอ ในบริเวณบ้าน จะป้องกันเสนียดจัญไร และเภทภัยอื่น ๆ
3. ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) : ควรปลูกต้นมะม่วง ต้นมะพลับ ในบริเวณบ้าน จะป้องกันคนอื่นมารังแก รังควาน หาเรื่องเล่ห์เพทุบายมาสู่
4. ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) : ควรปลูกต้นพิกุล ต้นขนุน ต้นคูณ(ราชพฤกษ์) และต้นสะเดา ในบริเวณบ้าน จะป้องกันโทษโพยภัยอันตรายที่จะมีคนใส่ร้ายป้ายสี
5. ทิศตะวันออก (ทิศประจิม) : ควรปลูกต้นมะขาม ต้นมะยม ในบริเวณบ้าน จะป้องกันถ้อยคดีความผีซ้ำด้ามพลอย ถูกคุณไสยกันได้สารพัด
6. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ): ควรปลูกต้นมะกรูด ต้นมะนาว ต้นส้มเขียวหวาน ในบริเวณบ้าน จะป้องกันศัตรูเข้ามาคิดปองร้าย
7. ทิศเหนือ (ทิศอุดร): ควรปลูกต้นพุทรา ต้นฝรั่ง หรือหัวว่าน ในบริเวณบ้านจะป้องกันอาคม เวทย์มนต์ คุณไสย ใครเข้ามาคิดร้ายไม่ได้เลย
8. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน): ควรปลูกต้นทุเรียน และขุดบ่อน้ำไว้ข้างต้น ในบริเวณบ้าน จะป้องกันโรคห่า โรคระบาด ที่จะเกิดกับคนในบ้าน

ผู้นำที่ดีที่สุด คือ นักฟังชั้นยอด

คุณคิดว่าผู้นำที่ เก่งกล้าสามารถ เป็นที่ชื่นชมสำหรับทีมงาน ลูกค้าและคนทั่วไปนั้นเป็นผู้นำที่พูดเก่ง เจ้าคารมคมคาย ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ หรือเป็นผู้นำที่มีทักษะและศิลปะในการฟังชั้นเยี่ยม ผู้นำแบบไหนกันแน่ที่จะเป็นผู้นำยั่งยืน อยู่ได้ตลอดกาล พร้อมนำทีมงานและกลุ่มชนให้เดินตามตนเองได้โดยไม่ลังเล

คำตอบ คือ ผู้นำที่เป็นนักฟังชั้นยอดครับ! และเป็นที่แปลกใจหากเราสำรวจองค์กรต่างๆ และโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับผู้บริหาร ร้อยทั้งร้อยแทบไม่มีการฝึกอบรมทักษะการฟังเลย มีแต่การอบรมพัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถการพูดในที่ชุมชน! ตรงนี้จึงเป็นที่มาของปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งในระดับองค์กร สังคม และแม้แต่ในระดับประเทศ เพราะหากคนฟังไม่มี มีแต่คนพูดหรือพ่นใส่กัน ปัญหาและความวุ่นวายทั้งหลายก็จะไม่มีทางออก ดังสำนวนที่คุ้นหูว่า 'ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง!'

ดร.จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ 'ขุมทองของผู้นำ' Leadership Gold ว่า 'ผู้นำส่วนใหญ่เป็นนักฟังระดับเลวร้าย เพราะคิดว่าการพูดสำคัญกว่าการฟัง แต่ผู้นำที่แหวกแนวจะรู้ว่า ดีกว่าถ้าฟังก่อน แล้วค่อยพูดทีหลัง และในยามที่รับฟัง จะฟังอย่างตั้งใจและมีศิลปะ'

เราเคยเจอผู้ บริหาร (หรือตัวเราเอง) ที่มักเหม่อลอยเวลามีคนมาพูดอะไรให้ฟัง หรือระหว่างที่รับฟังอยู่ ในใจก็เริ่มพูดแข่ง และตัดบทออกมาทั้งที่บางครั้งทีมงานยังพูดไม่จบหรือไม่ครับ นี่เป็นสัญญาณบอกเหตุร้ายของทักษะการฟังยอดแย่ เป็นผู้นำที่ไม่มีความอดทน หรือไม่มีขันติในการฟัง เพราะกิเลสในใจนั้นมันจะแต่ง จะปรุง จะผลักดันให้เราเผยอปากและโพล่งออกมาในจังหวะที่ไม่เหมาะสม และหากลองสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่า บ่อยครั้งเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะไม่ควร ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกกาลเทศะ คือ มีแต่เสียกับเสีย

จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตัวเราหรอกครับที่ผลักดันให้เราโพล่งออกมา แต่เป็นอัตตาตัวตน และกิเลสล้วนๆ ที่เสี้ยมสอน ลองฝึกดูให้นั่งนิ่งๆ ตั้งใจฟังคนที่มาคุยด้วย เราจะเห็นว่ามีแรงอัดที่เริ่มจุกขึ้นมาจากในอก พยายามดันให้เราโต้ตอบออกมา หากเราไม่พูดไม่จา เอาแต่นั่งฟังนิ่งๆ แรงอัดนี้จะแรงขึ้นๆ แต่พอสักพักที่เรามองเห็นได้ทัน ก็จะสลายหายไป แต่หากมองไม่ทัน ก็จะกลายเป็นคำพูด นั่นคือ วจีกรรมที่ได้ทำในแต่ละครั้ง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามปัจจัยปรุงแต่งภายนอกและแรงอัดจากภายใน

ทำไมนักฟังจึงเป็นผู้นำที่ทรงประสิทธิผล

1. เพราะผู้นำเข้าใจผู้คนก่อนที่จะนำเขา

ผู้นำที่เก่งจะไว ต่อความรู้สึก ความหวัง และ ความฝันของทีมงาน เจาะเข้าไปในหัวใจของคนรอบข้าง 'ผู้นำแตะหัวใจก่อนจะขอมือมาร่วมงาน' ดังนั้น หากคุณไม่เคยเชื่อมต่อ ไม่เคยรับฟังอารมณ์และความรู้สึกของทีมงาน คุณจะไม่สามารถนำทางเขาได้เลย

2. การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการฟัง

เราจะเรียนรู้ อะไรใหม่ๆ ได้อย่างไร หากเราเป็นผู้พูดอย่างเดียว คนที่ฉลาดมากถึงมากที่สุดจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรับฟัง เพราะนั่นคือสุดยอดของการเรียนรู้ นักจัดรายการทีวีอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง แลร์รี่ คิง กล่าวไว้ว่า 'ผมเตือนตัวเองในทุกเช้า คำพูดที่หลุดออกจากปากผมวันนี้จะไม่สอนสั่งให้ความรู้แก่ผมเลย ดังนั้น หากผมจะเรียนรู้อะไรได้ ผมต้องฟัง'

3. การรับฟังยับยั้งปัญหาไม่ให้ขยายใหญ่โต

ภาษิตอินเดียน แดงกล่าวไว้ว่า 'รับฟังเสียงกระซิบ คุณจะไม่ได้ยินเสียงกรีดร้อง' ผู้นำที่ดีใส่ใจในปัญหาเล็กน้อยก่อนจะลุกลามใหญ่โต และให้ฟังในสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาด้วย (Unspoken Words) โดยเฉพาะสังคมไทยเป็นวัฒนธรรมที่ไม่กล้าแสดงออก หากถามอะไรก็จะไม่พูดไม่จา แต่เก็บไว้ในใจและไประบายที่อื่น ผู้นำจึงควรมีเรดาร์พิเศษที่จะต้องดักจับสัญญาณต่างๆ ไว้ก่อน

4. การรับฟังสร้างความไว้วางใจ

ต้นทุนสำคัญสุดใน ความสัมพันธ์และประสิทธิภาพในการทำงาน คือ ความไว้วางใจ ความจริงใจ และตรงไปตรงมา หากผู้นำและผู้ตามต่างก็ไม่เป็นผู้ฟังที่ดี มีทักษะการฟังที่ย่ำแย่ ไม่ใส่ใจ ไม่พัฒนาแก้ไขปรับปรุง ความไม่น่าไว้วางใจก็จะเกิดขึ้น เป็นการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ในการทำงาน ท้ายที่สุด โอกาสดีๆ ก็จะหลุดลอยไป

5. การรับฟังช่วยปรับปรุงองค์กร

ลี เอียค็อกคา อดีตประธานบริษัทไครสเลอร์ได้กล่าวไว้ว่า 'การรับฟังก่อให้เกิดผลต่างระหว่างบริษัทสามัญกับบริษัทยิ่งใหญ่' นั่นหมายถึงการรับฟังทุกระดับ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง แนวดิ่ง แนวราบ ตั้งแต่ลูกค้า ทีมงาน ผู้บริหาร และทุกๆ คน

สรุปว่า การฟังปันผลให้เสมอ ยิ่งฟังมาก รู้มาก ก็ยิ่งทำงานให้ง่ายขึ้น 'ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะมอบให้ใครได้ คือ ความใส่ใจ'

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ซีอีโอผู้นำพุทธวิถีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานอย่างลงตัว จนเกิดกระแส การตลาดสีขาว White Ocean Strategy สร้างพลังและแรงบันดาลใจให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้หันมาสนใจในเรื่องพลังของสมองซีกขวา คุณธรรมและจริยธรรม ล่าสุดได้นำเสนอแนวคิด DQ (Dharma Quotient) ปัญญาที่เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง แก่นแท้ของการใช้ชีวิตและการบริหารงานอย่างมีความสุข



โดย : ดนัย จันทร์เจ้าฉาย danai@dmgbooks.com